วานนี้ (22 เมษายน) ที่ โรงแรม Jasmine Hotels & Resort กรุงเนปิดอว์ เมียนมาสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับผลการเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 21-22 เมษายน โดยระบุว่า การเยือนครั้งนี้ เป็นการเดินทางเยือนเพื่อแสดงความยินดีกับเมียนมาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งเขาได้มีโอกาสพบกับผู้นำคนสำคัญของเมียนมา ทั้งพลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ตลอดจนรองประธานาธิบดี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาคนใหม่
ทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือกันในหลายประเด็น อาทิ ความมั่นคงชายแดน ความสัมพันธ์ทวิภาคี ความร่วมมือด้านการค้า พลังงาน ปัญหาสแกมเมอร์ และปัญหามลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ตลอดจนประเด็นกระบวนการสันติภาพ และแนวทางในการฟื้นฟูปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับอาเซียน โดยถือเป็นวาระสำคัญหลังจากที่เมียนมาตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งและความวุ่นวายมานานหลายปี
และนี่คือสรุปประเด็นทั้งหมดของการเยือนครั้งนี้
เตรียมเปิดด่านเมียวดี-แม่สอด
ประเด็นการค้าชายแดน สีหศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาเนี่ยการค้าชายแดนระหว่างไทยและเมียนมา ที่เมืองเมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จังหวัดตากนั้น หยุดชะงักไปเพราะมีการปิดด่าน แต่ได้ทราบระหว่างการเยือนว่า กำลังจะมีการเปิดด่านหลักที่ อ.แม่สอดในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากเปิดได้ก็จะช่วยส่งเสริมการค้าชายแดน ซึ่งคิดเป็น 80% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่างไทยกับเมียนมา
นอกจากนี้ ไทยและเมียนมายังได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หรือขบวนการสแกม ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมาก และในปีที่ผ่านมา มีการช่วยเหลือส่งกลับผู้ได้รับผลกระทบกว่า 13,000 คน
ตลอดจนการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำและมลพิษทางอากาศ ซึ่งเมียนมาแสดงท่าทีพร้อมให้ความร่วมมือแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งในกรอบทวิภาคีและไตรภาคี คือ เมียนมา-ไทย-ลาว โดยไทยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในเรื่องอุปกรณ์และเทคโนโลยี เช่น แผนที่และภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นพื้นที่เสี่ยง
ขยายความร่วมมือการค้า พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน
ส่วนประเด็นความร่วมมือทางการค้าการลงทุน ในการเยือนครั้งนี้ ยังมีการเชิญภาคเอกชนไทยที่ทำธุรกิจในเมียนมาหลากหลายสาขา เช่น การเกษตร วัสดุก่อสร้างหรือภาคบริการ อย่างธนาคารและโรงพยาบาล เข้าร่วมหารือกับรองประธานาธิบดีเมียนมาด้วย
โดยสีหศักดิ์กล่าวว่า ฝ่ายไทยมีความเชื่อมั่นว่า หลังจากมีรัฐบาลใหม่ เมียนมาจะเดินหน้าในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเขาย้ำว่า ไทยอยากจะเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือต่างๆในส่วนของภาคเอกชน
ขณะที่ภาคเอกชนก็ให้ความสนใจที่จะมาประกอบธุรกิจในเมียนมา และเชื่อว่าจะมีโอกาสที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยนอกจากเรื่องการค้ายังมีเรื่องการผลิตทั้งเพื่อตลาดภายในและตลาดส่งออกในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาเมียนมาจะมีข้อจำกัดเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนการโอนเงิน และการนำเข้าวัตถุดิบ
“การที่ไทยมีความต้องการช่วยเหลือเมียนมาในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะอยากจะมีโครงการที่อำนวยประโยชน์กับประชาชนเมียนมา เพราะว่าถ้าหากประชาชนมีความกินดีอยู่ดี ก็จะทำให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็งและเป็นผลประโยชน์ต่อประเทศไทยด้วย” เขากล่าว และเผยว่า ฝ่ายไทยเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือผ่านกรมพัฒนาความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ ไทยและเมียนมายังได้หารือในด้านความร่วมมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความร่วมมือด้านแหล่งพลังงาน ซึ่งก๊าซธรรมชาติจากเมียนมามีความสำคัญต่อไทยในการผลิตไฟฟ้า
หวังฟื้นปฏิสัมพันธ์เมียนมา-อาเซียน
สีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญสำหรับวาระการเยือนในครั้งนี้ คือเรื่องสถานการณ์ภายในของเมียนมาและการมีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียน
โดยไทยแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ภายในเมียนมาที่ยึดเยื้อมาหลายปี ขณะเดียวกันยังเห็นความสำคัญว่า ควรที่จะรื้อฟื้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับอาเซียน เพื่อที่จะนำเมียนมากลับสู่เวทีอาเซียน แต่กระบวนการต้องเป็นปฏิสัมพันธ์ 2 ทาง คือฝ่ายเมียนมาเองก็ต้องดำเนินการที่จะตอบสนองต่อข้อกังวลของอาเซียน ในฉันทามติ 5 ข้อ หลักๆ คือเรื่องของการลดความรุนแรง, กระบวนการพูดคุยสันติภาพ, การเพิ่มพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ซึ่งฝ่ายไทยก็แสดงความพร้อมสนับสนุนให้เมียนมาในฐานะเพื่อนบ้านของไทย ได้กลับสู่อาเซียน เพราะจะทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความปั่นป่วนวุ่นวาย และต้องการการรวมพลังของภูมิภาคมากขึ้น
เมียนมาต้องแก้ปัญหาภายในเอง
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า “เรื่องสันติภาพและการปรองดองเป็นเรื่องภายใน ที่เมียนมาต้องหาทางแก้ไขปัญหาเอง โดยไทยพร้อมให้การสนับสนุน และอยากให้รัฐบาลเมียนมาพิจารณาแนวทางภายใต้ฉันทามติ 5 ข้อ ที่ถือเป็นแนวทางนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
ซึ่งหลังจากนี้ ก็จะมีการพูดคุยประเด็นสถานการณ์เมียนมาในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป-อาเซียน ที่ประเทศบรูไน และการประชุมอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ในวันที่ 7-8 พฤษภาคมนี้
นอกจากนี้ ไทยยังแสดงความยินดีที่เมียนมามีการปล่อยตัวอดีตประธาธิบดีและนักโทษการเมืองจำนวนมาก ขณะที่ผู้นำเมียนมาก็ให้การยืนยันว่า จะดำเนินการต่อไปในเรื่องของกระบวนการสันติภาพและการปรองดองภายในประเทศ
ซูจียังได้รับการดูแลดี
ส่วนประเด็นของอองซานซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมียนมา ที่ถือเป็นข้อกังวลของอาเซียน ทางมินอ่องหล่าย เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังคงได้รับการดูแลที่ดี โดยสีหศักดิ์ระบุว่า รัฐบาลเมียนมายืนยันว่า กำลังพิจารณาในสิ่งที่ดี ซึ่งไม่ได้มีการขยายความ แต่คาดว่าน่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดี
พบผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เพื่อผลประโยชน์ไทย-หนุนสันติภาพ
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังสอบถามถึงประเด็นความกังวลต่อข้อครหาในการเยือนและพบกับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นชาติแรกๆ
โดยสีหศักดิ์ ให้คำตอบว่าการเยือนครั้งนี้ เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยด้วย เช่นผลประโยชน์เรื่องความมั่นคงชายแดนที่คอยไม่ได้
นอกจากนี้ยังเป็นการพูดคุยเพื่อสนับสนุนให้เมียนมาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ ขณะที่ต้องยอมรับว่าเมียนมาจัดการเลือกตั้งแล้ว และไทยมีความหวังว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นจะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ
“เราเรียกร้องเนี่ยให้เขาเดินหน้าในเรื่องกระบวนการพูดคุยสันติภาพต่อไป นี่คือความปรารถนาดี และเราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง ประเทศไทยเป็นเพื่อนบ้าน จะบอกว่าหันหลังให้เมียนมาก็ไม่ได้” สีหศักดิ์ กล่าว


