“ถ้าผมทำเต็มที่ในทุกการแข่งขัน แม้ว่าจะไม่มีเหรียญรางวัล ผมก็ไม่เสียใจ”
สำหรับ รุ่งโรจน์ ไทยนิยม นักกีฬาพาราเทเบิลเทนนิสทีมชาติไทย วัย 39 ปี ประโยคนี้สะท้อนตัวตนที่ผ่านการเจียระไนจากความสำเร็จ ความคาดหวัง ความกดดัน และความพ่ายแพ้ตลอดเส้นทางกว่า 26 ปี
วันนี้ รุ่งโรจน์ยังคงเป็นหนึ่งในนักกีฬาคนสำคัญทีมชาติไทย และคว้าไปแล้ว 1 เหรียญทองจากประเภทชายเดี่ยว คลาส 6 ในเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น เป็นแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความสำเร็จบนโต๊ะแข่งขัน คือแนวคิดที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา จากนักกีฬาที่เคยกดดันตัวเองว่าต้องชนะ วันนี้เขาเรียนรู้ที่จะโฟกัสกับสิ่งตรงหน้า เล่นทีละแต้ม และมีความสุขกับกีฬาที่ตัวเองรัก
“ผมไม่เคยตั้งเป้าว่า วันนี้ผมต้องเหรียญทอง เพราะผมคิดว่าเราต้องมองไปทีละเกม ยิ่งเป็นการแข่งขันที่มีนักกีฬาหน้าใหม่ก้าวขึ้นมาเรื่อย ๆ แน่นอนว่าเทคนิคใหม่ ๆ รูปแบบการเล่นใหม่ ๆ เราก็ต้องศึกษาวิธีการเล่นเหล่านั้น เพื่อทำให้ผลงานเวลาแข่งออกมาได้ดีที่สุด”
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากอายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบทเรียนจากประสบการณ์ที่ทำให้เขาเข้าใจว่า การรักษาความสำเร็จไม่ใช่การเอาชนะทุกคนให้ได้ทุกครั้ง หากคือการลงสนามอย่างเต็มที่ โดยไม่ปล่อยให้ความกดดันพรากความสุขไปจากสิ่งที่รัก
วันที่ความสำเร็จกลายเป็นความกดดัน
หลังคว้าเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์ที่ลอนดอน 2012 ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจ แต่การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในวันนั้นมาพร้อมความคาดหวังชุดใหม่ เมื่อผู้คนเริ่มคาดหวังในตัวเขามากขึ้น รุ่งโรจน์จึงเริ่มลงสนามพร้อมความคิดว่าต้องทำแต้มให้ได้และห้ามพลาดในจังหวะสำคัญ
“ด้วยความเครียดความกดดันของตัวเอง ว่าเราต้องได้ เราต้องยิงแต้มวินเนอร์ให้ได้ สุดท้ายก็แพ้”
“ผมถามกับตัวเองว่า หากยังต้องเล่นภายใต้ความคิดว่าต้องชนะทุกครั้ง ผมจะสนุกกับกีฬาที่ตัวเองรักได้นานแค่ไหน”
คำถามนี้ทำให้รุ่งโรจน์เริ่มทบทวนตัวเอง เขาเคยปรึกษานักจิตบำบัดแต่ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจน กระทั่งช่วงพาราลิมปิกเกมส์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งตรงกับการระบาดของโควิด-19 ทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และได้กลับมาคิดถึงเหตุผลที่ยังอยากเล่นปิงปองต่อไป
ท้ายที่สุด เขาพบว่าคำตอบอาจเรียบง่ายกว่าที่คิด นั่นคือการกลับมาเล่นกีฬาเพื่อความสุขของตัวเอง
“ผมเคยปรึกษากับนักจิตบำบัดแต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน กระทั่งมาคิดได้ว่าเราเล่นให้สนุกดีกว่า เราอย่าไปฟังคำคนอื่นมากเกินไป ต้องเล่นทีละแต้ม ทำให้มีความสุข แล้วก็ตั้งใจในทุกครั้งที่ลงแข่ง”
รุ่งโรจน์เรียนรู้ว่า แม้จะควบคุมผลการแข่งขันไม่ได้ทุกครั้ง แต่เขาเลือกได้ว่าจะลงสนามด้วยทัศนคติแบบไหน
ประสบการณ์เปลี่ยนคน ความฝันหล่อเลี้ยงหัวใจ
ตลอดเส้นทางกว่า 26 ปี ความสำเร็จทำให้รุ่งโรจน์ก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาระดับแถวหน้า ขณะที่ความพ่ายแพ้ก็สอนให้เขามองเห็นข้อผิดพลาดและยอมรับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามหวัง
อีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญคือครอบครัว ซึ่งทำให้การเป็นนักกีฬาของเขามีความหมายมากกว่าเหรียญรางวัล เพราะในฐานะหัวหน้าครอบครัว การลงสนามยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชีวิตที่ดีให้กับคนที่เขารัก
“เป้าหมายของผมคือ ผมเป็นหัวหน้าครอบครัว พอมีเป้าหมายชัดเจนมันทำให้เรามีพลัง มีแรงลุกขึ้นมาสู้”
ครอบครัวจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขายังเดินหน้าต่อ แม้ต้องเผชิญกับคู่แข่งรุ่นใหม่และความท้าทายที่เปลี่ยนไปตามวัย วันนี้เขายังคงมุ่งมั่นรักษามาตรฐานและพัฒนาตัวเอง แต่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์คุณค่าด้วยเหรียญทองทุกครั้งอีกต่อไป
นี่คือ รุ่งโรจน์ ไทยนิยม ในวัย 39 ปี ยังคงมีความฝัน อยากเอาชนะ อยากเป็นแชมป์โลก และอยากสร้างความสำเร็จให้ครอบครัว แต่ไม่ปล่อยให้ความมุ่งมั่นกลายเป็นแรงกดดันที่บั่นทอนความสุขของตัวเอง
เพราะการเป็นนักกีฬาไม่จำเป็นต้องชนะทุกแมตช์ หากคือการรู้ว่าตัวเองกำลังเล่นเพื่ออะไร เรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมา และยังมีแรงลุกขึ้นมาฝึกซ้อมในวันถัดไป
ตราบใดที่ความฝันยังไม่สิ้นสุด รุ่งโรจน์ก็ยังพร้อมก้าวลงสนามต่อไป โดยมีบทเรียนสำคัญเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสุขของการเป็นนักกีฬาเริ่มต้นได้จากการเล่นให้เต็มที่ทีละแต้ม
ภารกิจในเอเชียนพาราเกมส์ 2026 รุ่งโรจน์ยังเหลือภารกิจลุ้นเหรียญทองอีก 1 อีเวนต์ในประเภทชายคู่ คลาส 14 วันที่ 23 ตุลาคมนี้


