วันนี้ (4 ตุลาคม) เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีการอภิปรายของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่พาดพิงให้หมายถึงคู่สมรสของสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ (ไอเดียร์) สส.จังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์นั้น
เรืองไกรมองว่า การอภิปรายดังกล่าวอาจไม่ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครอง เพราะมีลักษณะเป็นการกล่าวหาบุคคลที่สาม แม้บุคคลนั้นจะเป็นสามีของ สส. ก็ตาม พร้อมระบุว่า หากเป็นการให้ข้อมูลเท็จ อาจโดนฟ้องทั้งคดีอาญาและด้านจริยธรรมตามมาได้
เรืองไกรกล่าวอีกว่า จากการตรวจดูบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของไอเดียร์ที่แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังไม่พบความผิดปกติของเงินให้กู้ยืม 3AC เนื่องจากเป็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งแรกของ สส.
เรืองไกรให้ข้อสังเกตว่า ส่วนต่างประมาณ 97 ล้านบาทนั้น หากส่วนต่างของเงินลงทุนเกิดขึ้นก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง จะนำมาใช้กล่าวหาว่าบัญชีผิดปกติไม่ได้ ส่วนกรณีเงินให้กู้ยืมกว่า 1,300 ล้านบาท มองว่าเป็นการลงทุนของภาคเอกชนที่มุ่งหวังผลกำไรและมีความเสี่ยง เป็นการลงทุนของใครของมัน จะถือเป็นความผิดได้อย่างไร
เรืองไกรตั้งข้อสังเกตว่า หากรังสิมันต์มีข้อมูลหลักฐานว่า ที่พูดนั้นเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์จริง ควรนำไปแจ้งหน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น ปปง. หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มากกว่าการกล่าวหาลอย ๆ หวังอ้างเอกสิทธิ์ในสภา แล้วอภิปรายแบบตีหัวเข้าบ้าน และอาจถูกมองว่าใช้นิติสงครามเสียเอง คือ กล่าวหาเอง และเป็นคนตรวจสอบเอง
เมื่อถามว่า สส.สุชาดาจะมีความผิดอย่างไรหรือไม่ นายเรืองไกรระบุว่า ในชั้นนี้ยังชี้ไม่ได้ เพราะรังสิมันต์ไม่เปิดเผยหลักฐาน พูดคลุมเครือ หากข้อมูลเป็นเท็จ อาจโดนฟ้องฐานประพฤติเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์การดำรงตำแหน่ง
ขณะที่การเผยแพร่บัญชีทรัพย์สินของสุชาดาโดยรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผ่านเฟซบุ๊ก สามารถทำได้ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอาจนำมาเผยแพร่ไม่ครบถ้วน เนื่องจากข้อมูลในเว็บไซต์ ป.ป.ช. มีจำนวนหน้ามากกว่า
ส่วนกรณีที่มีการถามว่า บริษัทที่กู้เงินล้มละลาย เหตุใดไม่ตัดหนี้สูญ จะแจ้ง ป.ป.ช. ทำไม เรืองไกรกล่าวว่า คนให้กู้เป็นบุคคลธรรมดา จะตัดหนี้สูญแบบนิติบุคคลได้อย่างไร คนถามอาจหลงประเด็น
เรืองไกรยังกล่าวถึงกรณีที่รังสิมันต์เตรียมเชิญสามีของสุชาดาเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการกฎหมายว่า สามารถเชิญได้ แต่ไม่สามารถบังคับให้เข้าชี้แจงได้ เนื่องจากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรรมาธิการอาจไม่มีอำนาจบังคับตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก พร้อมย้ำว่า หากเป็นกรณีสแกมเมอร์ ต้องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการ แต่หากแจ้งเท็จ คนแจ้งก็มีโทษอาญาตามมา
ส่วนสาเหตุที่ตนยังไม่ยื่นร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวตามกระแสข่าวในโซเชียล เพราะเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ยังอ้างอิงข้อกฎหมายได้ยาก จำเป็นต้องรอพยานหลักฐานให้เพียงพอก่อน
ก่อนทิ้งท้ายว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและร้องเรียนเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินควรศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้รอบด้าน ไม่ควรรีบออกความเห็นตามกระแสโซเชียล พร้อมระบุว่า ในช่วงนี้ตนกำลังเก็บบัญชี สส.ทุกคน และยังไม่ได้ร้องใคร เพราะ “ไม่หิวแสงเหมือนคนอื่น”


