วันนี้ (14 สิงหาคม) พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของสายตรวจทั่วประเทศ ได้ออกมาชี้แจงทำความเข้าใจเพิ่มเติม กรณีที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับมาตรการกวดขันการพกพาอาวุธปืน ซึ่งเนื้อหาบางส่วนอาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
จากกรณีที่มีการระบุว่า หากข้าราชการตำรวจพกพาอาวุธปืนไปใช้ในยามวิกาล ดื่มสุรา หรือนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ จะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป นั้น พล.ต.อ. ธัชชัย อธิบายว่า การจะพิจารณาว่าการพกพาอาวุธปืนของข้าราชการตำรวจชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่สามารถตัดสินจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องพิจารณาจากบริบทและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
รอง ผบ.ตร. ระบุว่า การพกพาอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องนำองค์ประกอบหลักมาพิจารณาร่วมด้วย ได้แก่:
- หน้าที่ราชการและความจำเป็น
- เหตุอันสมควรและพฤติการณ์แห่งกรณี
- การได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
- กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
โดยหลักการแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจที่แต่งเครื่องแบบขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รับผิดชอบ ย่อมสามารถพกพาอาวุธปืนได้ รวมไปถึงการปฏิบัติภารกิจนอกเครื่องแบบ หรือการสืบสวนนอกเวลาราชการที่มีความจำเป็น ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่เข้าไปในร้านอาหารหรือสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการพกพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ
เพื่อให้เกิดความชัดเจน ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 บทที่ 13 (ว่าด้วยการพกพาอาวุธปืน ดาบปลายปืน และตะบอง) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า ข้าราชการตำรวจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืนติดตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ จะต้อง
- ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาชั้นสารวัตร (หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า) ขึ้นไป
- พกพาอาวุธปืนอย่างมิดชิด เรียบร้อย และเหมาะสมกับกาลเทศะ
หลักการนี้สอดคล้องกับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9690/2557 ที่เคยวินิจฉัยไว้ว่า ข้าราชการตำรวจที่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาตามระเบียบฯ ให้พกพาอาวุธปืนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ และขณะเกิดเหตุยังอยู่ในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต ศาลถือว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2553 ยังวางสาระสำคัญไว้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้ รวมถึงมีอำนาจสืบสวนคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย การเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด
พล.ต.อ. ธัชชัย สรุปทิ้งท้ายว่า ข้าราชการตำรวจถือเป็น ‘ตำรวจตลอด 24 ชั่วโมง’ ตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด เมื่อพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า ย่อมสามารถเข้าระงับเหตุ จับกุม หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ทันที เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
อย่างไรก็ตาม สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในที่สาธารณะ เช่น สถานบริการ หรือร้านอาหาร ย่อมต้องปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยการพกพาอาวุธปืนต้องกระทำอย่างมิดชิดและเหมาะสมกับภารกิจ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยหรือบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน


