×

ราชพัสตราสู่สากล: แฟชั่น การทูต และความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส บทใหม่

27.05.2026
  • LOADING...
ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส

ค่ำคืนหนึ่งปลายเดือนพฤษภาคม กรุงปารีสกำลังเข้าสู่ต้นฤดูร้อน แสงสีอุ่นสะท้อนผิวหินสีครีมของ Musée des Arts Décoratifs พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับพระราชวังลูฟวร์ แขกจากแวดวงการเมือง การทูต ศิลปะ วัฒนธรรม และแฟชั่น ค่อยๆ ทยอยเดินขึ้นบันไดหินขนาดใหญ่เข้าสู่โถงหลัก เบื้องหน้าคือชื่อ La Mode en Majesté ที่ส่องแสงอยู่เหนือศีรษะ

 

 
 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 1

 

ภายในห้องจัดแสดง แสงถูกควบคุมให้ตกกระทบฉลองพระองค์ ผ้าไหมไทย และงานหัตถศิลป์แต่ละชิ้นอย่างพอดี ราวกับวัตถุเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดแสดงในฐานะเครื่องแต่งกาย หากเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

 

เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จขึ้นกล่าวเปิดนิทรรศการ La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity หรือ ‘ราชพัสตราสู่สากล’ ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเปิดนิทรรศการแฟชั่นไทยในต่างแดน แต่คือช่วงเวลาที่ราชพัสตราไทยเดินเข้าสู่หนึ่งในเวทีวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก

 

ในเวลาไล่เลี่ยกัน อีกฟากหนึ่งของเมือง ณ Palais de l’Élysée ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังหารือกับประธานาธิบดี Emmanuel Macron ในอีกชุดภาษาหนึ่ง ตั้งแต่การค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไปจนถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

 

สองเหตุการณ์นี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่หากมองให้ลึกขึ้น มันอาจกำลังเล่าเรื่องเดียวกัน นั่นคือประเทศไทยกำลังพยายามนิยามความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสใหม่ ผ่านทั้งวัฒนธรรม การทูต และเศรษฐกิจ

 

นิทรรศการที่ไม่ได้เป็นแค่งานแฟชั่น

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 2

 

La Mode en Majesté อาจดูเป็นนิทรรศการเฉลิมฉลองความงามของเครื่องแต่งกายไทยในวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส แต่นั่นคือการอ่านเพียงชั้นแรก เพราะในโลกแฟชั่นระดับสูง ‘สถานที่’ สำคัญไม่แพ้ ‘เนื้อหา’

 

Musée des Arts Décoratifs หรือ MAD ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ธรรมดา หากเป็นหนึ่งในสถาบันด้านศิลปะประยุกต์ การออกแบบ และแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดของฝรั่งเศส การได้พื้นที่ที่นี่จึงไม่ต่างจากการได้รับตรารับรองเชิงวัฒนธรรมจากโลกแฟชั่นเอง

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 3

 

สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง ภัณฑารักษ์อิสระที่ร่วมทำงานในโครงการนี้ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของโครงการไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ ในตอนแรก ทางพิพิธภัณฑ์เสนอพื้นที่ดาดฟ้าให้สำหรับการจัดแสดง ซึ่งเพียงแค่นั้นก็ถือเป็นโอกาสสำคัญแล้ว แต่เมื่อทีมฝรั่งเศสได้เห็นเนื้อหา คอลเลกชัน และศักยภาพของเรื่องเล่าจากฝั่งไทย ข้อเสนอค่อยๆ เปลี่ยน จากดาดฟ้าสู่แกลเลอรีหลัก พื้นที่เดียวกับที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Dior Couture เคยใช้จัดนิทรรศการมาแล้ว

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 4

 

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเปิดเผยว่า โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมงานมากกว่าหนึ่งปี จุดเริ่มต้นมาจากวาระเฉลิมฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส และจากความตั้งพระทัยที่จะนำเสนอวัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ชาวฝรั่งเศสสามารถเข้าถึงได้ ไม่หนักเกินไป แต่มีรสนิยมและความลึกทางประวัติศาสตร์

 

แกนสำคัญของนิทรรศการคือฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่พระองค์ทรงร่วมงานกับ Pierre Balmain ดีไซเนอร์ชั้นสูงของฝรั่งเศส และ Maison Lesage โรงปักระดับตำนานของปารีส

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 5

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 6

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 7

 

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำฉลองพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวงมาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรก พระองค์หญิงตรัสว่า

 

“ต้องไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากทูลกระหม่อมพ่อซึ่งก็ลุ้นมาก ๆ เพราะนี่คือครั้งแรกที่นำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งผลออกมาก็ดีใจมาก เมื่อทูลกระหม่อมพ่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สามารถนำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงที่ปารีสได้”

นิทรรศการรวบรวมวัตถุจัดแสดงเกือบ 200 ชิ้น ตั้งแต่ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ฉลองพระองค์โดย Balmain และ Lesage ผ้ายก ผ้ามัดหมี่ เครื่องประดับ ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ ไปจนถึงผลงานของนักออกแบบไทยร่วมสมัย

 

ผศ.ดร.อนุชา ทรีคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) หรือ SACIT หน่วยงานสำคัญที่ร่วมจัดงานนี้ มองว่า จุดสำคัญของนิทรรศการนี้คือการทำให้โลกเห็นว่างานหัตถศิลป์ไทยไม่ใช่เพียงของสวยงามเชิงพื้นบ้าน แต่คือองค์ความรู้ งานฝีมือ และเครื่องมือในการยกระดับงานคราฟต์ไทยจากการเป็นเพียง ‘ของที่ระลึก’ ไปสู่การเป็น ‘ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระดับหรู’

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 8

 

ระหว่างการทำงาน คณะผู้จัดยังพบหลักฐานสำคัญในจดหมายผลลัพธ์เหตุแฟชั่นของฝรั่งเศส ทั้งฉลองพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวงที่อยู่ในทะเบียนของพิพิธภัณฑ์ MAD และกล่องประวัติศาสตร์ที่ Maison Lesage ซึ่งระบุพระนาม “Queen Sirikit” พร้อมงานปักลายพระราชลัญจกรและรูปช้างอันวิจิตร

 

การค้นพบเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดเบื้องหลังนิทรรศการ หากเป็นหลักฐานว่าแฟชั่นไทยเคยเข้าไปอยู่ในความทรงจำของสถาบันแฟชั่นฝรั่งเศสมานานแล้ว เพียงแต่วันนี้มันถูกนำกลับมาเล่าใหม่ ด้วยบริบทใหม่ และต่อหน้าผู้ชมรุ่นใหม่

 

ราชินีผู้เปลี่ยนแฟชั่นให้เป็นการทูต

 

หากต้องเข้าใจความหมายที่ลึกกว่าของนิทรรศการนี้ เราต้องย้อนกลับไปยังทศวรรษ 1960 ช่วงเวลาที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จเยือนยุโรปและสหรัฐอเมริกาเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

 

ในเวลานั้น โลกอยู่ท่ามกลางสงครามเย็น ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งกำลังพยายามนิยามตัวเองต่อสายตาตะวันตก ไทยเองยังไม่ได้เป็นประเทศที่โลกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ภาพจำจำนวนมากยังเป็นภาพของดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ห่างไกล แปลกใหม่ และ exotic มากกว่าจะเป็นประเทศสมัยใหม่ที่มีอารยธรรม วัฒนธรรม และศักยภาพของตนเอง

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 9

 

คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะปรากฏตัวต่อโลกอย่างไรให้ดูร่วมสมัย โดยไม่สูญเสียรากเหง้า

 

คำตอบหนึ่งคือแฟชั่น และลึกไปกว่านั้นคือการร่วมงานกับ Pierre Balmain

 

การทำงานกับดีไซเนอร์ haute couture ระดับตำนานของฝรั่งเศสไม่ใช่เพียงการเลือกเสื้อผ้าสวยงาม แต่คือการออกแบบภาษาทางการทูตชุดใหม่ให้กับประเทศไทย

 

โครงสร้างเสื้อผ้าแบบตะวันตกทำให้ภาพลักษณ์ของไทยดูร่วมสมัย ขณะที่ผ้าไทย ผ้าไหม และลวดลายพื้นถิ่น ทำให้ไทยยังคงอัตลักษณ์ของตัวเองไว้อย่างสง่างาม

 

พระองค์ทรงใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือสื่อสารว่า ไทยไม่ใช่เพียงประเทศเล็กในเอเชีย แต่เป็นประเทศที่มีรสนิยม มีประวัติศาสตร์ และสามารถสนทนากับโลกสมัยใหม่ได้อย่างเท่าเทียม

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 10

 

Balmain เคยกล่าวไว้ว่า “A queen’s wardrobe goes with her country’s history.” ตู้เสื้อผ้าของราชินีเดินทางไปพร้อมประวัติศาสตร์ของประเทศ

 

ประโยคนี้อธิบายนิทรรศการที่ปารีสได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่ถูกจัดแสดงไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่คือภาพจำของชาติที่ถูกตัดเย็บขึ้นจากผ้าไหม งานปัก ความทรงจำ และยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรม

 

จากแวร์ซายส์ถึงปารีส ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่ามิตรภาพ

 

เมื่อเดินเข้ามาห้องแรกของนิทรรศการ ภาพแรกที่ผู้เข้าชมจะได้เห็นคือวีดิทัศน์ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ 340 ปีที่แล้ว ยุคคณะทูตสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเดินทางสู่ราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซาย ก่อนที่อีกเกือบ 200 ปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จะทรงลงนามสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์ และการเดินเรือกับฝรั่งเศสในปี 1856 เปิดบทใหม่ของการแลกเปลี่ยนระหว่างสองอารยธรรม

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ไม่ได้เป็นเรื่องราวของมิตรภาพอันราบรื่น หากเป็นประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน

 

ปี 1686 คณะราชทูตสยามนำโดยออกพระวิสุทธสุนทร หรือที่รู้จักในชื่อโกษาปาน เดินทางไปยังราชสำนักแวร์ซายส์ ภาพขุนนางสยามในเครื่องแต่งกายอันวิจิตรกลายเป็นที่ตื่นตะลึงในสังคมฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางการทูตที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ยุโรปอย่างชัดเจน

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 11

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 12

 

แต่ความสัมพันธ์นั้นไม่ได้มีเพียงความชื่นชมทางวัฒนธรรม หากแฝงด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ สยามต้องการถ่วงดุลอำนาจยุโรป ส่วนฝรั่งเศสต้องการขยายบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความใกล้ชิดจึงมาพร้อมความหวาดระแวง และจบลงด้วยความปั่นป่วนทางการเมืองในปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์

 

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสกลับมาในฐานะจักรวรรดิที่ขยายอำนาจในอินโดจีน สยามกลายเป็นรัฐกันชนระหว่างมหาอำนาจอังกฤษและฝรั่งเศส วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ในปี 1893 กลายเป็นบาดแผลสำคัญในความทรงจำของไทย เมื่อฝรั่งเศสนำเรือรบเข้าสู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาและกดดันให้สยามต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 13

 

จากคณะทูตสยามที่เดินทางไปแวร์ซายส์ สู่ราชพัสตราไทยที่เดินทางกลับมายังปารีส ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสจึงไม่ใช่เส้นตรงของมิตรภาพ หากเป็นเรื่องราวของประเทศขนาดกลางที่พยายามหาตำแหน่งของตัวเองท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

อีกฟากหนึ่งของปารีส

 

ขณะที่ฟากหนึ่งของปารีส ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสกำลังถูกพูดถึงด้วยภาษาของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

 

การหารือระหว่าง นายกรัฐมนตรีไทยกับ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสส่งสัญญาณว่า ความสัมพันธ์ในอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่ที่วัฒนธรรม แต่กำลังขยายไปสู่การแข่งขันด้านอุตสาหกรรมขั้นสูง ห่วงโซ่อุปทานใหม่ พลังงานทางเลือก อวกาศและการบิน โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และความมั่นคงไซเบอร์

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 14

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 15

 

ในเวลาเดียวกัน ฝรั่งเศสยังแสดงการสนับสนุนต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งหากสำเร็จ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่บริษัทข้ามชาติกำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และมองหาฐานการลงทุนใหม่ในเอเชีย

 

ภาพดังกล่าวชัดขึ้นเมื่อทีมเศรษฐกิจไทยเข้าหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ 5 บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส ได้แก่ Airbus, EssilorLuxottica, Imerys, Thales และ IN Groupe

 

รายชื่อเหล่านี้บอกอะไรบางอย่างอย่างชัดเจน ไทยไม่ได้ไปปารีสเพื่อขายภาพของประเทศต้นทุนต่ำ หรือประเทศปลายทางของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองใหม่ในฐานะฐานการผลิตขั้นสูง ศูนย์กลางบริการ และหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของยุโรปในอาเซียน

 

ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในพันธมิตรเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในสหภาพยุโรป ด้วยมูลค่าการค้าราว 1.6 แสนล้านบาทในปี 2568 ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทฝรั่งเศสยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยเกือบ 100 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 29,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังเป็นตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลอันดับ 5 ของไทย

 

นี่คือจุดที่วัฒนธรรมและเศรษฐกิจมาบรรจบกัน

 

170 ปีถัดไป

 

เช้าวันถัดมา แสงอาทิตย์ส่องลงบน Musée des Arts Décoratifs ผู้เข้าชมเริ่มต่อคิวรอเข้านิทรรศการ ภาพนี้ดูเหมือนฉากธรรมดาของเมืองที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ แต่สำหรับไทย มันคือภาพที่มีความหมาย

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 16

 

ปารีสครั้งนี้อาจดูเหมือนเพียงสัปดาห์แห่งพิธีการ แต่หากมองให้ลึกลงไป มันคือช่วงเวลาที่ไทยกำลังทดลองใช้ทุกเครื่องมือที่มี ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การทูต และเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดตำแหน่งของตัวเองใหม่บนเวทีโลก

 

จากโกษาปานสู่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สู่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ จากแวร์ซายส์สู่ปารีส จากเรือรบสู่ราชพัสตรา และจากแฟชั่นสู่ปัญญาประดิษฐ์ ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสกำลังเดินทางเข้าสู่บทใหม่

 

ฉลองพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดแสดงในนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่กรุงปารีส 17

 

“นิทรรศการนี้ไม่ได้โชว์แค่ความงามของฉลองพระองค์ แต่โชว์องค์ความรู้เบื้องหลังทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบ งานฝีมือ ไปจนถึงความยากของการสร้างสรรค์ผ้าหนึ่งผืน” สรรพสิทธิ์ ภัณฑารักษ์อิสระที่ร่วมโครงการกล่าว

 

“ความหวังคือให้โลกเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ความงามทางวัฒนธรรม แต่คือทุนทางปัญญาและงานฝีมือที่สามารถต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้”

 

ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังเปลี่ยนเส้นทาง ภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลก และการแข่งขันดึงดูดเงินทุนรุนแรงขึ้นทุกวัน ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

 

คำถามสำคัญคือ ไทยจะเปลี่ยนโมเมนตัมครั้งนี้ให้กลายเป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และขีดความสามารถทางการแข่งขันระยะยาวได้จริงอย่างไร

 

FYI

หมายเหตุ: นิทรรศการ La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 25 พฤษภาคม ถึง 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories