Menu
113179

10 เรื่องราวที่น่าสนใจในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ 2018/2019

10.08.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

11 Mins. Read
  • การปิดตลาดเร็วเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อแผนการทำงานของทุกสโมสร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้เป็นปีฟุตบอลโลก ทำให้ระยะเวลาในการติดต่อเจรจาเหลือน้อยลงไปอีก ทำให้ทุกสโมสรต้องมีการวางแผนในการปรับทัพเสริมทัพอย่างรอบคอบ
  • ใน 2 นัดที่พวกเขาแพ้เกิดจากการที่ทั้งลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม เล่นงานจุดอ่อนได้ถูกจุดด้วยการเพรสซิงเร็วและเกมสวนกลับที่แม่นยำ แต่คำถามคือจะมีกี่ทีมที่ทำได้ในมาตรฐานนั้น
  • มีการเปิดเผย ‘หลังฉาก’ ความเคลื่อนไหวของตลาดนักเตะวันสุดท้ายที่ทุกคนจับตามองว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมหรือไม่ว่า ทางด้านวูดเวิร์ดเป็นฝ่ายที่คัดค้านการเสริมทัพนักเตะที่มูรินโญต้องการในช่วงก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง
  • ถึงจะมีข้อบกพร่องให้เห็นในเรื่องความละเอียดในการเล่น แต่ฟอร์มโดยรวมของลิเวอร์พูล ในช่วงพรีซีซันก็ทำให้เดอะ ค็อป ใจเต้นแรงในฤดูกาลนี้กับ ‘ความเชื่อ’ ว่าบางทีการรอคอย 28 ปีที่ห่างหายจากแชมป์ลีกสูงสุดอาจจะจบลง

บางทีเวลาก็เดินเร็วไปนะครับ!

 

พักจากฟุตบอลโลกไม่ถึง 1 เดือนดี สุดสัปดาห์นี้ฟุตบอลลีกยุโรปก็จะกลับมาลงสนามกันอีกครั้งแล้ว โดยสัปดาห์นี้เริ่มที่พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดกันก่อนเลย (มาพร้อมกับลีกเอิง ลีกของแชมป์โลก) ซึ่งจริงๆ แล้วมีความรู้สึกเหมือนว่าลีกเมืองผู้ดีจะกลับมาไวกว่าปกติ แต่ถ้ามองว่านี่เป็นสุดสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคมก็ถือว่าไม่ได้ผิดไปจากปกติมากครับ

 

แต่จะกลับช้ากลับเร็ว ลีกจากเมืองผู้ดีลีกนี้ก็เป็นลีกที่ถูกจับจ้องมากที่สุดอยู่ดีจากแฟนฟุตบอลชาวไทย

 

และแน่นอนว่าสำหรับการเริ่มต้นใหม่ในฤดูกาลนี้ ก็ย่อมหมายถึงเรื่องราวใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย

 

มีอะไรที่น่าติดตามบ้าง มาลองดูกันนะครับ

 

 

1. ผลกระทบจากการปิดตลาดนักเตะเร็ว

หลายท่านอาจทราบแล้ว แต่บางท่านอาจจะไม่ทราบว่าฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรกที่มีการตกลงร่วมกันของ 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีก (หรือความจริงมี 16 สโมสรที่เห็นชอบ) ให้มีการปิดตลาดการซื้อขายผู้เล่นเร็วขึ้น

 

จากเดิมที่พรีเมียร์ลีกจะปิดตลาดพร้อมกันทั่วโลกตามกฎของฟีฟ่าในวันสุดท้ายของเดือนสิงหาคม ให้ตลาดปิดก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่มต้นขึ้น 1 วัน แต่ที่จะปิดเร็วเป็นส่วนของการซื้อผู้เล่นเข้าสโมสร (ซื้อหรือยืมตัว) ขณะที่การปล่อยผู้เล่นให้ลีกอื่นสามารถทำได้ตามปกติตามกรอบเวลาของฟีฟ่า

 

โดยเหตุผลหลักที่ต้องการปิดตลาดเร็วกว่ากำหนดคือการป้องกันไม่ให้นักฟุตบอลที่มีข่าวจะย้ายทีมสูญเสียสมาธิในช่วงหลังฤดูกาลเริ่มต้นไปแล้ว (เหมือนกรณีของคูตินโญ) ป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียเงินอย่างฟุ่มเฟือยในช่วงวันสุดท้ายของตลาดการซื้อขาย และป้องกันทีมเล็กไม่ให้เสียเปรียบโดนทีมใหญ่ชิงตัวนักเตะไปในช่วงก่อนตลาดปิดโดยไม่มีเวลาหาผู้เล่นมาทดแทน

 

การปิดตลาดเร็วเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อแผนการทำงานของทุกสโมสร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้เป็นปีฟุตบอลโลกทำให้ระยะเวลาในการติดต่อเจรจาเหลือน้อยลงไปอีก ทำให้ทุกสโมสรต้องมีการวางแผนในการปรับทัพเสริมทัพอย่างรอบคอบ

 

ทีมที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับกรณีนี้คือ อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีการเดินหน้าเจรจาผู้เล่นที่ต้องการอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่ต้องกระวนกระวายใจในวันสุดท้ายของตลาดการซื้อขายเหมือนทุกครั้ง

 

ในขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและท็อตแนม ฮอตสเปอร์ กลายเป็นทีมที่ล้มเหลวในตลาดรอบนี้ โดยเฉพาะรายหลังที่ไม่ได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมแม้แต่รายเดียว เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่ซื้อใครเลยในช่วงฤดูร้อน​

 

ความแตกต่างในเรื่องของการได้ขุมกำลังมาเสริมทัพนี่จะส่งผลแน่นอนในการขับเคี่ยวฤดูกาลนี้ แต่จะมากแค่ไหนนั้นต้องติดตามกัน

 

 

2. ใครจะหยุดเรือใบสีฟ้า

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการเสริมทัพอะไรที่หวือหวา โดยสตาร์รายเดียวที่ได้มาคือ ริยาด มาห์เรซ อดีตนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีกเมื่อ 3 ฤดูกาลก่อน และเป๊ป กวาร์ดิโอลา พลาดการได้ตัวจอร์จินโญ กองกลางห้องเครื่องในอุดมคติที่เลือกย้ายไปเล่นให้กับเชลซีแทน แต่ไม่ได้หมายความว่าแชมป์เก่าจะอ่อนแอลงแต่อย่างใด

 

ในทางตรงกันข้าม ‘เรือใบสีฟ้า’ ยังเป็นทีมที่แข็งแกร่งเหมือนเก่า โดยที่หากพวกเขารักษามาตรฐานการเล่นเอาไว้ได้เหมือนในฤดูกาลที่แล้วก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะหยุดได้ โดยตัวอย่างล่าสุดที่เราได้เห็นคือเกมเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ ที่ซิตี้เอาชนะเชลซีได้ 2-0 แบบไม่ยากลำบากนัก

 

ย้อนหลังกลับไปในฤดูกาลที่แล้ว 38 นัด ซิตี้เอาชนะคู่แข่งได้ถึง 32 นัด โดยมีเพียงแค่ 6 นัดเท่านั้นที่พวกเขาเก็บชัยชนะไม่ได้ และมีแค่ 2 ทีมที่ยัดเยียดความปราชัยให้พวกเขาได้คือลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

ใน 2 นัดที่พวกเขาแพ้ เกิดจากการที่ทั้งลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม เล่นงานจุดอ่อนได้ถูกจุดด้วยการเพรสซิงเร็วและเกมสวนกลับที่แม่นยำ

 

แต่คำถามคือ จะมีกี่ทีมที่ทำได้ในมาตรฐานนั้น

 

3. บทพิสูจน์ในฤดูกาลที่ 3 ของมูรินโญ

ดูเผินๆ แล้วเหมือนจะเป็นอีกครั้งที่โฆเซ มูรินโญ เจออาถรรพ์ฤดูกาลที่ 3 เข้าเล่นงาน

 

อย่างที่เราได้ทราบว่าสถานการณ์ในแคมป์โอลด์แทรฟฟอร์ดในเวลานี้ค่อนข้างคุกรุ่น จากช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนที่มูรินโญเปิดศึกกับลูกทีมอย่าง อ็องโตนี มาร์กซิยาล ต่อด้วยการวิจารณ์นักเตะดีกรีแชมป์โลกอย่าง พอล ป็อกบา ว่า “ทำได้ดีเพราะในฟุตบอลโลกไม่มีอะไรมารบกวนสมาธิ” (ในความหมายถึงเรื่องสปอนเซอร์ เรื่องโซเชียลมีเดีย​ ฯลฯ)

 

ล่าสุดดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างกุนซือชาวโปรตุเกสกับผู้บริหารระดับสูงอย่าง เอ็ด วูดเวิร์ด รองประธานสโมสรที่มีหน้าที่ในการดูแลเรื่องการเจรจาซื้อหาผู้เล่นก็ร้าวลึกอยู่ไม่น้อย

 

มีการเปิดเผย ‘หลังฉาก’ ความเคลื่อนไหวของตลาดนักเตะวันสุดท้ายที่ทุกคนจับตามองว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมหรือไม่ว่า ทางด้านวูดเวิร์ด เป็นฝ่ายที่คัดค้านการเสริมทัพนักเตะที่มูรินโญต้องการในช่วงก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง

 

โดยเขามองว่า แฮร์รี เคน สตาร์จากเลสเตอร์ที่แจ้งเกิดเต็มตัวในฟุตบอลโลก 2018 ราคาสูง (อาจทำลายสถิติกองหลังแพงที่สุดของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค) และไม่แน่ใจว่าจะดีกว่านักเตะที่มีอยู่ในทีมหรือไม่ และในรายของ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ จอมเก๋าจากสเปอร์ส อายุมากเกินกว่าราคาที่ต้องจ่าย

 

พูดง่ายๆ คือมูรินโญมองเรื่องของการแก้ปัญหาในระยะสั้นก่อนเพื่อให้ทีมพร้อมสำหรับการแข่งขัน แต่วูดเวิร์ดมองในมุมผู้บริหารที่ต้องการความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว

 

ดังนั้นเมื่อไม่มีใครเข้ามาเสริมทัพตามที่ต้องการ ทำให้มูรินโญจะต้องกลับมาตั้งใจทำให้ทีมชุดที่มีอยู่เล่นให้ดีที่สุดให้ได้ ซึ่งเอาเข้าจริงขุมกำลังที่มีอยู่นั้นไม่ได้ขี้เหร่เลยแม้แต่น้อย

 

นักเตะอย่าง พอล ป็อกบา, อเล็กซิส ซานเชซ, โรเมลู ลูกากู, เจสซี ลินการ์ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด, เนมันยา มาติช, เฟร็ด, อ็องโตนี มาร์กซิยาล, อันเดร์ เอร์เรรา, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, เอริค ไบญี และดาวิด เด เฆอา แกร่งพอที่จะประสบความสำเร็จได้

 

อยู่ที่ The Special One ว่าจะเสกอะไรสเปเชียลให้ทีมชุดนี้ระเบิดผลงานได้หรือไม่

 

 

4. 28 ปีที่รอคอยกำลังจะจบลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่โดดเด่นที่สุดในช่วงพรีซีซันที่ผ่านมา

 

ด้วยการเสริมทัพที่ตรงเป้ากับ 4 นักเตะอย่าง นาบี เกอิตา (ที่จองตัวข้ามปี),​ ฟาบินโญ, เซอร์ดาน ชาคิรี และอลิสสัน เบคเกอร์ โดยขาดตกไปเพียง นาบิล เฟคีร์ เพลย์เมกเกอร์ดีกรีทีมชาติฝรั่งเศส ที่ติดขัดเรื่องสภาพร่างกายที่ทีมแพทย์ไม่เห็นด้วยที่จะให้เซ็นสัญญาเข้าทีม ทำให้ทีมของเจอร์เกน คลอปป์ แข็งแกร่งขึ้นจากเดิมผิดหูผิดตา

 

ผลงานในช่วงพรีซีซันเป็นบทพิสูจน์ได้ดีระดับหนึ่ง โดยพวกเขาแพ้เพียงดอร์ทมุนด์ จากความผิดพลาดในช่วงท้ายเกมแค่เกมเดียวเท่านั้น และเสมอบิวรีในช่วงแรกของเกมพรีซีซันที่นักเตะแกนหลักยังไม่กลับมา ที่เหลือเก็บชัยชนะได้หมดรวมถึงการชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, นาโปลี และโตรีโน ด้วยฟอร์มที่น่าประทับใจ

 

3 ประสานในแนวรุก โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน และโรแบร์โต เฟอร์มิโน ยังน่าเกรงขาม แถมยังถูกเติมด้วยการกลับมาเข้าฝักของ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่เรียกสภาพความฟิตและความมั่นใจกลับมา พร้อมไพ่โจ๊กเกอร์อย่าง ชาคิรี ที่เล่นได้เข้าตาแฟนบอลในช่วงพรีซีซัน

 

ถึงจะมีข้อบกพร่องให้เห็นในเรื่องความละเอียดในการเล่น แต่ฟอร์มโดยรวมของ ลิเวอร์พูลก็ทำให้เดอะ ค็อปใจเต้นแรงในฤดูกาลนี้กับ ‘ความเชื่อ’ ว่าบางทีการรอคอย 28 ปีที่ห่างหายจากแชมป์ลีกสูงสุดอาจจะจบลง

 

5. ยุคใหม่ของอาร์เซนอล

ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 3 เดือน จะทำให้อาร์เซนอลในวันนี้แตกต่างจากอาร์เซนอลในวันสุดท้ายของฤดูกาลที่แล้วพอสมควร

 

สิ่งแรกคือพวกเขาได้ผู้จัดการทีมคนใหม่คือ อูไน เอเมอรี จอมแท็กติกชาวสเปน ที่ได้ตัวมาคุมทีมแบบเซอร์ไพรส์หลังจากที่ อิวาน กาซิดิส พลิกแผ่นดินหาทายาทของ อาร์เซน เวนเกอร์ ตำนานผู้ตัดใจยอมลาจากสโมสรด้วยดีเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เริ่มต้นใหม่

 

อย่างที่สองคือพวกเขาได้นักเตะใหม่เข้ามาหลายราย ส่วนใหญ่เป็นนักเตะในเกมรับ เช่น แบร์นด์ เลโน ผู้รักษาประตูดีกรีทีมชาติเยอรมนี, สเตฟาน ลิชท์สไตเนอร์ แบ็กจอมเก๋าทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์, โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส กองหลังร่างยักษ์ทีมชาติกรีซ และ ลูคัส ตอร์เรรา กองกลางจอมบู๊ทีมชาติอุรุกวัย

 

นักเตะเหล่านี้ถูกมอบหมายให้แก้ปัญหาเกมรับที่เปราะบางของอาร์เซนอล

 

แต่อย่างที่สามซึ่งสำคัญที่สุดคือ อาร์เซนอลกำลังจะกลายเป็นสมบัติของ สแตน โครเอ็นเก้ ประธานสโมสรชาวอเมริกัน ซึ่งเตรียมเข้าเทกโอเวอร์สโมสรแบบ 100% หลังจากที่เขาได้ทำการตกลงซื้อหุ้นก้อนใหญ่จาก อลิเชอร์ อุสมานอฟ อีกหนึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่เคยเป็นคู่แข่งและไม้เบื่อไม้เมา

 

การเทกโอเวอร์ของโครเอ็นเก้ถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากเหล่า ‘กูนเนอร์ส’ ที่เดิมไม่ชอบการบริหารของโครเอ็นเก้ที่เน้นตัวเลขในบัญชีมากกว่าความสำเร็จของทีมในสนามอยู่แล้ว

 

ขณะที่วงการฟุตบอลอังกฤษก็ได้แต่เศร้าใจ เพราะสุดท้ายแล้วอาร์เซนอล หนึ่งในสโมสรเก่าแก่ที่เป็นตัวแทนของสโมสรฟุตบอลอังกฤษแท้ๆ ต้องตกเป็นสมบัติของนายทุนต่างชาติไปอีกทีม

 

ไม่มีใครรู้ว่ายุคใหม่ของ ‘ปืนใหญ่’ จะเป็นอย่างไร และเราคงต้องมาดูพร้อมกัน

 

 

6. เชลซีกับการนับ 1 (อีกครั้ง)

เชลซีเป็นทีมที่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา ด้วยความเป็นสโมสรระดับท็อปที่มีผู้ทรงอำนาจอย่าง โรมัน อับราโมวิช เป็นกำลังหนุนที่แข็งแกร่ง พวกเขาไม่พร้อมจะรอคอยความสำเร็จเป็นเวลานาน ทำให้ทุกครั้งที่ทีมทำผลงานได้แย่ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นทันที

 

ล่าสุดคือการกระเด็นตกเก้าอี้ของ อันโตนิโอ คอนเต อดีตผู้จัดการทีมชาวอิตาลี ที่นำทีมเป็นแชมป์ในฤดูกาล 2016/2017 ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งกับลูกทีมระดับแกนนำบางรายและผู้บริหารสโมสรบางคน

 

โดยคนที่เข้ามารับงานต่อคือ เมาริซิโอ ซาร์รี กุนซือชาวอิตาลีที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าจะดีกว่าคอนเตแค่ไหน

 

ซาร์รีประสบความสำเร็จอย่างสูงในการนำนาโปลีผงาดขึ้นมาเป็นทีมระดับชั้นนำของวงการฟุตบอลอิตาลี และได้เบียดแย่งแชมป์กับสุดยอดทีมอย่างยูเวนตุสตลอดฤดูกาลที่แล้ว ก่อนจะต้านทานความกดดันไม่ไหวแผ่วปลายในที่สุด แต่กับฟุตบอลอังกฤษ มันคือโลกใบใหม่ของเขาเลยทีเดียว

 

แต่ในความเดียงสาของซาร์รีกับฟุตบอลเมืองผู้ดี มันก็ทำให้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสไตล์ฟุตบอลที่เต็มไปด้วยแท็กติกและเทคนิคกับระบบการเล่นใหม่ 4-3-3 ที่ได้ลูกทีมเก่า จอร์จินโญ เจ้าของสมญา ‘Maestro’ มาเป็นคนบงการเกมตรงกลางสนาม

 

ถึงจะยังดูต้องใช้เวลาในการปรับตัวพอสมควร แต่ฟุตบอลของซาร์รีก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก

 

และอย่างน้อยพวกเขาก็หาตัวตายตัวแทน ติโบต์ กูร์ตัวส์ ได้ทันกับ เคป้า อาร์ริซาบาลาก้า และรักษา เอเดน อาซาร์ เอาไว้กับทีมได้

 

7. ไก่เดือยดองกับความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

ไม่มีใครปฏิเสธฟุตบอลของสเปอร์สว่าเป็นทีมที่เล่นได้ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดทีมหนึ่งของวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่มันมีเครื่องหมายคำถามว่า ทำไมทีมที่เล่นดีขนาดนี้ถึงยังไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดได้

 

ความสม่ำเสมอคือเรื่องหนึ่ง และอีกหนึ่งเรื่องคือขุมกำลังในทีมที่ดูเหมือนว่าทีมของเมาริซิโอ โปเชตติโน ยังขาดบางสิ่งที่จะทำให้พวกเขาก้าวไปถึงจุดที่สูงกว่านี้ได้

 

ปัญหาในฤดูกาลนี้เกิดขึ้นเมื่อโปเชตติโนและทีมงานไม่สามารถหานักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมได้แม้แต่รายเดียว แม้กระทั่ง แจ็ค กรีลิช สตาร์ดาวรุ่งจากทีมแอสตัน วิลลา ที่เป็นเป้าหมายเดียวในช่วงก่อนตลาดปิดก็ไม่สามารถคว้าตัวมาร่วมทีมได้ เนื่องจากอีกฝ่ายโก่งราคาขึ้นก่อนหน้าการเจรจาจะเสร็จสิ้น

 

สเปอร์สจึงกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ไม่ได้เสริมทีมแม้แต่รายเดียวนับตั้งแต่มีการเริ่มใช้กรอบตลาดนักเตะฤดูร้อนขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

 

ความล้มเหลวดังกล่าวแม้จะเกิดขึ้นจากพื้นฐานของความคิดว่าทีมที่มีอยู่นั้นดีอยู่แล้ว และการหาใครที่ดีกว่าเข้ามานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อีกด้านมันก็กลายเป็นการเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

 

อย่าลืมว่าทีมของโปเชตติโน ‘เฉียด’ มาหลายฤดูกาลแล้วโดยไร้ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ซึ่งการขาดความสำเร็จทำให้น่าสงสัยว่าพวกเขาจะรั้งตัวนักเตะอย่าง แฮร์รี เคน, เดเล อัลลี, คริสเตียน อีริกเซน ได้อีกนานแค่ไหน

 

รวมถึงตัวของผู้จัดการทีมอย่างโปเชตติโนด้วย

 

ต่อให้มีสนามใหม่ที่ยิ่งใหญ่สวยงาม (ไวต์ฮาร์ตเลนโฉมใหม่จะเปิดใช้ในเดือนหน้าในเกมแรกกับลิเวอร์พูล) แต่ถ้าทีมไร้ความสำเร็จ สตาร์ทยอยย้ายออกจากทีม มันก็ไม่ได้ทำให้แฟนฟุตบอลมีความสุขแต่อย่างใด

 

อาร์เซนอลเคยเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วในเรื่องนี้ หวังว่าสเปอร์สจะไม่พลาดในแบบเดียวกัน

 

 

8. น้องใหม่ร้ายไม่เบา

ฤดูกาลที่แล้วเป็นฤดูกาลแรกที่น้องใหม่ 3 ทีมไม่มีใครตกชั้นเลย ทั้งไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน, ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ และนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น เพราะหมายความว่าทีมใหม่ที่ขึ้นชั้นจากลีกเดอะ แชมเปี้ยนชิป มีการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้น

 

มาในปีนี้น้องใหม่ดู ‘ร้าย’ ยิ่งกว่าเดิมอีก โดยเฉพาะ 2 ทีมที่มีกลุ่มทุนใหญ่หนุนหลังอย่างวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส และฟูแลม

 

สำหรับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ที่มี เจฟฟ์ ฉี นายทุนชาวจีนหนุนหลัง และมีคีย์แมนอย่าง ฮอร์เก เมนเดส เอเจนต์นักฟุตบอลชื่อดังที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลของโลกฟุตบอล นั่นทำให้พวกเขาเข้าถึงนักเตะระดับสตาร์ที่อยู่ในเครือข่ายของเมนเดสได้ไม่ยาก (แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นที่ถกเถียงถึงความถูกต้อง) และนำมาสู่นักเตะอย่าง รูเบน เนเวส สตาร์ดาวรุ่งที่ย้ายมาในฤดูกาลที่แล้ว และสตาร์ใหม่อย่าง เจา มูตินโญ และรุย ปาตริซิโอ

 

ขณะที่ฟูแลมกลายเป็นทีมน้องใหม่ทีมแรกที่ใช้เงินทะลุ 100 ล้านปอนด์ในการเสริมทัพด้วยนักเตะอย่าง มักซิม เลอ มาร์กชองด์, ฌอง มิเชล เซรี, ฟาบริซิโอ, อเล็กซานเดอร์ มิโตรวิช, อัลฟี มอว์สัน, โจ ไบรอัน, อังเดร ฟรองก์ ซอมโบ อ็องกิสซา รวมถึงตัวที่ยืมมาอย่าง อังเดร ชูร์เล, คาลัม แชมเบอร์ส, ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ และทีเด็ดในวันสุดท้ายอย่าง ลูเซียโน เวียตโต กองหน้าชาวอาร์เจนตินาจากแอตเลติโก มาดริด

 

ด้วยขุมกำลังแล้วบางทีเป้าหมายของสองทีมนี้อาจจะไม่ได้แค่การอยู่รอด แต่อาจจะลุ้นถึงกลางตารางหรือมากกว่านั้น ด้วยการลุ้นไปถ้วยสโมสรฟุตบอลยุโรปได้เลยทีเดียว

 

ส่วน คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ไม่ได้สตาร์เข้ามาเสริมทีม อาจต้องดิ้นรนหน่อย

 

9. ทอฟฟี่สีสดใส

นี่เป็นฤดูกาลแรกที่สาวก ‘ทอฟฟี่บลู’ เริ่มรู้สึกว่าสโมสรภายใต้การบริหารของฟาร์ฮัด โมชิริ เจ้าของคนใหม่เริ่มเข้าที โดยการเสริมทีมในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาถือว่าเข้าตากรรมการอย่างมาก

 

พวกเขาเปิดฉากด้วยการคว้า มาร์โก ซิลวา หนึ่งในโค้ชอนาคตไกลของวงการมาคุมทัพแทนที่ แซม อัลลาร์ไดซ์ ที่ไม่ประสบความสำเร็จในฤดูกาลที่แล้ว ก่อนจะคว้า ริชาร์ลิสัน ปีกชาวบราซิล ซึ่งเป็นลูกหม้อของนายใหญ่คนใหม่มาด้วย จากนั้นคือการเสริมทัพด้วยแบ็กซ้ายจากบาร์เซโลนาอย่าง ลูคัส ดีญ

 

และในวันสุดท้ายก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง ยังได้ เบอร์นาร์ด ปีกดีกรีทีมชาติบราซิลมาแบบฟรีๆ จากชักตาร์ โดเน็ตส์ก กับ 2 นักเตะอนาคตตไกลจากบาร์เซโลนาอย่าง เยอร์รี มินา ปราการหลังดาวรุ่งทีมชาติโคลอมเบีย ที่ย้ายมาร่วมทีมอย่างถาวร และ อังเดร โกเมส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส ที่ย้ายมาแบบยืมตัวตลอดฤดูกาล

 

เบื้องหลังของความสำเร็จในการเตรียมทีมมาจาก มาร์เซล แบรนด์ส มันสมองของทีมบริหารที่ถูกดึงตัวมาช่วยในเรื่องการจัดหาผู้เล่นและทำงานร่วมกับซิลวาอย่างใกล้ชิด จนทีมได้นักเตะที่ต้องการมาครบถ้วน

 

ด้วยทุกอย่างที่พวกเขาได้มาในช่วงฤดูร้อน ทำให้ทอฟฟี่เม็ดนี้สดใสแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 3 ทศวรรษ และนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

 

10. Safe Standing

หนึ่งในสิ่งที่มีการเรียกร้องจากแฟนฟุตบอลในช่วงปีที่ผ่านมาคือการขอให้มีการนำอัฒจันทร์แบบยืนกลับมาสู่วงการฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง เพราะมันคือตัวตนและจิตวิญญาณของการเชียร์ฟุตบอลในแบบที่พวกเขารักและคิดถึง

 

โดยนับจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่สนามฮิลส์โบโร จนทำให้มีแฟนฟุตบอลลิเวอร์พูลเสียชีวิตถึง 96 ราย เมื่อวันที่ 15 เมษายน 1989 อัฒจันทร์แบบยืนได้ถูกยกเลิกไปอย่างถาวรเมื่อปี 1993 ตามรายงานของ ลอร์ด เทย์เลอร์ ที่เสนอให้มีการปรับอัฒจันทร์เป็นแบบที่นั่งทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป และเริ่มมีนวัตกรรมในการทำอัฒจันทร์ยืนเชียร์แบบปลอดภัยที่เรียกว่า ‘Safe Standing’ ซึ่งมีตัวอย่างในเยอรมนีหรือสกอตแลนด์ ทำให้แฟนบอลอังกฤษเรียกร้องให้มีการนำอัฒจันทร์แบบยืนกลับมา

 

ในความละเอียดอ่อนของเรื่องราวเพราะกระทบต่อความรู้สึกของแฟนฟุตบอลลิเวอร์พูลที่สูญเสียจากเหตุโศกนาฏกรรม ทำให้เรื่องราวนั้นดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความคืบหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการพูดคุยกันในหมู่สโมสร และเวลานี้รัฐบาลพร้อมที่จะพิจารณาในเรื่องนี้แล้ว

 

เพียงแต่อัฒจันทร์จะได้กลับมาหรือไม่ ต้องคอยติดตามกันให้ดีครับ

 

และนี่คือ 10 เรื่องราวที่น่าสนใจในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในสุดสัปดาห์นี้ครับ

 

ไว้เรามาติดตามไปด้วยกันนะครับ และหวังว่าฟุตบอลฤดูกาลนี้จะสนุกเหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิม 🙂

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

FYI
  • ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ 27 ของพรีเมียร์ลีก
  • ผลกระทบหลังจากการปิดตลาดเร็วทำให้ยอดรวมของการใช้จ่ายซื้อผู้เล่นลดลงจากปีก่อนหน้าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 โดยตัวเลขลดลงจาก 1.5 พันล้านปอนด์ เหลือ 1.2 พันล้านปอนด์ น้อยกว่าที่สำนัก Deloitte เคยคาดไว้ว่าตัวเลขอาจจะแตะหลัก 2 พันล้านปอนด์ไม่น้อย
  • จำนวนนักฟุตบอลที่มีการซื้อเข้าจำนวน 208 คน และย้ายออก 183 คน
  • ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ใช้จ่ายเยอะที่สุดในช่วงซัมเมอร์นี้ 176 ล้านปอนด์ รองลงมาคือเชลซี (124.6 ล้านปอนด์) และฟูแลม (106.1 ล้านปอนด์)
  • นักฟุตบอลเจ้าของค่าตัวแพงที่สุดในฤดูร้อนนี้คือ เคป้า อาร์ริซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูค่าตัวแพงที่สุดในโลกปัจจุบัน 71 ล้านปอนด์ ทำลายสถิติเดิมของอลิสซอน ที่ย้ายจากโรมามาลิเวอร์พูลด้วยค่าตัว 67 ล้านปอนด์ในเวลาไม่ถึงเดือน
  • พรีเมียร์ลีกเป็นลีกเดียวจาก 5 ลีกท็อปของยุโรป (ที่เหลือคือ ลาลีกา, บุนเดสลีกา, เซเรียอา และลีกเอิง) ที่ปฏิเสธการนำ VAR มาใช้ช่วยตัดสินในเวลานี้
  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR