วันนี้ ‘สุขภาพ’ ไม่ได้เป็นเพียงหมวดสินค้าหรือบริการนะครับ แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังแทบทุกการตัดสินใจของผู้บริโภค ตั้งแต่อาหารที่หยิบลงตะกร้า วิตามินที่รับประทานทุกเช้า ไปจนถึงสมาร์ตวอทช์ แอปสุขภาพ และการใช้ AI ท่ามกลางตัวเลือกที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นสำคัญ
คำถามสำคัญสำหรับธุรกิจไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า ผลิตภัณฑ์ดีต่อสุขภาพแค่ไหน แต่คือ องค์กรสามารถทำให้ผู้บริโภคเชื่อในคำกล่าวอ้าง เชื่อในข้อมูล และเชื่อมั่นในวิธีที่ผู้ให้บริการดูแลสุขภาพปฏิบัติต่อพวกเขาได้จริงหรือไม่
ภาพนี้สะท้อนอย่างชัดเจนใน รายงานผลสำรวจเสียงของผู้บริโภคไทย ประจำปี 2569: ยุคเติบโตของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ของ PwC ซึ่งสำรวจผู้บริโภคไทย 501 คน และเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาผู้บริโภค 21,808 คนใน 27 ประเทศและเขตการปกครอง ผลสำรวจระบุว่า 80% ของผู้บริโภคไทยเคยซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 35% ขณะที่ 91% กังวลเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงในอาหาร 87% กังวลอาหารแปรรูปขั้นสูง และ 77% กังวลไมโครพลาสติก
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนมากกว่าการเติบโตของตลาดสุขภาพ เพราะยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างความต้องการของผู้บริโภคกับระดับความเชื่อมั่นที่ธุรกิจต้องสร้าง ผู้บริโภควันนี้ไม่ได้มองหาเพียงคำโฆษณาที่น่าสนใจ แต่ต้องการหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่า สิ่งที่สื่อสารนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่ทำจริง ความไว้วางใจจึงกำลังเปลี่ยนจากคุณค่าที่พึงมี ไปเป็นเงื่อนไขสำคัญของการตัดสินใจซื้อ
ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อ ‘ความมั่นใจ’
เมื่อสุขภาพกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวแบบนี้ คำกล่าวอ้างบนฉลากหรือภาพลักษณ์ที่ดูดีอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะผู้บริโภคต้องการข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นว่า วัตถุดิบมาจากไหน มีส่วนประกอบอะไร ผ่านกระบวนการผลิตแบบใด และประโยชน์ต่อสุขภาพที่สื่อสารนั้นมีหลักฐานรองรับมากพอหรือไม่ ซึ่งนอกจากการอ่านฉลากและข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์แล้ว ผู้บริโภค่ยังสามารถค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูลด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องพร้อมตอบคำถามด้วยข้อมูลที่ชัดเจน สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้
นั่นทำให้ความปลอดภัยของอาหารไม่ใช่จุดขายเฉพาะสินค้าพรีเมียม แต่กลายเป็นความคาดหวังพื้นฐาน ขณะที่ความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับกำลังเป็นเส้นแบ่งระหว่างแบรนด์ที่เพียง ‘พูดได้’ กับแบรนด์ที่ ‘พิสูจน์ได้’
สำหรับธุรกิจ โจทย์จึงไม่ใช่การทำสินค้าให้ดูดีต่อสุขภาพ แต่คือการออกแบบความน่าเชื่อถือไว้ตลอดทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ มาตรฐานการผลิต การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ไปจนถึงการเปิดให้ผู้บริโภคตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยตัวเองครับ
กุญแจสำคัญของเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ คือ ความไว้วางใจ
แน่นอนว่าเทคโนโลยีถือเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดสุขภาพ โดยผลสำรวจเสียงของผู้บริโภคไทย ประจำปี 2569 ของเรา พบว่า 63% ของผู้บริโภคไทยเคยใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลและคำตอบด้านสุขภาพ ขณะที่ 85% สะดวกใจที่จะให้ AI เข้ามาช่วยอย่างน้อยหนึ่งด้าน ตั้งแต่การวางแผนการออกกำลังกายและโภชนาการ ไปจนถึงการคาดการณ์ปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น
นี่คือสัญญาณว่า AI กำลังขยับจากเครื่องมือค้นหาข้อมูล ไปสู่บทบาท ‘ผู้ช่วยดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล’ และเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจพัฒนาบริการที่เชื่อมข้อมูล การติดตามผล และคำแนะนำเข้าด้วยกัน
แต่การเปิดรับ AI ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะไว้วางใจโดยไม่มีเงื่อนไขนะครับ ยิ่งคำแนะนำเกี่ยวพันกับสุขภาพ การรักษา หรือข้อมูลส่วนบุคคล ความโปร่งใส ความปลอดภัยของข้อมูล และการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งต้องถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น
ผลสำรวจเดียวกันยืนยันเงื่อนไขนี้อย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคไทย 62% ระบุว่ากังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในระดับปานกลางถึงสูง และเมื่อพิจารณาซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการด้านสุขภาพ 73% ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยอันดับแรก ตามด้วยความคุ้มค่าที่ 72%
เทคโนโลยีอาจเป็นประตูด่านแรกของการดูแลสุขภาพ แต่เมื่อการตัดสินใจซับซ้อนขึ้น ความเชื่อมั่นจากมนุษย์ยังคงเป็นรากฐานสำคัญ ธุรกิจที่ผสานความเร็วของ AI เข้ากับความน่าเชื่อถือของบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ จึงมีโอกาสสร้างความไว้วางใจได้มากกว่า
จากเทรนด์สุขภาพ สู่โจทย์เชิงกลยุทธ์
จากผลสำรวจ ผมเห็นว่าองค์กรมี 4 เรื่องที่ควรเร่งดำเนินการ เพื่อเปลี่ยนความไว้วางใจจากแนวคิดเชิงนามธรรมให้เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสัมผัสและตรวจสอบได้จริง
- สร้างความโปร่งใสตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ องค์กรควรเปิดเผยที่มา ส่วนประกอบ กระบวนการผลิต และข้อจำกัดของสินค้าอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทำให้ข้อมูลสำคัญค้นหาและตรวจสอบได้ง่าย เพื่อให้ความโปร่งใสเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ลูกค้า ไม่ใช่เพียงข้อความตามข้อกำหนด
- คุ้มครองข้อมูลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานของผลิตภัณฑ์หรือบริการสุขภาพ ตั้งแต่การขอความยินยอม การจัดเก็บ การใช้ ไปจนถึงการแบ่งปันข้อมูล โดยอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจอย่างชัดเจนว่าองค์กรนำข้อมูลไปใช้เพื่ออะไร
- ผสานเทคโนโลยีกับความน่าเชื่อถือของผู้เชี่ยวชาญ AI สามารถช่วยวิเคราะห์และให้คำแนะนำได้อย่างรวดเร็ว แต่ในเรื่องที่มีผลต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ องค์กรควรมีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ อธิบาย และรับผิดชอบ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าการตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว
- พิสูจน์คุณค่าด้วยผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ธุรกิจควรเชื่อมผลิตภัณฑ์และบริการเข้ากับผลลัพธ์ที่วัดได้ ไม่ว่าจะเป็นความสะดวก ค่าใช้จ่ายที่ลดลง หรือสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว พร้อมติดตามและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเปลี่ยนคำมั่นสัญญาให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง
ท้ายที่สุด ผู้ชนะในตลาดสุขภาพยุคใหม่อาจไม่ใช่แบรนด์สินค้าที่มีผลิตภัณฑ์ล้ำที่สุดหรือใช้ AI ก่อนใคร แต่คือแบรนด์ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจ ตรวจสอบ และเชื่อมั่นได้ในทุกจุดของประสบการณ์ สำหรับธุรกิจไทย ความไว้วางใจจึงไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นภายหลัง แต่ต้องเป็นหลักคิดที่ฝังอยู่ในการออกแบบสินค้า บริการ เทคโนโลยี และการใช้ข้อมูลตั้งแต่วันแรก เพราะนวัตกรรมอาจทำให้องค์กรก้าวเร็วขึ้น แต่ความไว้วางใจเท่านั้นครับที่จะทำให้การเติบโตนั้นยั่งยืน
ภาพ: raker / Shutterstock
อ้างอิง:
- รายงานผลสำรวจเสียงของผู้บริโภคไทย ประจำปี 2569: ยุคเติบโตของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน, PwC ประเทศไทย
- PwC: 80% of Thai consumers buy health-focused food and drinks while safety concerns reach 91%, PwC ประเทศไทย

