×

‘ศุภจี’ บินเจรจาภาษีสหรัฐฯ 3-6 พ.ค. เคลียร์ปมมาตรา 301 ยัน ‘Local Content’ ไทยสูง เร่งส่งออก ก่อนขีดเส้นตาย ก.ค.

23.04.2026
  • LOADING...
supajee-us-tax-section-301-export

‘ศุภจี’ เร่งรับมือ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ จากพลังงาน กระทบค่าครองชีพและส่งออก พร้อมเดินหน้านโยบายเชิงรุกปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เผยเตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค. เจรจา USTR เร่งใช้โอกาสภาษี 10% ก่อน 24 ก.ค. ดันส่งออก ควบคู่ลุย ‘ไทยช่วยไทย’ บรรเทาค่าครองชีพประชาชน

 

 
 

วันนี้ (23 เม.ย.69) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบ ทั้งค่าขนส่ง ค่าครองชีพ ตลอดจนภาคการส่งออก ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายจำเป็นต้องดำเนินปรับโครงสร้างเชิงรุก ควบคู่กับการปรับตัวให้เท่าทันบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และพลังงาน

 

ในมิติการค้าระหว่างประเทศ ศุภจี ระบุว่า สินค้าไทยอาจถูกตีความว่ามีลักษณะ ‘transshipment’ ในบางอุตสาหกรรม ซึ่งสหรัฐฯ ได้ขอข้อมูลชี้แจงใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ยางพารา และเครื่องจักร

 

อย่างไรก็ตาม ไทยได้ชี้แจงกลับไปแล้ว โดยยืนยันว่ามีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (local content) สูงกว่าที่ถูกตั้งข้อสังเกต นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการไต่สวนในประเด็นต่างๆ โดยกรณีแรกเป็นการไต่สวนร่วมกับอีก 16 ประเทศ

 

ขณะที่ อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งมีประเทศที่ถูกตรวจสอบพร้อมกันกว่า 60 ประเทศทั่วโลก โดยไทยได้ส่งข้อมูลชี้แจงครบถ้วน และไม่พบข้อบ่งชี้ใดที่สนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว

 

สำหรับกระบวนการพิจารณา ได้จัดทำคำชี้แจงภายใต้มาตรา 301 ส่งให้ USTR แล้ว และเตรียมเข้าร่วม Public Hearing และ Technical Consultation ระหว่างวันที่ 28 เม.ย.-14 พ.ค.2569 จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลที่ไทยยื่นไป และในช่วงวันที่ 13-14 พ.ค. จะมีการหารือเชิงเทคนิค (Technical Consultation) กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR)

 

เยือนสหรัฐอเมริกา เจรจา USTR นำทีมเอกชนไทยร่วมงาน SelectUSA Investment Summit

 

ขณะเดียวกัน ในช่วงวันที่ 3-6 พ.ค. ศุภจีมีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit พร้อมนำภาคเอกชนไทยร่วมแสดงศักยภาพการลงทุน เพื่อสะท้อนความต่อเนื่องของการลงทุนไทยในสหรัฐฯ และสร้างความเข้าใจเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

 

พร้อมกันนี้ ไทยยังเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงทางการค้า เพื่อเพิ่มจำนวนสินค้าที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี (Exempt List) ให้มากที่สุด โดยใช้ประโยชน์จากช่วงเวลา Golden Period และ Window Period ซึ่งเราสามารถคว้าโอกาส ภายใต้มาตรา 122 ของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดอัตราภาษีนำเข้าไว้ที่ 10% และจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

 

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ต้องดูในการผลักให้มีสินค้าออกไปในช่วงนี้ให้ได้มากที่สุด ส่วนเรื่องของอเมริกา ก็อยู่ในช่วงของการดำเนินการ ส่วนจีนพยายามจะดูดุลการค้า ซึ่งจีนอยู่ระหว่างพัฒนาแผนเศรษฐกิจ 5 ปี ดังนั้น ต้องดูประเด็นลดการขาดดุลด้วย และระหว่างนี้ก็ใช้ประโยชน์จากตลาดอินเดียเสริม”

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะยกระดับกลไกการทำงานสู่การบูรณาการแบบคลัสเตอร์ (Cluster) ยึดการแก้ไขปัญหาเป็นศูนย์กลาง (Issue-based) และเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย (Co-Creation) เพื่อให้การดำเนินนโยบายมีประสิทธิภาพ ตรงจุด และตอบสนองต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

โดยวางกรอบดำเนินงาน ทั้งระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทยในทุกมิติ

 

1. ดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน

 

  • โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ถูกเร่งผลักดันเป็นมาตรการเร่งด่วน โดยประสานผู้ผลิต ค้าปลีก และค้าส่ง นำสินค้ากว่า 3,000 รายการ ลดราคาทั่วประเทศ ครอบคลุมสินค้า House Brand สินค้าธงฟ้า และสินค้า SME ชุมชน

 

  • กระจายสินค้าผ่านหลายช่องทาง ทั้งห้างโมเดิร์นเทรด ค้าปลีก-ส่งท้องถิ่น ไปรษณีย์ไทย ตลาด ที่ว่าการอำเภอ โรงเรียน และร้านค้าชุมชน เริ่ม 1 พฤษภาคม 2569

 

  • ในระยะยาว เดินหน้ายกระดับ SME สู่ตลาดออนไลน์ ผ่าน 6 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, TikTok, LINE และ Lazada โดยยกเว้นค่าธรรมเนียม (GP) 1 เดือน

 

  • พร้อมแจกคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 ใบ

 

  • เฟส 2 เตรียมนำสินค้า ‘ไทยช่วยไทย’ ขึ้นขายออนไลน์ในราคาเดียวกับหน้าร้าน พร้อมส่งฟรีระยะทาง 5 กิโลเมตร โดยร่วมมือกับท็อปส์ โลตัส และบิ๊กซี

 

นอกจากนี้ จะมีเปิดรับสมัครรถพุ่มพวง โดยมีเป้าหมาย 3,800 คันทั่วประเทศ เพื่อนำสินค้าไปขายในพื้นที่ห่างไกลที่ประชาชนเข้าถึงสินค้าได้ยาก โดยคาดว่าจะเปิดรับสมัครภายในอาทิตย์หน้า โดยภาครัฐจะช่วยเรื่องบัตรเติมน้ำมัน โดยจะแบ่งประเภทรถ เช่น รถมอเตอร์ไซต์พ่วงข้างช่วยค่าน้ำมัน 1,500 บาทต่อเดือน รถยนต์ 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินโครงการได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 เดือนพฤษภาคม 2569

 

2. รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

 

  • ใช้กลไก ‘ซื้อนำตลาด’ เปิดจุดรับซื้อข้าวใน 28 จังหวัด เป้าหมาย 1 ล้านตัน เชื่อมโยงการจัดซื้อกับหน่วยงานรัฐ พร้อมจัดทำข้าวถุงราคาประหยัด

 

  • พัฒนาเกษตรกร 3 กลุ่มตามศักยภาพ มุ่งสู่การผลิตข้าวมูลค่าสูง ลดการแข่งขันด้านราคา พร้อมพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้สอดคล้องความต้องการตลาด

 

  • ขยายตลาดส่งออกทั้งเอเชีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย พร้อมใช้สินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้าระหว่างรัฐ

 

3. สร้างความเข้มแข็ง SME และเศรษฐกิจชุมชน

 

  • ยกระดับทักษะการค้าออนไลน์ ผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานทั้งในและต่างประเทศ

 

  • ขยายเครือข่ายแฟรนไชส์ไทย ซึ่งปัจจุบันมี 681 แบรนด์ กว่า 81,024 สาขา พร้อมผลักดันสู่ตลาดโลก

 

  • เร่งพัฒนาและขึ้นทะเบียนสินค้า GI ให้ครบ 272 รายการ ภายในปี 2569 พร้อมต่อยอดสู่ Fine Dining และการท่องเที่ยว คาดสร้างมูลค่ากว่า 117,000 ล้านบาท

 

  • เสริมศักยภาพด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ตั้งแต่การสร้างสรรค์ การใช้ประโยชน์ และการคุ้มครอง ผ่านระบบ Fast Track พร้อมปราบปรามนอมินีและสินค้าสวมสิทธิ์อย่างเข้มงวด

 

4. สร้างสมดุลการส่งออก เดินหน้าเจรจาสหรัฐฯ

 

  • เพิ่มสัดส่วน SME ในโครงสร้างส่งออก ยกระดับสินค้าไทยด้วยนวัตกรรม และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก

 

  • ในมิติการค้าระหว่างประเทศ ไทยเร่งเจรจากับสหรัฐฯ นำภาคเอกชนไทยเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit เพื่อขยายโอกาสการลงทุนและการค้า

 

  • นอกจากนี้ ยังเร่งขยายตลาดจีน สหภาพยุโรป อินเดีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ควบคู่การผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางบริการมูลค่าสูง โดยเฉพาะด้าน Wellness และเศรษฐกิจผู้สูงวัย

 

5. ยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ

 

  • ขับเคลื่อน ‘พาณิชย์ดิจิทัล’ ภายใต้ MOC Plus ‘จุดเดียว จบ จริง’ ใช้ AI, Big Data และ Cloud เพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ

 

  • พัฒนาเทคโนโลยีบริหารจัดการสินค้าเกษตร ตั้งแต่คาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้า วิเคราะห์ราคา และชี้เป้าตลาดส่งออก ก่อนขยายสู่พืชเศรษฐกิจอื่นในระยะยาว

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ย้ำว่าการดูแลค่าครองชีพยังเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด โดยจะควบคุมสินค้าจำเป็นให้สอดคล้องสถานการณ์ แม้ยอมรับว่า หากวิกฤตยืดเยื้อ อาจจำเป็นต้องปรับราคาบางรายการตามต้นทุน

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันเดินหน้า ‘ไทยช่วยไทย’ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการเปิดจุดจำหน่ายในที่ว่าการอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ การจัดจำหน่ายทุกวันศุกร์ การขยายรถพุ่มพวง และการสนับสนุน SME ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

 

โดยตั้งเป้าขยายผู้ประกอบการเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย พร้อมใช้การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และ KOLs เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มยอดขาย อันจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจและบรรเทาภาระของประชาชนทั่วประเทศในห้วงวิกฤตนี้

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินนโยบาย Quick Big Win 7 นโยบาย 19 โครงการสำคัญ 80 กิจกรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 73,000 ล้านบาทเกษตรกรได้ประโยชน์ 6,000,000 ครัวเรือนผู้ประกอบการได้ประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories