ในงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานของวุฒิสภา ครบรอบ 2 ปี ภารกิจเพื่อประชาชน เพื่อแถลงถึงผลงานภายใต้ความรับผิดชอบของวุฒิสภาเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ในวันนี้ (7 กรกฎาคม) ที่อาคารรัฐสภา โดยมี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และ พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ร่วมกันแถลงข่าว และตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน
ประเด็นสำคัญ
มงคลแถลงว่า วุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ ฝั่งวุฒิสภาจะไม่หนักเหมือนสภาผู้แทนราษฎร แต่เมื่อได้มาทำหน้าที่เป็น สว.จริงๆ และทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาด้วย กิจการส่วนตัวก็ต้องตัดออกไป ไม่สามารถทำได้ โดยหน้าที่หลักของประธานวุฒิสภาคือการสนับสนุน สว. ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังต้องทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เมื่อมีกฎหมายอะไรก็จะนำเข้ามาสู่การพิจารณาของวิปวุฒิสภาเพื่อกำหนดเป็นวาระการประชุมวุฒิสภาต่อไป
“อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมต้องมีสติ ไม่หลุด ไม่โกรธ และต้องควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด เปิดโอกาสให้ สว.ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตระเบียบการประชุม” มงคลกล่าว
มงคลยังกล่าวถึงการผลักดันรัฐสภาให้เป็น ‘สภาสีเขียว’ การเปิดพื้นที่ให้กับประชาชนในการเข้าถึงรัฐสภา และการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแก่เยาวชนและประชาชน
สำหรับภาพรวมของการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติที่วุฒิสภาได้ดำเนินการตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา เช่น การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 47 ฉบับ ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 32 ฉบับ การอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำนวน 3 ฉบับ การพิจารณาญัตติ จำนวน 54 ญัตติ โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคมและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศโดยตรง ที่เป็นการตั้งกระทู้ 443 กะทู้ ขณะที่การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ยืนยันได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักคุณธรรมจริยธรรมเป็นสำคัญ
“วุฒิสภาอยู่มาครบ2 ปี ด้วยความสามัคคี แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งสามารถเห็นต่างและถกเถียงกันได้ ซึ่งความเห็นที่แตกต่างเปรียบเป็นดอกไม้หลากสี แต่เมื่อหลอมรวมก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชน เชื่อว่าทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรักสามัคคี” มงคลกล่าว
ด้าน พล.อ. เกรียงไกรกล่าวถึงโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนว่า วุฒิสภาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนจากทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ให้สอดคล้องกับบริบทสังคม รวมทั้งนำไปสู่การผลักดันเพื่อให้เกิดการแก้ไขให้อย่างเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยตลอดระยะ 2 ปีที่ผ่านมา จากเรื่องร้องเรียนกว่า 1,370 เรื่อง
“ขอยืนยันว่าวุฒิสภาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับฟัง แต่ยังเป็นผู้ที่เดินหน้าเพื่อประสาน ผลักดัน และติดตาม เพื่อให้ทุกความเดือดร้อนและข้อเสนอแนะของประชาชนได้ส่งต่อไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นระบบ” พล.อ. เกรียงไกรระบุ
สื่อรุมถามข้อครหา ‘สีน้ำเงิน’ และคดีฮั้ว สว.
จากนั้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม เมื่อสื่อมวลชนถามถึงข้อครหาที่ถูกมองว่าเป็น ‘สว. สีน้ำเงิน’ ในตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มงคลกล่าวว่า สว. ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน และทำตามรัฐธรรมนูญรวมถึงข้อกฎหมาย คนเราเห็นต่างกันได้ ไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันเสมอไป ต่างคนต่างเห็นคนละมุม ทั้งดีและไม่ดี เป็นธรรมดาของมนุษย์ ที่ไม่มีความสมบูรณ์ จะเห็นปัญหาต่างกัน และมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ขอให้ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ส่วนคดีฮั้ว สว. ทำให้เสียกำลังใจหรือไม่นั้น มงคลระบุว่า เรื่องนี้เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน แต่ละคนไม่ก้าวก่ายหน้าที่กันและกัน หน้าที่ใครก็ทำไปเป็นอิสระต่อกัน ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็แล้วแต่
ขณะที่ สว. ชุดปัจจุบันได้ให้ความเห็นชอบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปแล้วถึง 4 ใน 7 คน จะอธิบายประชาชนให้เข้าใจอย่างไรว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มงคลกล่าวว่า เป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมาย ส่วนตัวไม่รู้จักกันกับ กกต. ตนเองและรองประธานวุฒิสภาอีก 2 คน ก็ไม่เคยไปเข้าข่ายแทรกแซง เพราะทำไม่ได้ และจะไม่ทำ
“สว. ไม่ได้รับฟังคำสั่งใคร สว. ทุกคนมีเอกสิทธิ์ ไม่เคยไปสั่งใคร และไม่เคยรับคำสั่งใคร ทำหน้าที่ของตัวเอง การถูกวิจารณ์เรื่องคดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครรู้ตัวดีกับตัวของตัวเอง เราต้องเคารพตัวเอง
“คนจะมองอย่างไรก็มองได้ ซึ่งเสียงสะท้อนที่ออกมาก็พร้อมรับฟังเอามาแก้ไขปรับปรุง แต่จะไม่เอามาบั่นทอนกำลังใจ เราต้องปรับปรุงตัวเองและมีสติตลอดเวลา” มงคลกล่าว
พล.อ. เกรียงไกรกล่าวว่า สว. ยังมีกำลังใจดี เรื่องคดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องนานาจิตตัง โลกใบนี้เรื่องติฉินนินทาห้ามไม่ได้ ส่วนที่ถามว่ากวนใจหรือไม่นั้น เราก็ต้องทำตามหน้าที่รัฐธรรมนูญ
“หากคำตัดสินออกมาอย่างไรก็พร้อมน้อมรับไม่ตะแบง เอฟซีใครเอฟซีมัน ผมก็ได้รับกำลังใจมากมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พร้อมรับฟังความคิดเห็นเสียงสะท้อนทั้งด้านบวกและลบ ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเราเคารพมติเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องไม่เพิกเฉยเสียงข้างน้อย ที่ให้ข้อติติงหรือข้อสังเกต”
สื่อมวลชนได้สอบถามถึงการเลือก สว. ระดับประเทศ ที่พบว่ามงคลได้ส่งโพยให้กับเจ้าหน้าที่ กกต. สามารถให้คำตอบได้หรือไม่ว่าโพยนั้นคืออะไร มงคลตอบว่า “เรื่องนี้ไม่ควรเอามาพูด ใครจะถาม ก็ไปถามเขาเอง ผมพูดไม่ได้”
มงคลยังกล่าวกับสื่อมวลชนว่า กราบขอโทษอย่างยิ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ เพราะต้องรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เรื่องที่เป็นประเด็น ตนเองจะงดเว้นแสดงความคิดเห็นทั้งหมด
ด้าน พล.อ.เกรียงไกรยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า กราบขอโทษที่เลื่อนการจัดงานพบปะสื่อมวลชน จากเดิมที่จะจัดช่วงต้นปี2569 แต่เลื่อนมาเป็นวันนี้
“ผมกราบขอโทษสื่อได้ ยกมือไหว้นักข่าวทุกห้อง ไหว้ได้ทุกคน ไม่ใช่กราบแต่ลูกเทพ” พล.อ.เกรียงไกรกล่าว


