วันนี้ (7 กันยายน) สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นิติธร ล้ำเหลือ (ทนายนกเขา) และ พิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มคปท. ร่วมแถลงข่าวประกาศทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แคมเปญ ‘เอาประเทศไทยของเราคืนมา’ โดยวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการขยายอิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาต่างชาติในไทย
สนธิระบุว่า ตลอดการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ ปรากฏข้อกังขาและปัญหามากมาย ตั้งแต่การกักตุนสินค้า ปัญหาน้ำท่วมที่เยียวยาไม่ทั่วถึง การทุจริตสอบข้าราชการมูลค่าหลายพันล้านบาทที่หาผู้กระทำผิดได้เพียงระดับอธิบดี แต่ไม่สาวถึงนักการเมือง รวมถึงการจัดการคดีเขากระโดงที่ยืดเยื้อ และโครงการดาต้าเซ็นเตอร์หมื่นล้านบาทที่มองว่าประเทศไทยเสียเปรียบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถรักษาหลักนิติรัฐและนิติธรรมไว้ได้
ประเด็นสำคัญที่นำมาสู่การเคลื่อนไหว คือกรณีการสืบสวนคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สนธิอ้างว่ามีหลักฐานทั้งคลิปเสียงและข้อความที่เชื่อมโยงถึงผู้บริหารพรรคการเมืองใหญ่ แต่กลับมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่รับผิดชอบคดีดังกล่าว จึงประกาศขีดเส้นตายในวันที่ 14 กันยายนนี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตัดตอนคดีและไม่ส่งฟ้อง จะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวไปสู่การชุมนุมใหญ่ทันที
สำหรับก้าวแรกของการเคลื่อนไหว สนธิประกาศนัดหมายมวลชนรวมตัวกันที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ในวันที่ 10 กันยายนเวลา 09.30 น. เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับกลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติ ทั้งทุนจีน ยิว อินเดีย รัสเซีย รวมถึงทุนไทยสีเทาอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดโปงระเบียบใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุว่าเป็นการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาทำลายผู้ประกอบการ SME ของไทย
สนธิย้ำว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ต้องการขับไล่รัฐบาลให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องการกดดันให้รัฐบาลหยุดพฤติกรรมที่สร้างความเสียหาย และหันมาทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง โดยจะมีการเดินสายไปตามภาคต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน
“ถ้าต้องตายในระหว่างการเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับมาเป็นของเรา ผมยอมตาย ตอนนี้ผมอายุ 72 ปีแล้ว หลายคนด้อยค่าว่าม็อบผมเป็นม็อบน้ำหมาก แต่ก็ไม่เป็นไร หากศรัทธาในสิ่งที่พูดก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ต่อให้มีผมคนเดียวผมก็จะสู้” สนธิกล่าว
ในช่วงท้าย สนธิได้กล่าวไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า หากมั่นใจในความถูกต้อง ขอให้ออกมาไลฟ์สดชี้แจงข้อเท็จจริงทุกวัน ซึ่งตนเองก็พร้อมที่จะไลฟ์ชนเพื่อจับโกหกเช่นเดียวกัน พร้อมยืนยันว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้พึ่งพิงหรือหวังให้ทหารออกมากระทำการรัฐประหาร แต่เชื่อมั่นในพลังของประชาชนที่ทนไม่ไหวกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม














