การคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ภายใต้พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มีความแตกต่างจากระบบเดิมในอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการอุดช่องโหว่ การใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจ
กฎหมายใหม่เปรียบเสมือนไม้บรรทัดที่วัดแคนดิเดตทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน กำหนดสัดส่วนคะแนน 50:50 ระหว่าง ‘ความอาวุโส’ และ ‘ความรู้ความสามารถ’ อย่างชัดเจน
ในด้านความอาวุโส มีการคิดคะแนนตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ด้านความสามารถก็เจาะจงให้คะแนนกับคนทำงานสายหลักอย่าง สืบสวน สอบสวน และป้องกันปราบปราม หากใครไม่เคยผ่านงานด้านนี้ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้คะแนน เพื่อป้องกันการให้คะแนนช่วยแบบไร้เหตุผล
นอกจากนี้ ยังเปิดช่องให้แคนดิเดตที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถยื่นร้องทุกข์ได้ พร้อมคาดโทษขั้นรุนแรง ทั้งความผิดวินัยร้ายแรงสำหรับผู้บังคับบัญชาที่ตั้งคนผิดเกณฑ์ และโทษจำคุกสำหรับผู้ที่วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง
เกณฑ์และน้ำหนักคะแนน
- ระบบเดิม: ไม่มีเกณฑ์หรือน้ำหนักคะแนนตายตัว เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจใช้ดุลพินิจ
- พ.ร.บ. 2565: กำหนดกรอบชัดเจน บังคับใช้สัดส่วนคะแนน ความอาวุโส 50% และ ความรู้ความสามารถ 50% วัดทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน
การคำนวณความอาวุโส
พ.ร.บ. 2565: ใช้ระบบคำนวณแบบสัดส่วนเปอร์เซ็นต์
- อาวุโสและอายุราชการสูงสุด = คะแนนเต็ม 50%
- อาวุโสรองลงมา = คะแนนลดหลั่นตามสัดส่วน
ประสบการณ์สายงานหลัก
พ.ร.บ. 2565: คะแนนความรู้ความสามารถ (50 คะแนน) ให้ความสำคัญกับงานตำรวจสายหลัก
- งานสืบสวน (12 คะแนน)
- งานสอบสวน (12 คะแนน)
- งานป้องกันปราบปราม (12 คะแนน)
- งานสายอื่นๆ อีก 2 ด้าน (ด้านละ 7 คะแนน)
ข้อกำหนดสำคัญ: หากไม่เคยผ่านประสบการณ์สายงานใด จะไม่ได้คะแนนในส่วนนั้น ป้องกันการให้คะแนนตามอำเภอใจ
การร้องทุกข์และบทลงโทษ
พ.ร.บ. 2565
- ร้องทุกข์ได้: แคนดิเดตที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ยื่นร้อง ก.พ.ค.ตร. ได้ภายใน 30 วัน
- โทษผู้บังคับบัญชา: หากจงใจช่วย/ตั้งผิดเกณฑ์ = ผิดวินัยร้ายแรง (ลงโทษโดยไม่ต้องสอบสวนซ้ำ)
- โทษการวิ่งเต้น: ผู้ที่วิ่งเต้นหรือให้ผลประโยชน์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี



