×
393281

ลองใช้ Samsung Galaxy Note 20 Ultra ‘ปากกา S Pen’ ยังเป็นสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ แต่ปัญหาคือ ‘ดีไซน์กรอบกล้องหลัง’

31.08.2020
  • LOADING...
Samsung Galaxy Note 20 Ultra ปากกา S Pen

HIGHLIGHTS

6 mins. read
  • Samsung Galaxy Note 20 Ultra 5G รุ่นที่เราใช้มาในโมเดล 256GB (RAM 12GB) สี Mystic Bronze ซึ่งเป็นสีโปรโมตของรุ่นี้ พร้อมกับหน้าจอแบบมีขอบ (EDGE) Infinity-O ขนาด 6.9 นิ้ว
  • ปากกา S Pen และฟีเจอร์ Notes ยังทำงานได้อย่างอัจฉริยะ และถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์คนรักการจดด้วยปากกา S Pen เช่นเคย เพียงแต่ข้อเสียคือปัญหาเชิงดีไซน์การออกแบบตัวเครื่อง
  • แม้จะชูจุดเด่นและเอกลักษณ์ด้านการทำงานเป็นหลัก แต่การใช้ Galaxy Note 20 เพื่อเสพคอนเทนต์ความบันเทิงรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูหนังผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงก็ทำได้ดีด้วยหน้าจอขนาด 6.9 นิ้วที่ให้สีสวยคมชัด เสริมด้วยอัตรา Refresh Rate ที่ดีเพิ่มขึ้น 2 เท่าที่ 120Hz

ครึ่งปีหลังของทุกปี Samsung จะต้องเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับเรือธงของพวกเขาในตระกูล ‘Note Series’ มือถือที่มาพร้อมกับปากกาสุดอัจฉริยะ S Pen ออกมา ซึ่งในปีนี้ก็ถือเป็นช่วงเวลาครบรอบ 10 ปีของ Galaxy Note พอดี ทาง Samsung จึงได้ถือโอกาสเปิดตัว Note Series รุ่นใหม่ ‘Galaxy Note 20’ พร้อมเปลี่ยนเลขหลังของซีรีส์ข้ามมาเป็น 20 พ้องกับเลขลงท้ายของปีนี้หรือ 2020 (จากรุ่นก่อนหน้าคือ Note 10 Series)

 

สำหรับ Note 20 Series มาพร้อมกันให้เลือกถึง 2 โมเดล คือ Note 20 และ Note 20 Ultra โดยจุดเปลี่ยนสำคัญๆ ที่ทาง Samsung เคลมว่าได้ใส่มาให้กับเจ้า Note 20 Series คือการปรับปรุงฟีเจอร์ต่างๆ ให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์แบบ New Normal ทั้งการทำงานและการเสพคอนเทนต์ความบันเทิง 

 

โดยเฉพาะเจ้าปากกาอัจฉริยะ S Pen ที่ถูกปรับปรุงให้ฉลาดและทำงานได้เจ๋งกว่าเดิม มาพร้อมอัตราการตอบสนองของการเขียนด้วยปากกาบนจอที่เร็วขึ้นที่ 9 MS และ 26 MS ใน Note 20 Ultra และ Note 20 ตามลำดับ (อัตราการตอบสนองของปากกาบนจอ Note 10 อยู่ที่ 42 MS)

 

ส่วนเมื่อมีโอกาสได้ใช้งานจริงแล้ว ความรู้สึกที่เรามีต่อ Note 20 จะมีความเห็นและมุมมองไปในทิศทางไหน อะไรคือจุดที่เราชอบ ตรงไหนคือส่วนที่เรายังแอบรู้สึกไม่ปลื้ม THE STANDARD ได้สรุปความเห็นคร่าวๆ มาไว้ให้คุณประกอบการตัดสินใจซื้อเบื้องต้นแล้ว

 

Samsung Galaxy Note 20 Ultra ปากกา S Pen บนพื้นไม้

 

Note 20 Ultra 5G สมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปที่ตอบโจทย์การทำงานรอบด้าน เสียอย่างเดียวคือ ‘ดีไซน์กล้องหลัง’

ออกตัวก่อนว่าเราเป็นแฟนซีรีส์ Galaxy Note เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทุกๆ ครั้งที่ Samsung เปิดตัว Note รุ่นใหม่ๆ ออกมา เราจึงตั้งตารอคอยและจับตาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละโมเดลมากเป็นพิเศษ ครั้งนี้กับ Note 20 ก็เช่นกัน

 

สำหรับ Note 20 ที่เรามีโอกาสทดลองใช้งานคร่าวๆ นั้นเป็น Note 20 ตัว Ultra 5G 256GB (RAM 12GB) สี Mystic Bronze ซึ่งเป็นสีโปรโมตของรุ่นนี้ มาพร้อมกับหน้าจอแบบมีขอบ (EDGE) Infinity-O ขนาด 6.9 นิ้ว (ตัวเครื่องมีให้เลือกด้วยกันถึง 2 สี คือ Mystic Gray และ Mystic Bronze)

 

เมื่อได้ทดลองใช้งานจริง เราพบว่าลูกเล่นที่ทำให้เราหลงรักมือถือในตระกูล Note ก็ยังหนีไม่พ้นความสามารถของเจ้าปากกา S Pen และฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาให้ในตัว Notes เช่นเคย

 

เริ่มต้นที่ความสามารถในการตอบสนองของปากกา S Pen ที่ลื่นไหล ให้ Feeling และน้ำหนักที่ลื่นไหลจนแทบจะไม่ต่างจากการใช้ปากกาเขียนบนกระดาษจริงๆ ซึ่งอันที่จริง ความรู้สึกในการใช้งาน S Pen บน Note รุ่นก่อนๆ ก็ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

 

ตัว Notes เองก็มีฟีเจอร์การใช้งานใหม่ๆ ที่หลากหลายและอัปเดตเพิ่มขึ้นมาเพื่อช่วยให้การใช้ประโยชน์เชิงการทำงานตอบโจทย์มากขึ้น เช่น Audio Bookmark ที่ช่วยให้เราสามารถใช้ S Pen จดงานบน Notes และอัดเสียงไปพร้อมๆ กันด้วย โดยความพิเศษคือเมื่อเรามานั่งกดเล่นไฟล์เสียงย้อนหลัง ตัวข้อความก็จะขึ้นโชว์ตามช่วงเวลาที่เราเขียนหรือจด ณ​ เวลานั้นๆ ทันที เรียกว่าเป็นฟีเจอร์ที่น่าจะตอบโจทย์คนต้องประชุม เลกเชอร์บ่อยๆ หรือแม้กระทั่งนักเขียนอย่างเราเองก็ดี

 

Samsung Galaxy Note 20 Ultra ปากกา S Pen จดโน้ต ง่ายๆ

 

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ AI Neat Note ที่ช่วยเปลี่ยนลายมือเขียนด้วยปากกา S Pen ที่มีลักษณะตัวอักษรขะยึกขะยือ หรือบรรทัดที่เอียงให้กลายเป็นตัวอักษรแบบฟอนต์ตัวพิมพ์ตามปกติด้วยบรรทัดที่ตรง ย่นระยะเวลาการต้องมานั่งพิมพ์เป็นตัวอักษรใหม่ได้เป็นอย่างดี (ข้อเสียคือบางที ตัว AI และระบบยังไม่ได้ฉลาดถึงขั้นแปลลายมือเขียนเป็นตัวอักษรแบบพิมพ์ได้ถูก 100% แต่ก็ถือว่าประหยัดเวลาไปได้พอสมควร)

 

อีกฟีเจอร์ชูโรงคือ ‘Samsung Notes Live Sync’ ที่จะช่วยให้เราสามารถจดอะไรก็ตามบน Galaxy Note 20 ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะจะซิงก์บนแอปฯ Notes ของอุปกรณ์ Samsung ในทุกๆ รูปแบบ ทั้งแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อป ซึ่งสะดวกมากๆ (เหมือนกับฟีเจอร์ Notes ที่ค่ายผลไม้มี)

 

แต่ปัญหาที่จะลืมพูดถึงไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่ถูกพูดถึงบนโลกโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้คือ ‘ปัญหาเชิงดีไซน์’ บริเวณตัวกรอบกล้องหลังทรงสีเหลี่ยมผืนผ้าซึ่งนูนสูงออกมาจากด้านหลังตัวเครื่อง Galaxy Note 20 Ultra ที่ประมาณ 0.3-0.4 ซม. 

 

 

ส่งผลให้เราไม่สามารถวางตัวเครื่องไว้กับโต๊ะแล้วเขียนได้แบบถนัดถนี่เท่าที่ควร เนื่องจากตัวเครื่องไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน มันจึงกระดกขึ้นมาอยู่ตลอดเวลาที่เราจรดปากกาจดสิ่งต่างๆ บนจอ (ปัญหานี้อาจจะหมดไปด้วยการซื้อเคสมือถือที่นูนขึ้นมาในระนาบเดียวกันกับกรอบกล้องหลังหรือถือในมือแล้วเขียน) 

 

 

ประกอบกับการที่ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่ (สูง 6.49 นิ้ว x กว้าง 3.04 นิ้ว x ลึก 0.32 นิ้ว: หนักประมาณ 208 กรัม) การถือเจ้า Note 20 Ultra ในขณะที่มืออีกข้างต้องใช้ S Pen จดเป็นเวลานานจนเกินไปก็อาจจะมีความรู้สึกล้ามือหรือแขนได้บ้าง (จะสลับมือเขียนก็ไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ถนัดมือข้างเดียว)

 

 

ไม่ใช่แค่ทำงาน แต่การใช้งานเพื่อตอบสนอง ‘ความบันเทิง’ ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน

ด้วยการที่ตัวเครื่องมีขนาดหน้าจอที่ 6.9 นิ้ว นั่นจึงทำให้การใช้งาน Note 20 Ultra เพื่อเสพคอนเทนต์ความบันเทิง ไม่ว่าจะเกม หนัง หรือเพลง สามารถถ่ายทอดความคมชัดและแสงสีของตัวภาพออกมาได้ ‘สด’ และเต็มอิ่มมากๆ

 

ยิ่งบวกกับความสามารถของตัวเครื่องที่แสดงผลบนหน้าจอด้วยอัตรา Refresh Rate ที่ดีเพิ่มขึ้น 2 เท่าที่ 120HZ (เฉพาะบน Note 20 Ultra เท่านั้น) จึงทำให้การแสดงผลต่างๆ ลื่นไหล ต่อเนื่อง ไม่มีจังหวะหนืดให้เห็นเลย (สามารถปรับให้ Refresh Rate เป็นแบบอัตโนมัติได้ เพื่อประหยัดการใช้งานแบตเตอรี่ของตัวเครื่อง)

 

ส่วนกล้องหลังที่มาพร้อมกับกล้อง 3 ตัว ประกอบด้วย เลนส์ Ultra Wide 12MP, เลนส์ Wide 108MP และเลนส์ Tele 12MP โดยจุดต่างที่ไม่เหมือน Note 20 คือมี Laser AF Sensor ที่เพิ่มขึ้นมา เพื่อช่วยให้จับโฟกัสได้แม่นยำขึ้น ซูมสูงสุดได้ 50 เท่า รองรับการถ่ายวิดีโอความคมชัดระดับ 8K

 

เมื่อใช้งานจริงแล้วก็พบว่า กล้องหลังของ Samsung ยังให้ประสิทธิภาพและความคมชัดในการถ่ายภาพออกมาได้ดีเช่นเคย แม้ว่าจะซูมสูงสุดได้แค่ 50 เท่า ซึ่งยังแพ้ Galaxy S20 Ultra ที่ซูมได้สูงถึง 100 เท่า แต่เมื่อได้ลองใช้งานจริงนั้น เรากลับพบว่ามันไม่ใช่ปัญหาเลย

 

(จากซ้ายไปขวา: ภาพเลนส์มุมกว้าง, ภาพระยะปกติ และภาพซูม 50 เท่า)

 

เนื่องจากในมุมมองส่วนตัว เราแอบรู้สึกว่าในชีวิตจริงและการใช้งานในชีวิตประจำวันนั้น การซูมดิจิทัลมากถึง 100 เท่าอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์หรือสามารถให้ความละเอียด ความคมชัดของภาพที่นำมาใช้งานต่อได้จริงเท่าที่ควร ดังนั้นการซูมที่ 50 เท่าก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานถ่ายภาพวิวทิวทัศน์และเก็บทัศนียภาพทั่วๆ ไปได้แล้ว

 

ขณะที่การใช้งานเพื่อเก็บภาพทั่วๆ ไป รวมถึงฟีเจอร์ Scene Optimizer ที่นำ AI มาใช้งานช่วยประมวลผลตรวจจับวัตถุในเลนส์เพื่อปรับโหมดการถ่ายภาพที่เหมาะสมให้ก็ยังทำออกมาได้ดีเช่นเคย 

 

การถ่ายรูปด้วย Scene Optimizer ในโหมดอาหาร (Food)

 

เพียงแต่คนที่ใช้งานสมาร์ทโฟนแบรนด์คู่แข่งเจ้าอื่นๆ เมื่อสลับมาใช้ Galaxy Note 20 หรือสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นของ Samsung ก็อาจจะต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า มือถือแต่ละค่ายแต่ละแบรนด์ ‘มีจริตและอารมณ์ภาพ’ ที่ต่างกันออกไป ส่วนความคมชัดของภาพไม่ใช่ปัญหาของ Samsung อยู่แล้ว ยิ่งมี Laser AF Sensor เข้ามาช่วย ก็ยิ่งทำให้การจับโฟกัสของภาพ หรือการถ่ายภาพชัดลึกได้ดีกว่าที่เคย ด้านความละเอียดของกล้องหน้าอยู่ที่ 10MP 

 

ด้านแบตเตอรี่ขนาด 4500 mAh ที่ให้มาก็ถือว่าสมเหตุสมผล รองรับการใช้งานตลอดทั้งวันได้ดี ด้วยการจัดการทรัพยากรและพลังงานในเครื่องที่ชาญฉลาด (บางวันที่เราเลือกใช้เจ้า Galaxy S20 Ultra เป็น Second Phone เราพบว่ามันสามารถใช้งานข้ามวันโดยไม่ต้องชาร์จแบบวันต่อวันด้วยซ้ำ) แต่การใช้งานต่อเนื่องในระยะเวลานานๆ ตัวเครื่องก็ออกอาการ ‘ร้อน’ ให้เห็นอยู่บ้างประปราย

 

อีกจุดขายคือการรองรับ Wireless PowerShare เช่นเดิม ที่เราสามารถใช้ Galaxy S20 Ultra ชาร์จแบตฯ แบบไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จแบบ Qi Charging ได้ด้วย เรียกได้ว่าใจกว้างแบบสุดๆ

 

สำหรับราคาจำหน่ายเริ่มต้นของ Note 20 Ultra ในโมเดล 5G อยู่ที่ 42,900 บาท (256GB) (Note 20 Ultra 4G เริ่มต้นที่ 38,900 บาท) ซึ่งถ้าให้เชียร์ เรามองว่าความจุที่ 256GB ก็ถือว่าเป็นปริมาณความจุที่เหลือๆ แล้ว 

 

หรือถ้ายังไม่หนำใจเราก็สามารถ Add-on ความจุได้เอง เพราะตัวเครื่องสามารถรองรับ Micro SD Card ที่ความจุได้สูงถึง 1TB อีกต่างหาก (ส่วนต่างของ Note 20 Ultra ในโมเดล 5G ระหว่าง 256GB และ 512GB อยู่ที่ 4,000 บาท) 

 

 

โดยส่วนตัวเรามองว่าราคาจำหน่ายในโมเดล 5G เป็นราคาที่สูงพอสมควร แต่หากมองในแง่การซื้อเพื่ออนาคตที่ตัวสมาร์ทโฟนสามารถรองรับเทคโนโลยี 5G ได้ ตลอดจนการที่มันเป็นแฟลกชิปตัวบน รวมถึงบวกส่วนลดเมื่อซื้อกับค่ายโอเปอเรเตอร์เจ้าต่างๆ ก็ต้องยอมรับว่า Note 20 Ultra 5G ถือเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่ากับการลงทุนแน่นอน (ทั้งนี้ทั้งนั้นคนที่ยังลังเล อาจจะรอดูงานเปิดตัวสมาร์ทโฟนของค่ายคู่แข่งก่อนเพื่อประกอบการตัดสินใจก็ไม่เสียหาย)

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories