ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ฟื้นตัวแบบ K-Shaped แนะนโยบายการเงิน-คลังต้องรักษาความเชื่อมั่น ควบคู่แก้ปัญหาระยะยาว ชี้ ‘การศึกษา’ กุญแจสำคัญลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจไทย
วันนี้ (30) ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับความห่วงกังวลต่อเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ประเด็นที่น่าห่วงมากที่สุดคือ ภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าเพื่อนบ้าน และภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตแบบไม่ทั่วถึง (K-shaped) โดยมีเพียงบางภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ไปได้ดีและแข็งแรง ขณะที่บางภาคส่วนของเศรษฐกิจกลับยังไม่เข้มแข็ง และประสบกับภาวะการแข่งขัน
ดร.ประสารยังระบุว่า เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ การดำเนินนโยบายการเงินและการคลัง ควรใช้ยุทธศาสตร์รักษาความเชื่อมั่นในระยะสั้น และใช้เครื่องมือต่างๆ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว
“นโยบายการเงินและการคลัง พูดในเชิงยุทธศาสตร์ก็คือ ในระยะสั้นต้องรักษาความเชื่อมั่นไว้ และในระยะยาวต้องมองว่าปัญหาเชิงโครงสร้างนี้เราจะใช้เครื่องมืออะไรเข้าไปช่วย อย่างน้อยที่สุดต้องไปในทิศทางการรักษาความเชื่อมั่นเอาไว้ก่อนเป็นพื้นฐาน แล้วหลังจากนั้นต้องดูว่าช่องทางไหนที่จะช่วยเข้าไปปรับปัญหาเชิงโครงสร้างให้ดีขึ้น ซึ่งหลายอันต้องใช้เวลา”
ดร.ประสารยังอธิบายต่อว่า นโยบายการคลังถือว่ามีน้ำหนักพอสมควรในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น นโยบายภาษีต่างๆ เป็นต้น ต่างจากนโยบายการเงินที่อาจใช้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ในระดับหนึ่ง
ดร.ประสารยังย้ำว่า ในแก้ไขปัญหาภาวะที่เศรษฐกิจไทยโตแบบไม่ทั่วถึง (K-shaped) สามารถทำได้หลายวิธี โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เนื่องจากการศึกษาจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ด้อยโอกาส หากได้รับการศึกษาก็จะช่วยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เมื่อเรียนจบ ทำงานได้ก็จะมีรายได้ โดยได้ทำงานก็จะช่วยเรื่องผลิตภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศด้วย
ดร.ประสารชี้ ตลาดตราสารหนี้ไทยต้องฝ่า 3 ด่านใหญ่ในยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในงานสัมมนาประจำปีของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) วาระครบรอบ 25 ปีของการก่อตั้งฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) และครบรอบ 30 ปีที่ฟิทช์เริ่มทำการจัดอันดับเครดิตประเทศไทย ดร.ประสารยังกล่าวว่า ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการส่งเสริมความโปร่งใสในตลาดตราสารหนี้ไทย หลังก่อตั้งขึ้นภายใต้วิกฤตการเงินในเอเชียเมื่อปี 2540 ซึ่งในเวลานั้น ระบบการเงินของไทยพึ่งพาการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเป็นหลัก อย่างไรก็ตามในวันนี้ มูลค่าคงค้างของตลาดตราสารหนี้ได้เติบโตขึ้นมาแตะ 18 ล้านล้านบาท หรือมีขนาดใกล้เคียงกับ GDP ของไทยแล้ว
โดยตลาดได้พัฒนาจากมูลค่าการซื้อขายในวันแรกที่เกือบ 1 ล้านบาท มาเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่สูงกว่า 1 แสนล้านบาทในปัจจุบัน นอกจากนี้ การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 3 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นมากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี ทำให้ตลาดตราสารหนี้ได้กลายมาเป็นช่องทางการระดมทุนที่สำคัญสำหรับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ โดยดึงดูดผู้ออกตราสารหนี้ภาคเอกชนกว่า 650 รายเข้าสู่ตลาดตลอดระยะเวลากว่า 30 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ดร.ประสารยังระบุว่า ในปัจจุบัน ภูมิทัศน์ของตลาดตราสารหนี้ไทยในปัจจุบันนั้นแตกต่างไปจากเมื่อ 25 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยความท้าทายที่เผชิญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานตลาดเบื้องต้นอีกต่อไป แต่ยังมีความท้าทายหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) การบริหารจัดการคุณภาพในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูง (2) วิวัฒนาการอย่างรวดเร็วของการเงินเพื่อความยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ และ (3) การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
ขณะที่วินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) มีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของไทย โดยส่งเสริมความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และวินัยทางการเงินให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานเครดิตสากล ทั้งนี้การเพิ่มความโปร่งใส รวมถึงการใช้ผลการจัดอันดับเครดิตจากสองสถาบันเป็นอย่างน้อยนั้นเป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ใช้ในตลาดต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและกระบวนการทำงานของตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

