พ.ต.อ. กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยถึงการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. พร้อมทั้งกล่าวติติงนักวิชาการ สส. ตลอดจน โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะชี้นำสังคมจนเกิดความสับสน โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการทางกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
พ.ต.อ. กอบ กล่าวถึงการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. ว่า เป็นการทำหน้าที่เพื่อขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใช่การวินิจฉัยล่วงหน้าว่าบุคคลใดกระทำความผิด และขอให้ยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
สำหรับรายละเอียดว่าในคำร้องมีการกล่าวหาบุคคลใดบ้างนั้น ตนไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการของ ป.ป.ช. แล้วถือเป็นความลับ อย่างไรก็ตาม กกต. ถือเป็นองค์กรอิสระที่อยู่ในขอบเขตซึ่ง ป.ป.ช. สามารถตรวจสอบได้
ส่วนกรณีการออกมาให้สัมภาษณ์เปิดเผยข้อมูลการลงมติของ กกต. เสียงข้างน้อยนั้น พ.ต.อ. กอบ ตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบของ กกต. หรือไม่ พร้อมย้ำว่าการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระต้องปราศจากอคติ โดยเสียงข้างน้อยต้องเคารพมติของเสียงข้างมาก ในขณะที่เสียงข้างมากก็ต้องให้เกียรติเสียงข้างน้อยเช่นกัน
“ในการแถลงข่าวของประธาน กกต. เป็นมติของ กกต. การแถลงข่าวของเสียงข้างน้อยเป็นมติของ กกต. หรือไม่ เป็นเรื่องของความเหมาะสม” พ.ต.อ.กอบกล่าว
ปัดวาทกรรม ‘รัฐประหารเงียบ’ ติงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหยุดชี้นำ
พ.ต.อ. กอบ ได้กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการและอดีตผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระหลายท่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการเลือก สว. ว่า รัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ไม่ใช่เพื่อใช้ชี้นำว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก การใช้คำว่า ‘รัฐประหารเงียบ’ ถือเป็นการกล่าวหาที่เกินเลยและขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“ผมอยากเตือนสติท่านทั้งหลาย ที่ออกมาพูด ออกมาทำเวที ออกมาชี้นำต่าง ๆ ท่านเป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้นเลย เคยมีตำแหน่งหน้าที่ในองค์กรอิสระด้วยซ้ำไป บางท่านยังเป็นผู้ที่ร่วมกันออกกฎมาตรฐานทางจริยธรรมด้วย ตอนที่ท่านอยู่ในหน้าที่ทําไมไม่แก้ หรือไม่มีเวลาแก้ ทําอะไรอยู่ ออกมาแล้วเที่ยวว่าคนอื่นไม่ดี คนนั้นไม่ดี จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทํา จะสูงจะต่ำอยู่ที่ทําตัว” พ.ต.อ. กอบกล่าว
นอกจากนี้ พ.ต.อ. กอบ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของ สส. ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบคดี สว. ว่า สส. ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรมเช่นเดียวกัน การนำเรื่องที่ กกต. ยังพิจารณาไม่เสร็จสิ้นหรือยังมีเพียงแค่มติมาสรุปผลต่อสาธารณะ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการในการเรียกบุคคลต่างๆ มาชี้แจงว่า บางกรณีเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชน และเรียกร้องให้ สส. หันไปให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ เช่น ปัญหาน้ำท่วม หรือการแก้ไขปัญหาเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติจากการทำ MOU 43/44 ในอดีต มากกว่าการสร้างกระแสในสื่อสังคมออนไลน์
“พูดว่า สว. รัฐประหารเงียบ พูดได้ยังไง เป็นผู้ใหญ่ รัฐประหารมันแสลงใจ ไม่ใช่หลักการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย” พ.ต.อ. กอบกล่าว
สำหรับบทบาทของ iLaw ที่มีการเปิดเผยข้อมูลสำนวนคดี สว. อย่างต่อเนื่อง พ.ต.อ. กอบ มองว่า iLaw มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน จึงไม่ควรมีพฤติการณ์ชี้นำหรือชักจูงให้สังคมเข้าใจผิด และควรนำกฎหมายมาเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคง ไม่ใช่เพื่อละเมิดสิทธิผู้อื่น ขัดต่อกฎหมายอาญามาตรา 116 หรือไม่
ตั้งข้อสังเกตที่มาอำนาจคณะกรรมการชุดที่ 26
ในประเด็นกระบวนการตรวจสอบคดีเลือก สว. พ.ต.อ. กอบ ให้ความเห็นว่า คดีดังกล่าวอาจมีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น เนื่องจาก กกต. มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด การนำกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่มีศักดิ์ต่ำกว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) เข้ามาเชื่อมโยงกับคดีไต่สวน สว. ถือเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม หาก กกต. ไม่ได้เป็นผู้เชิญมาให้ข้อมูล
ในช่วงท้าย พ.ต.อ. กอบ ได้ยกตัวอย่างหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 184 ที่กำหนดแนวทางการพิจารณาคดีของผู้พิพากษา ซึ่งต้องยึดเสียงข้างมากเป็นหลัก และหากมีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากไม่ได้ ให้ยึดความเห็นที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยที่สุด เพื่อเป็นข้อคิดเตือนสติในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความยุติธรรมและลดความสับสนในสังคมต่อไป


