การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวันนี้ (15 มิถุนายน) รักชนก ศรีนอก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงประเด็นดังกล่าว
ประเด็นสำคัญ
รักชนกเปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยระบุว่า ไทม์ไลน์เดิมตั้งใจจะไปยื่นเมื่อมีการเปิดลงทะเบียน แต่ล่าสุดหากเอกสารมีความพร้อม หลังจากปรึกษากับทีมนโยบายและทีมสื่อสารแล้ว ก็จะไปยื่นทันที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวง DE ที่จะเปิดลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้
รักชนกชี้แจงว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่ฝ่ายการเมืองเป็นหลัก เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบต่อนโยบายมากที่สุด ส่วนภาคเอกชนนั้นทางคณะทำงาน เราไม่อยากไปเพ่งโทษ เพราะเข้าใจในบริบทการทำธุรกิจที่ต้องดำเนินการตามนโยบายภาครัฐ แต่งบประมาณก้อนนี้ รวมถึงงบไอทีและงบพัฒนาทักษะปัญญาประดิษฐ์ มีมูลค่ารวมกันมากกว่าหมื่นล้านบาท หากเปิดให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง จะช่วยให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสายงานไอทีในประเทศเติบโตอย่างมาก
รักชนกจึงเรียกร้องให้ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ออกมายืดอกรับผิดชอบในฐานะผู้มีอำนาจเต็ม โดยสั่งการให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการที่ไม่ถูกต้องนี้ แทนการหลบอยู่หลังปลัดกระทรวงหรือบริษัทเอกชน
พร้อมกันนี้ ได้ตั้งคำถามไปถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยว่า ที่ผ่านมาสามารถสั่งระงับและเบรกโครงการใหญ่ได้หลายเรื่อง เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ หรือการเปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ในโครงการ TH-AI Passport นี้กลับนิ่งเฉย
“ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” รักชนกฝากถึงนายกรัฐมนตรี
ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ถ่ายร่วมกับผู้บริหารของบริษัท แพลน บี อีเลฟเว่น จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมนั้น รักชนกยืนยันว่า ภาพถ่ายดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานตรวจสอบของตนเอง ซึ่งยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก และการที่ตนยังคงเปิดข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนให้พับโครงการนี้อย่างต่อเนื่องคือคำตอบที่ชัดเจน
พร้อมระบุด้วยว่า หากประชาชนมีหลักฐานว่า ธนาธรหรือปิยบุตรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล็อกสเปก หรือปั้นโครงการทุจริตในภาครัฐ ก็สามารถส่งข้อมูลมาให้ตนตรวจสอบได้ทันที ตนเองยึดมั่นในการทำงานด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลภายในหรือภายนอกพรรค
สนธิญายื่นตรวจสอบรักชนก ลุแก่อำนาจ-ข่มขู่ข้าราชการ
ในวันเดียวกัน สนธิญา สวัสดี นักร้องเรียนทางการเมือง ได้เข้ายื่นหนังสือถึง โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรมและการทำหน้าที่ของรักชนก และคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ
สนธิญาตั้งคำถามว่า การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวง DE ในครั้งนี้ รักชนกได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ อย่างถูกต้องแล้วหรือไม่ เพราะพฤติการณ์ที่ผ่านมาเข้าข่ายการลุแก่อำนาจ กระทำการเกินขอบเขตข้อบังคับการประชุม ฝ่าฝืนจริยธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก สส. ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะไปสั่งการให้ข้าราชการหรือหน่วยงานราชการยุติ พัก หรือยกเลิกโครงการใดๆ ได้
สนธิญาชี้ว่า การข่มขู่ว่าหากโครงการผ่านจะฟ้อง ป.ป.ช. จึงถือเป็นการคุกคามระบบราชการ และเป็นการนำตนเองเข้าไปแทรกแซงในกระบวนการงบประมาณที่ข้าราชการกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 184 (2) ที่ห้าม สส. แทรกแซงการรับสัมปทานทั้งทางตรงและทางอ้อม และมาตรา 185 ที่ห้าม สส. และ สว. แทรกแซงหรือกระทำการที่มีส่วนร่วมในการใช้จ่ายงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบในโครงการใดๆ
นอกจากนี้ สนธิญายังตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นและดำเนินกระบวนการมาตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคประชาชนทำหน้าที่ฝ่ายค้านและสามารถตรวจสอบได้มาโดยตลอด แต่เหตุใดจึงเลือกที่จะมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกหลังจากที่กระทรวงได้ลงนามและเปิดประมูลเสร็จสิ้นไปแล้ว
จึงขอให้ประธานสภาฯ ตรวจสอบว่าพฤติการณ์นี้เป็นการกระทำส่วนตัวของคณะบุคคลที่ขัดต่อกฎหมายสูงสุดและเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ โดยเตรียมจะยื่นเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช. พิจารณาเพื่อสร้างบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. และกรรมาธิการฯ ต่อไป
สนธิญาระบุเพิ่มเติมว่า โดยปกติเมื่อกรรมาธิการฯ ตรวจสอบเรื่องใดเสร็จสิ้น จะต้องส่งรายงานให้ประธานสภาฯ ดำเนินการตามขั้นตอน แต่กรรมาธิการฯ ชุดนี้กลับเดินเรื่องตรง ข่มขู่ให้กระทรวงยกเลิกโครงการและขู่ฟ้อง ป.ป.ช. ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต
สนธิญายังกล่าวว่า ตนเองคงไม่กล้าแนะนำการทำงานให้กับรักชนก เนื่องจากเจ้าตัวมีประสบการณ์และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว


