×

พาณิชย์-เกษตรฯ จับมือลุยขายยาง เซ็นเอกชนปิดยอดวันนี้ 2.6 แสนตัน กระตุ้นยกระดับราคา

13.11.2019
  • LOADING...

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวการขายยาง เพิ่มปริมาณการส่งออก ร่วมกับ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีบริษัทเอกชน 2 รายคือ 1. Fifth Trading (HK) co.,ltd 2. Hengfeng Rubber Industrial Park Limited

 

จุรินทร์กล่าวว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการประกันรายได้ชาวสวนยาง ในวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา การยางฯ ได้เริ่มกระบวนการโอนเงิน ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางแล้ว โดยต้องมีการตรวจสวนยางด้วย จึงต้องใช้เวลา ระหว่างนี้ทยอยโอน ถ้ายังมีปัญหาตรวจสอบไม่จบ ก็จะเร่งให้ตรวจจบและเร่งโอนเงินหลังวันที่ 15 นี้ได้ แต่งวดถัดไปจะโอน 1 มกราคม 2563 และ 1 มีนาคม 2563 โดยไม่ต้องตรวจสวนยางอีก และขอเรียนว่าผู้ถือบัตรสีชมพูสามารถรับเงินส่วนต่างได้ โดย ครม. เห็นชอบแล้ว

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการเสริมที่สำคัญดังนี้ โครงการส่งเสริม ลดการปลูกยางเชิงเดี่ยว สร้างรายได้ให้เกษตรกรยามราคายางตกต่ำ โครงการเพิ่มการใช้ยางในประเทศ ให้ส่วนราชการใช้ยาง โดยให้การยางฯ สรุป เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนำเสนอ ครม. ต่อไป 

 

นอกจากนั้นยังขอความร่วมมือจากเอกชนในการสร้าง Rubber City ขยายการใช้ยางเป็น 10,000 ตันแล้ว และยังมีการขยายตลาด ซึ่งสำคัญมาก โดยจะร่วมมือกันระหว่างสามองค์กร

 

“ก่อนหน้านี้ผมได้นำภาคเอกชนและการยางเปิดตลาดที่อินเดีย 100,000 ตัน เป็นมูลค่า 7.5 พันล้านบาท สำหรับวันนี้ มีความคืบหน้าที่จะแจ้งให้ประชาชนและเกษตรกรทราบคือ การยางแห่งประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถเจรจาซื้อขายยางพาราระหว่างประเทศกับผู้ซื้อเบื้องต้นจำนวน 2 รายคือ

 

“1. บริษัทเอกชนจากจีน ซึ่งมีการลงนาม MOU รองรับแล้ว เพื่อซื้อยาง STR 20 ปริมาณ 60,480 ตัน

 

“2. ปริษัทเอกชนจากฮ่องกง ซึ่งมีการลงนาม MOU รองรับแล้ว เพื่อซื้อยาง STR 20 ปริมาณ 100,000 ตัน และยางแผ่นรมควันชั้น 3 อัดก้อน 100,000 ตัน 

 

“รวมปริมาณการซื้อขายรอบนี้ทั้งสิ้น 260,480 ตัน มูลค่าไม่น่าจะต่ำกว่า 13,000 ล้านบาท” จุรินทร์กล่าว 

 

หลังจากนี้การยางฯ จะรับซื้อยางโดยตรงจากเกษตรและสถาบันราคาชี้นำมาขายต่อไป ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อวงการยางพาราไทย ดังนี้คือ

 

  1. ได้ขยายช่องทางการจำหน่ายไปต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการตลาดของ กยท. และเพิ่มอำนาจการต่อรองในเวทีโลก 

 

  1. ยกระดับราคายางไปสู่ราคาเป้าหมายนำ

 

  1. สร้างแบรนด์การยางฯ ให้เป็นที่ยอมรับในกลุ่มธุรกิจยางทั่วโลก เพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นในอนาคต 

 

นอกเหนือจากการเจรจาซื้อขายโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรอบนี้แล้ว ในวันที่ 15-19 พฤศจิกายน 2562 ทางกระทรวงพาณิชย์ นำโดย จุรินทร์ จะเดินทางไปทำหน้าที่เซลล์แมนประเทศต่อเนื่องที่ประเทศตุรกี-เยอรมนี

 

ด้าน เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 วงเงินประมาณ 24,000 ล้านบาท ตามที่โยบายของรัฐบาลและตามคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยสามารถ ‘ทำได้ไว ทำได้จริง’ ภายในเวลาเพียง 98 วันหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา (25 กรกฎาคม) 

 

โดยเกษตรกรชาวสวนยางได้ขึ้นทะเบียนและแจ้งพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ เป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไป ราคาในโครงการประกันรายได้คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ​กิโลกรัมละ 60 บาท น้ำยางสด กิโลกรัมละ 57 บาท ยางก้อนถ้วย กิโลกรัมละ 23 บาท และเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางฯ จำนวน 1,711,252 ราย เป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย โครงการนี้ Kick Off จ่ายเงินงวดแรกพร้อมกันทั่วประเทศไปแล้วเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

นอกจากนั้นรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ได้มาตรการเสริม หรือมาตรการคู่ขนานคือ

 

1. โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวมยาง (วงเงิน 10,000 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ที่มีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันเกษตรกรได้รับอนุมัติวงเงินกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 388 แห่ง เป็นเงินกว่า 7,000 ล้านบาท และได้เบิกเงินกู้จริงจาก ธ.ก.ส. จำนวน 375 แห่ง เป็นเงินกว่า 10,000 ล้านบาท

 

2. โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา (วงเงิน 5,000 ล้านบาท) ระยะเวลาดำเนินงาน 1 กันยายน 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2563

 

3. โครงการสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (น้ำยางข้น) (วงเงิน 10,000 ล้านบาท) ระยะเวลาดำเนินงาน พฤษภาคม 2560 ถึง เมษายน 2562

 

4. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) (20,000 ล้านบาท) เพื่อดูดซับยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 11 ของผลผลิตยางแห้ง หรือ 350,000 ตัน จากผลผลิตยางแห้งทั้งปีที่มีประมาณ 3,200,000 ตัน

 

5. โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง (วงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท) ระยะเวลาดำเนินงาน ปี 2559-2569 เป้าหมายเป็นผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำ ทั้งผลิตภัณฑ์ยางจากน้ำยางข้นและผลิตภัณฑ์ยางจากยางแห้ง ที่ใช้ยางพาราในประเทศ เน้นแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่มีมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม และอื่นๆ

 

6. โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง

 

7. โครงการสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางพารารายย่อย เพื่อประกอบอาชีพเสริม (พฤศจิกายน 2557 ถึง พฤศจิกายน 2562) (งบประมาณ 15,000 ล้านบาท)

 

8. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ไร่ละ 1,800 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ (แบ่งเป็นชาวสวน 1,100 บาทต่อคนกรีด 700 บาท) ระหว่าง ธันวาคม 2561 ถึง กันยายน 2562 (งบประมาณ 17,007 ล้านบาท )

 

9. โครงการบริหารจัดการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของสถาบันเกษตรกร โดยให้ใช้สินเชื่อจากสภาพคล่อง ธ.ก.ส. ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2563

 

10. โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร สร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ (Para Soil Cement) ทั่วประเทศจำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร รวมระยะทาง 75,032 กิโลเมตร (ระยะเวลาดำเนินงานเดือนธันวาคม 2561 ถึง กันยายน 2562 เงินงบประมาณ 92,327 ล้านบาท)

 

11. โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐมุ่งผลักดันนโยบายการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐใช้วัตถุดิบยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรชาวสวนยาง โดยความต้องการใช้ยาง

 

12. คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการยางที่มีปริมาณการรับซื้อตั้งแต่เดือนละ 5,000 กิโลกรัมขึ้นไป แจ้งปริมาณการซื้อ ปริมาณการจำหน่าย ปริมาณการใช้ไป ปริมาณคงเหลือ และสถานที่เก็บสินค้ายางพารา ตลอดจนให้จัดทำบัญชีคุมรายวัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ทุกเวลา

 

ด้าน สุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ยางพาราประสบกับความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่ช่วงหลังราคายางเริ่มกระเตื้องขึ้นจาก

 

1. ความต้องการในตลาดโลกที่มากกว่าการผลิต โดยทั้งโลกใช้ยาง 13 ล้านตัน ใช้ 12.8 ล้านตัน

 

2. พื้นที่ปลูกลดลง เรื่องจากมีการปลูกแบบผสมผสาน ทำให้ราคาสูงขึ้น ในตลาดล่วงหน้าต่างๆในต่างประเทศ

 

3. ยังเกิดจากนโยบายยกระดับราคายางจากรัฐบาลด้วย

 

4. ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ราคายางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม การยกระดับราคายางต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ขอเรียนว่าสถานการณ์ราคายางปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories