×

ฤดูร้อนมาพร้อมค่าไฟพุ่ง? เปิดปม ‘ใช้ไฟเท่าเดิม ทำไมค่าไฟแพงขึ้น’ ขณะที่ กกพ. ยัน คำนวณค่า Ft ตามต้นทุน

19.04.2023
ค่าไฟ แพง

เปิดสาเหตุ ‘ใช้ไฟเท่าเดิม แต่ทำไมค่าไฟแพงขึ้น?’ กกพ. ย้ำ พิจารณาตามโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าและภาระหนี้ กฟผ. ขณะที่กระทรวงพลังงานยอมรับ ฤดูร้อนปีนี้ค่าไฟกลับมาพีคสุด เนื่องจากวิกฤตโควิดคลี่คลาย เปิดประเทศ และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่ล่าช้า ด้าน สอท. ห่วงค่าไฟแพงดันต้นทุนผู้ผลิต กระทบมู้ดจับจ่ายใช้สอย วอนรัฐบาลลดค่าไฟฟ้าลงให้ต่ำกว่า 4.40 บาท 

 

คมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า สาเหตุที่ค่าไฟฟ้าแพงเกิดจากปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงต้นทุนต่ำที่เคยใช้ผลิตไฟฟ้า ลดลงค่อนข้างมากต่อเนื่องจาก 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เหลือ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือลดลง 20-30% 

 

อีกทั้งต้องซื้อก๊าซธรรมชาติ LNG ในราคาแพง ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงตรงกับช่วงที่ยุโรปเข้าสู่ฤดูหนาวปลายปีที่ผ่านมา เมื่อรวมกับความต้องการก๊าซธรรมชาติ LNG ที่แพง ค่าไฟฟ้าจึงเพิ่มสูงขึ้น เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ไทยต้องนำเข้าก๊าซ LNG ในราคาแพง เพื่อมาทดแทนปริมาณก๊าซต้นทุนต่ำจากอ่าวไทยที่ขาดหายไป 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

“ดังนั้นเมื่อความต้องการเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต่างส่งผลให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงกว่าเดิม” 

 

อย่างไรก็ตาม กกพ. ได้พยายามอย่างเต็มที่ให้ผ่านวิกฤตพลังงานไปให้ได้ จึงได้ออกมาตรการใช้น้ำมันในช่วงที่ราคาถูกกว่า LNG เข้ามาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซ LNG แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของระบบเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก จึงไม่สามารถใช้น้ำมันทดแทนได้ทั้งหมด แต่ได้พิจารณาโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้ามาตลอด

 

นอกจากนี้หากกล่าวถึงโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเป็น 4.77 บาทต่อหน่วย งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 จะพบว่า โครงสร้างต้นทุนค่าไฟปัจจุบัน ค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย 

 

กกพ. พิจารณาจากต้นทุนแพงที่สุดไปต้นทุนถูกที่สุด ตามลำดับ ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิงทุกประเภทเฉลี่ย 2.74 บาทต่อหน่วย ค่าโรงไฟฟ้าไปจนถึงค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น Adder ค่าไฟฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อยประมาณ 16 สตางค์ต่อหน่วย

 

ตอบปม ทำไมค่าไฟฟ้าภาคประชาชนจึงแพงกว่าค่าไฟฟ้าอุตสาหกรรม

 

ส่วนประเด็นค่าไฟฟ้าภาคประชาชนที่แพงกว่าค่าไฟฟ้าอุตสาหกรรม เกิดจากค่าไฟฟ้างวดปัจจุบันมีราคาแพงจากปลายปี 2565 ที่เป็นช่วงที่ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติ LNG นำเข้าสูงมากและต้องนำเข้าทดแทน ในขณะที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย เชื้อเพลิงต้นทุนต่ำลดลงมาก จึงส่งผลต่อราคาค่าไฟฟ้าที่แท้จริงในงวดปัจจุบัน (เดือนมกราคม-เมษายน 2566) สูงขึ้น 

 

ทั้งนี้ หากเป็นอัตราเดียวจะเท่ากับ 5.24 บาทต่อหน่วย แต่รัฐบาลต้องการบรรเทาผลกระทบให้ประชาชน จึงได้สั่งการให้ กกพ. คำนวณค่าไฟฟ้าจากการจัดสรรก๊าซในอ่าวไทยที่มีราคาถูกให้ประชาชนก่อนเป็นกรณีพิเศษ ทำให้ประชาชนได้อัตราเดิม 4.72 บาทต่อหน่วย 

 

จะเห็นได้ว่า แม้ราคาต้นทุนพลังงานมีการปรับตัวลดลง แต่การคำนวณค่าไฟของทางสำนักงาน กกพ. ยังไม่สามารถปรับลดตามต้นทุนลงได้ โดย กกพ. ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่า Ft ที่ใช้สมมติฐานตัวเลขต้นทุนในปีก่อนหน้า (ปี 2565) ซึ่งเป็นการประมาณการต้นทุนในงวดถัดไป 

 

“กกพ. ต้องพิจารณาสภาพคล่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ด้วย หากสภาพคล่องกระทบกับเครดิตของ กฟผ. ก็จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ” คมกฤชกล่าวย้ำ

 

ทั้งนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อเนื่อง ทั้งความต้องการ LNG ในช่วงฤดูหนาว และสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน อาจมีผลกระทบต่อค่าเชื้อเพลิง แม้หลายฝ่ายมองว่าแนวโน้มของปริมาณก๊าซธรรมชาติต้นทุนต่ำจากอ่าวไทยจะมีเพิ่มขึ้น และมีผลในงวดถัดไป 

 

กกพ. ก็มีการนำมาคำนวณในค่าไฟแล้ว ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ต่ำลงคาดว่าจะเป็นช่วงปลายงวดของค่าไฟในงวดเดือนพฤษภคาม-สิงหาคม 2566 และจากสมมติฐานและค่าใช้จ่ายจริงจะถูกจ่ายคืนผ่านกลไก Ft ต่อไป 

 

หนุนครัวเรือน-ผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์

 

อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนหรือผู้ประกอบการเองก็เริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตไฟใช้เอง กกพ. สนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ติดตั้ง และย้ำว่า ยังไม่มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคาสูง 

 

กกพ. ยังยึดหลักการที่อัตราราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินต้องไม่ให้ตกเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม ดังนั้นอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากประชาชนจะต้องไม่ไปกระทบกับประชาชน ประชาชนต้องร่วมมือกันประหยัดการใช้ไฟฟ้า ส่วนทาง กกพ. ยังคงพยายามบริหารจัดการค่าไฟฟ้าอย่างเต็มที่เช่นกัน 

 

ความต้องการใช้ไฟ Peak ปี 2566 กลับมาสูงสุดในรอบ 3 ปี

 

ทางด้าน วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟสูงสุด หรือ Peak (พีค) สำหรับปี 2566 ในช่วงฤดูร้อนจะมีค่าสูงสุดในรอบ 3 ปี หรือสูงกว่า 30,936 เมกะวัตต์ เนื่องจากอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูง ประกอบกับไทยมีการเปิดประเทศ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้ามาในปริมาณที่มากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐ ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น แต่ปริมาณไฟฟ้าจะมีเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณสำรองไฟฟ้าของไทยที่สูงประมาณ 30%

 

นอกจากนี้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือที่เรียกว่า แผน PDP (PDP 2023) ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2566 ต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากต้องพิจารณาสัดส่วนปริมาณการผลิตไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้าที่มากกว่า PDP ฉบับเดิม (PDP 2018) ที่มีอยู่ 77,211 เมกะวัตต์ 

 

ดังนั้นเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น บวกกับแผนที่คาดว่าจะมีการใช้รถ EV มากขึ้น จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ 

 

“เนื่องจากเดิมทีเราหวังว่าจะทำ PDP ให้แล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี แต่พอมีสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงต้องขยายเวลา และขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำให้เป็นไปตามขั้นตอน และเมื่อมีรัฐบาลใหม่มาก็เชื่อว่าจะกระทบต่อแผนบ้าง แต่ไม่มาก เพราะหลักการที่วางไว้เป็นการทำอย่างรอบคอบแล้ว จึงคิดว่าหลักการไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง แต่ในส่วนของระดับนโยบายบางเรื่องอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่หากรัฐบาลใหม่ต้องการปรับแก้ไขแผนก็เป็นไปได้เช่นกัน” พีรพัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

 

สอท. ห่วงค่าไฟดันต้นทุนผู้ผลิตและกระทบกำลังซื้อ

 

สรกิจ มั่นบุปผชาติ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการภาคการผลิตยังมีความกังวลต่อปัญหาต้นทุนการผลิตสูง โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบและค่าไฟฟ้าที่สูง และอาจกระทบกำลังซื้อคนไทยด้วย

 

ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในทิศทางขาขึ้นก็ยังเป็นอีกปัจจัยกดดันต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs 

 

นอกจากนี้อุปสงค์จากต่างประเทศที่อ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ตลอดจนความผันผวนของค่าเงินบาท ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการส่งออกของไทย 

 

ทั้งนี้ ต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดพิจารณาทบทวนมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ในงวดที่ 2 (เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566) ให้ต่ำกว่า 4.40 บาทต่อหน่วย

 

รวมทั้งส่งเสริมการเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ เช่น ในกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC), กลุ่มประเทศ MERCOSUR และกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance) โดยเฉพาะสินค้าประเภทยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง และเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการเผาป่าตามแผนเฉพาะกิจ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ปี 2566

 

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมีนาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 97.8% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 96.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม และสูงสุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจนี้มาจากผู้ประกอบการจำนวน 1,322 คน ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท.

 

และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบของค่าดัชนีฯ พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกองค์ประกอบ ทั้งดัชนีฯ คำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ ‘ยกเว้นต้นทุนประกอบการ’

 

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายของอุปสงค์ในประเทศ และกำลังซื้อในส่วนภูมิภาคจากรายได้ภาคเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 

 

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 

 

นอกจากนี้ยังมีภาคการก่อสร้างที่ขยายตัว ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

 

“คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 106.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 103.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ 

 

“ขณะที่การเปิดประเทศของจีนเป็นแรงสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น”

 

สรกิจกล่าวอีกว่า ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้จะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส.อ.ท. ได้เชิญ 9 พรรคการเมืองมาพูดถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจให้สมาชิกได้รับฟัง แต่สิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังจากรัฐบาลชุดใหม่ หลักๆ เป็นเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างแท้จริงและนวัตกรรม การวิจัย และพัฒนา ที่ควรมีการเพิ่มงบประมาณ

 

“เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้น แต่อยากให้ตรงเป้าหมายมากขึ้น ส่วนนโยบายที่มีการออกมาหาเสียง ก็ไม่อยากให้สุดโต่งมากเกินไป อยากให้คำนึงถึงผลระยะกลางและระยะยาวด้วย” สรกิจกล่าวย้ำ

 

อ้างอิง: 

  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) Isara, กระทรวงพลังงาน, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 

READ MORE






Latest Stories