เคยมีคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากว่าชอบนักฟุตบอลคนไหนมากที่สุด คนที่เป็นดังนักเตะในดวงใจจริงๆ
สตีฟ แม็คมานามาน ในวันที่เป็นปีกลอยลมของลิเวอร์พูล กับ ‘พ่อมดลูกหนัง’ แมตธิว เลอ ทิสซิเอร์ เป็นชื่อแรกๆ ที่นึกถึง พาโบล ไอมาร์ และฮวน โรมัน ริเคลเม เป็นอีก 2 ชื่อที่ตามมา เช่นกันกับพื้นที่เล็กๆ ที่แบ่งให้กับ ‘เอล ซาร์’ อเล็กซานเดอร์ มอสโตวอย ตำนานลี้ลับของทีมเซลตา บีโก
เพียงแต่ถ้าให้สำรวจหัวใจให้ลึกลงไปมากกว่านั้น
คำตอบของผมอาจจะเหมือนกับคำตอบของแฟนฟุตบอลที่เกิดและเติบโตในช่วงยุค 90 หลายๆ คน
‘เทพบุตรเปียทองคำ’ โรแบร์โต บาจโจ
ผมเชื่อว่าน่าจะมีคุณผู้อ่านหลายๆคนที่มีซูเปอร์สตาร์ลูกหนังตลอดกาลชาวอิตาลีคนนี้อยู่ในหัวใจเหมือนกันแน่ๆ…

ถึงจะเจ็บปวดจากการตกรอบไม่ได้ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน จนทำให้เด็กรุ่นที่เกิดหลังปี 2014 ยังไม่เคยได้เห็นทีม ‘อัซซูรี’ ลงสนามในรายการลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ของโลกมาก่อน แต่จริงๆ แล้วอิตาลีเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มากทางเกมลูกหนัง
ไม่ใช่แค่ตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกถึง 4 สมัย และความเป็นเจ้าตำรับศาสตร์ลูกหนัง ‘คาเตนัคโช’ (Catenaccio) ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น แต่อิตาลียังมีตำนานนักเตะระดับโลกอีกมากมายหลายต่อหลายคนอยู่ในนั้น
จูเซ็ปเป มีอัสซา, จานนี ริเวรา, จูเซ็ปเป รอสซี, ฟรังโก บาเรซี, เปาโล มัลดินี, อเลสซานโดร เนสตา, จานลุยจิ บุฟฟอน, ฟาบิโอ คันนาวาโร เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ
แต่ถ้าให้พูดถึงนักฟุตบอลในแบบที่พิเศษกว่านั้นในตำรับฟุตบอลอิตาลี คือนักเตะในตำแหน่ง ‘เตรกวาร์ลิสตา’ (Trequarlista) หรือผู้เล่นที่มีหน้าที่ในการสร้างสรรค์โอกาสไปจนถึงการสร้างความแตกต่างให้กับผลการแข่งขันในเกมได้
หรือพูดง่ายๆ คือผู้เล่น ‘หมายเลข 10’ นั่นเอง
อิตาลีเป็นชาติที่มีผู้เล่นในลักษณะนี้มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยุค 90 ที่เป็นดังยุคทอง เพราะมีทั้ง จานฟรังโก โซลา, โรแบร์โต มันชินี, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, ฟรานเชสโก ต็อตติ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นในระดับสุดยอดของโลกทั้งสิ้น
แต่ในบรรดาผู้เล่นประเภทนี้ ก็ยังมีคนนึงที่ได้รับการยกย่องว่าอยู่เหนือขึ้นไปอีกขั้น เป็น ‘แฟนตาซิสตา’ (Fantasista – อีกชื่อของเตรกวาร์ลิสตา) ที่เหนือกว่าแฟนตาซิสตา
นักเตะคนนั้นคือ โรแบร์โต บาจโจ

บาจโจนั้นโดยประวัติแล้วเป็นผู้เล่นที่มีแววความเป็นซูเปอร์สตาร์มาตั้งแต่เด็กๆครับ แววนั้นเปล่งประกายตั้งแต่สมัยอยู่กับวิเชนซา ซึ่งได้โอกาสแจ้งเกิดมาตั้งแต่ปี 1982 ก่อนจะถูกฟิออเรนตินา ดึงตัวมาร่วมทีมในอีก 3 ปีถัดมา
และช่วงการลงสนามให้กับทีม ‘ลา วิโอลา’ (หรือม่วงมหากาฬ) นี้เองที่เป็นช่วงเวลาที่บาจโจเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง กลายเป็นหนึ่งในดาวเด่นที่น่าจับตามองของกัลโช เซเรีย อา ในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ฟุตบอลอิตาลีกำลังอยู่ในจุดพีก ลีกแข็งแกร่งที่สุด และเต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกเท่านั้นที่จะได้อยู่ในทีมได้
ความเก่งกาจของเขาคือการมีทุกสิ่งทุกอย่างที่นักฟุตบอลในฝันคนหนึ่งอยากจะมี
สปีดความเร็วที่จัดจ้าน ทักษะการเล่นในระดับฟ้าประทาน มันสมองในการอ่านเกมที่เป็นเลิศ เยือกเย็นเป็นที่หนึ่ง และความมหัศจรรย์ที่ปลายเท้าที่พร้อมจะทำอะไรก็ได้ให้เกิดขึ้นในสนาม
ไม่นับหน้าตาที่หล่อปานเทพบุตร และยังเป็นคนที่มีบุคลิกสง่างามตามประสาชายหนุ่มอิตาลี สุภาพและให้เกียรติผู้คน
ไม่แปลกเลยที่แฟนฟิออเรนตินาจะถวายหัวใจให้เขาทั้งหมด
และไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่พวกเขาจะโกรธแค้นถึงขั้นก่อจลาจลภายในเมือง เมื่อประธานสโมสรตัดสินใจที่จะขายบาจโจออกไปให้กับยูเวนตุส คู่ปรับสำคัญ (ประหนึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับลีดส์ ยูไนเต็ด) ด้วยค่าตัวที่เป็น ‘สถิติโลก’ ในเวลานั้นด้วยจำนวนเงินมหาศาลถึง 16,000 ล้านลีร์ หรือคิดเป็นเงินสกุลปอนด์ในเวลานั้นคือ 8 ล้านปอนด์ (สถิติเดิมเป็นของรุด ฮุลลิทที่ 6 ล้านปอนด์)
การย้ายทีมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแผลใจของบาจโจ ผู้ที่ต้องพยายามบอกกับแฟนวิโอลาว่าตัวเขาไม่ได้อยากย้ายทีม แต่มันก็สายเกินกว่าจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเคียดแค้นนั้นได้

อย่างไรก็ดีสำหรับแฟนฟุตบอลทั่วโลก เราไม่ได้ถึงกับใส่ใจเรื่องนั้นมากมายนักครับเพราะมันไกลตัว
บาจโจในภาพจำของแฟนๆ ทั่วโลกคือภาพนักเตะอันดับหนึ่งของอิตาลีในศึกฟุตบอลโลก ทั้งในปี 1990 ที่อิตาลีเป็นชาติเจ้าภาพ (และเพลง Un’Estate Italiana หรือ To be Number One เพลงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล) ซึ่งเขาสำแดงฤทธิ์เดชด้วยการโซโล่เดี่ยวเข้าไปยิงประตูเช็กโกสโลวะเกียได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่าสุดท้ายอิตาลีจะร่วงตกรอบก็ตาม
ก่อนที่จะรับบทเป็น ‘พระเอก’ ตัวจริงในฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่เขาเพิ่งจะผงาดคว้ารางวัลลูกบอลทองคำ (Ballon d’Or) มาครองได้ไม่ถึงหนึ่งปีก่อนหน้านั้น เรียกว่าเป็นช่วงที่ควรจะท็อปพีกที่สุด
แต่ชะตาของบาจโจไม่ได้ถูกกำหนดมาให้สมหวัง
ในทางตรงกันข้ามเขาเกิดมาเพื่อพบกับความผิดหวัง เพราะแม้จะพยายามในการพาอิตาลีฝ่าฟันเข้าไปถึงเกมในรอบชิงชนะเลิศที่ได้พบกับบราซิลได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนที่ส่งผลทำให้ฟอร์มการเล่นส่วนตัวไม่สู้ดีนัก
สิ่งที่กลายเป็น ‘ภาพจำ’ ชั่วชีวิตคือการยิงลูกจุดโทษตัดสินในสนามโรส โบวล์
บาจโจยืนอยู่หน้าจุดโทษในระยะ 12 หลาดวลกับเคลาดิโอ ทัฟฟาเรล ด้วยความกดดันราวกับแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ เพราะอย่างที่บอกเขาแทบจะแบกความหวังของทีมและของคนทั้งชาติไม่นับแฟนฟุตบอลที่รักและศรัทธาในตัวของเขามากมายทั่วโลกมาตลอดทัวร์นาเมนต์
สถานการณ์ก็แสนบีบคั้นเพราะอิตาลีเสียเปรียบบราซิล หลังจากที่ดานิเอเล มาสซาโร มือสังหารคนที่ 4 ยิงพลาดแล้วดุงกา กัปตันแซมบ้ายิงไม่พลาด ทำให้บาจโจต้องยิงให้เข้าเพื่อต่อชีวิตให้กับอิตาลี และลุ้นว่าจานลูกา ปายูกาจะเซฟได้หรือคนที่ 5 ของบราซิล ที่คาดว่าจะเป็นเบเบโตจะยิงพลาด
แต่เพราะความกดดันทำให้บาจโจยิงพลาด และไม่ได้พลาดธรรมดา เป็นการยิงข้ามคานออกไปไกลแสนไกล
ภาพของเขาที่ยืนหมดอาลัยตายอยากถูกเรียกขานว่าเป็นภาพ ‘คนที่ยืนตายทั้งเป็น’ (Death man standing)

ในความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่รู้ว่ามีคนคิดเหมือนกันบ้างไหม แต่สัมผัสได้ว่าหลังจากนัดชิงชนะเลิศในปีนั้นชีวิตของบาจโจก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย
เขาไม่เคยกลับมาอยู่ในจุดสูงสุดทางเกมลูกหนังได้อีก และไม่ว่าจะย้ายไปทีมไหนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในทางเกมลูกหนังอย่างที่ควรจะเป็น
โดยเฉพาะหลังย้ายจากยูเวนตุสไปเอซี มิลาน ที่หลายคนหวังว่าเขาจะกลับมาทวงความเป็นหนึ่งอีกครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าเขาไม่สามารถเล่นเป็นคนเดิมได้อีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่เข่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาหันมาศึกษาศาสนาพุทธ นิกายนิจิเร็ง หรือนิกายมหายานของญี่ปุ่น เพื่อค้นหาความสงบสุขในชีวิต
อีกส่วนอาจจะเป็นเรื่องของผลกระทบจากการพลาดจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศครั้งนั้นที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่ออะไรหลายอย่าง
แต่ความล้มเหลวกับทีมใหญ่ ซึ่งรวมถึงอินเตอร์ มิลาน (ที่ได้เล่นร่วมกับโรนัลโด R9) บาจโจกลับไปพิสูจน์ความเป็นโคตรบอลของเขาในทีมระดับเล็กถึงกลางอย่างโบโลญญา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเบรสชา ที่แม้เขาจะเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตการเล่น สภาพร่างกาย สังขารโรยรา ไม่สามารถกระชากพาบอลหนีไปดื้อๆ ได้เหมือนสมัยหนุ่มๆ
การเล่นของบาจโจในช่วงเวลานั้นกลับยิ่งสุขุม นุ่มลึก และเหนือชั้นยิ่งกว่าสมัยรุ่งๆ มากมาย
ให้เปรียบก็เหมือนกับคนที่บรรลุแล้วทางศาสตร์ของเกมลูกหนัง หากเป็นเซียนกระบี่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กระบี่อีกต่อไป

ชีวิตของบาจโจเป็นหนึ่งในบทเรียนที่สอนอะไรได้หลายอย่าง
บางครั้งเราอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้สำเร็จ ชีวิตของคนเรามันพร้อมพลิกผันจากดีเป็นร้าย จากร้ายเป็นดีได้ตลอดเวลา และความสำเร็จมันอาจจะไม่ได้มาในรูปแบบของรางวัลหรือเกียรติยศเสมอไป
บาจโจอาจจะไม่เคยพาอิตาลีเป็นแชมป์โลกก็จริง แต่หากลองไปถามแฟนฟุตบอลชาวอิตาลีที่พอมีอายุสักหน่อยว่าพวกเขารักใครมากที่สุด
‘เทพบุตรเปียทองคำ’ คนนี้คือชื่อแรกๆ ที่ทุกคนจะตอบ
และคำตอบนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยน
เหมือนที่ผมตอบกับทุกคนในวันนี้ว่า ใช่ – นี่แหละคือนักฟุตบอลที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต


