พรรคประชาชนยื่นหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ขอให้รัฐบาลจีนเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และพิกัดเหมืองกว่า 2,600 แห่ง เพื่อให้จีนใช้กฎหมายภายในตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง ขณะที่เอกอัครราชทูตจีนรับปากจะส่งเอกสารทั้งหมดถึงรัฐบาลกลางที่กรุงปักกิ่ง
วันนี้ (14 กรกฎาคม) ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน พร้อมด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ และปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 1 เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือและข้อมูลเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน
พรรคประชาชนระบุว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการจากต้นตอของปัญหา จึงต้องการให้รัฐบาลจีนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบและดำเนินมาตรการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแสดงความจริงใจในการร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายประเทศ
ภัทรพงษ์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ปัญหาน้ำปนเปื้อนสารพิษยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมระบุว่า “ปัญหาแม่น้ำพิษ พูดมานาน 1 ปี แต่รัฐบาลไม่ขยับ วันนี้พวกเราทำให้เอง”
ภายหลังการยื่นหนังสือ ภัทรพงษ์เปิดเผยว่า ได้เน้นย้ำต่อเอกอัครราชทูตจีนว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกเชื้อชาติ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรปล่อยให้การแก้ไขปัญหาล่าช้าออกไปอีก
สำหรับหนังสือที่ยื่นในครั้งนี้ ระบุข้อมูลว่าต้นตอของสารพิษที่ตรวจพบในแม่น้ำตลอดช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติในประเทศไทยหรือกิจกรรมภายในประเทศ โดยอ้างอิงผลการตรวจวิเคราะห์น้ำและตะกอนดินของกรมควบคุมมลพิษ รวมถึงงานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดของสารปนเปื้อน
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังระบุถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อหลายลุ่มน้ำ ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน รวมถึงความเสี่ยงที่เริ่มพบในแม่น้ำกระบุรี โดยระบุว่ามีการตรวจพบสารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่
พรรคประชาชนยังอ้างถึงข้อมูลการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของอาหารที่พบการปนเปื้อนโลหะหนักในพืชผัก และการตรวจพบสารตะกั่วเกินเกณฑ์ความปลอดภัยในปลาที่จับได้จากแม่น้ำโขง ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาได้ขยายผลกระทบจากแหล่งน้ำไปสู่ห่วงโซ่อาหารแล้ว
ภัทรพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า หนังสือดังกล่าวได้แนบพิกัดเหมืองจำนวน 2,676 จุด ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลของ Stimson Center เพื่อให้ทางการจีนสามารถตรวจสอบว่าหน่วยงานหรือบริษัทของจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหมืองใดบ้าง และสามารถใช้กฎหมายของจีนที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการแร่หายาก (Rare Earth Management) กฎหมายการลงทุนในต่างประเทศ (Outbound Investment) และกฎหมายควบคุมการส่งออก (Export Control) ในการกำกับดูแลผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง
พร้อมกันนี้ พรรคประชาชนยังขอให้รัฐบาลจีนมีหนังสือตอบกลับอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สามารถนำมาสื่อสารต่อสาธารณชนไทยถึงแนวทางการดำเนินการของจีน ในฐานะประเทศผู้ร่วมก่อตั้งความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ซึ่งมีกรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ
ภัทรพงษ์กล่าวว่า เป้าหมายของการยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ใช่การกล่าวโทษบุคคลหรือประเทศใด แต่ต้องการให้ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแร่เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและกำกับดูแลผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง
เขาระบุด้วยว่า พรรคประชาชนได้แนบข้อเสนอด้านเทคนิคเกี่ยวกับการบำบัดมลพิษจากเหมือง ซึ่งอ้างอิงงานวิจัยที่ระบุว่าการบำบัดน้ำเสียที่เหมืองมีต้นทุนเพียงประมาณ 5-20 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่หากปล่อยให้เกิดการปนเปื้อนแล้วจึงฟื้นฟูภายหลัง จะมีต้นทุนสูงกว่าหลายร้อยถึงหลายพันเท่า และในบางพื้นที่อาจไม่สามารถฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้
ภัทรพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ระหว่างการหารือ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้คำมั่นว่าจะส่งเอกสารและข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับในวันนี้ไปยังรัฐบาลจีนโดยตรง
พร้อมยืนยันว่า พรรคประชาชนจะติดตามความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง จนกว่าคุณภาพของแม่น้ำจะกลับมาปลอดภัย และประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำจะสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


