×

การเงินซัพพลายเชน บริหารสภาพคล่อง ลดเสี่ยง ขยายธุรกิจข้ามพรมแดน I THE SME HANDBOOK SS10 EP.59

11.04.2026
  • LOADING...

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน “การขายเก่ง” อาจพาคุณให้รอดพ้นจากวิกฤตระยะสั้นได้ แต่ “การบริหารเงินเก่ง” คือกุญแจสำคัญที่จะพาคุณไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ปัญหาหลักที่ทำให้ SME ไทยจำนวนมากไปไม่ถึงศักยภาพที่แท้จริงไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดีหรือขาดตลาด หากแต่เกิดจากการขาด “การจัดการกระแสเงินหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ” จนกลายเป็น Pain Point เรื้อรังที่บั่นทอนสภาพคล่องและฉุดรั้งการเติบโตสู่เวทีระดับสากล

 

สุขภาพทางการเงิน หัวใจสำคัญที่มากกว่าแค่ยอดขาย

 

SME จำนวนมากเมื่อเข้าหาธนาคาร มักโฟกัสไปที่เรื่องการเปิดบัญชี หรือการขอแหล่งเงินมาหมุนเวียนในธุรกิจ ขณะที่ธนาคารจะมองลึกไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นลักษณะธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไร หรือความพร้อมของระบบบริหารจัดการภายใน

 

สิ่งสำคัญที่ SME ต้องเข้าใจคือ กลยุทธ์การใช้เงินมีอย่างน้อย 2 รูปแบบที่ต้องแยกให้ออกอย่างชัดเจน

1) เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital)
ใช้สำหรับการดำเนินงานประจำวัน เช่น การซื้อวัตถุดิบ การจ่ายค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
ธนาคารจะพิจารณาจาก กระแสเงินสดจริง (Cash Flow) หรือการเคลื่อนไหวของเงินในบัญชีเป็นหลัก และโดยทั่วไป สินเชื่อในส่วนนี้มักได้รับการพิจารณาก่อน

2) เงินเพื่อการลงทุน (Investment Capital)
ใช้สำหรับการเติบโตในระยะยาว เช่น การขยายโรงงาน การพัฒนาระบบ หรือการทำวิจัยและนวัตกรรม
เงินส่วนนี้ต้องอาศัยแผนธุรกิจที่ชัดเจน และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนในอนาคต

 

การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลการเงินจึงไม่ใช่แค่การทำบัญชีให้ถูกต้อง แต่คือการสร้าง “Strategic Visibility” เมื่อเจ้าของกิจการมองเห็นว่าเงินไปอยู่ตรงไหน ใช้อย่างไร และสร้างคุณค่าอะไร ธนาคารก็จะมองเห็นศักยภาพนั้นเช่นเดียวกัน ในทางกลับกัน หากกระแสเงินสดไม่ชัด เงินจมอยู่ในจุดที่อธิบายไม่ได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ SME จำนวนมากถูกปฏิเสธสินเชื่อ
หรือไม่ก็ต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงเกินความจำเป็น

 

ถอดรหัสสายตาธนาคาร: 3 ปัจจัยหลักในการประเมินศักยภาพ SME

 

เมื่อธนาคารพิจารณาปล่อยสินเชื่อ เขาไม่ได้ดูเพียงยอดเงินในบัญชี แต่กำลังประเมินว่า ธุรกิจนี้มี “ความยั่งยืน” มากพอจะเดินไปด้วยกันหรือไม่ ซึ่งโดยหลักแล้ว ธนาคารจะพิจารณาผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญต่อไปนี้

 

1) งบการเงิน: ต้องสะท้อนความเป็นจริง งบการเงินไม่ใช่เอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อยื่นภาษีเท่านั้น แต่คือหลักฐานที่แสดงความสามารถในการสร้างรายได้ การบริหารต้นทุน และศักยภาพในการชำระคืนหนี้ งบที่ไม่สะท้อนความจริง เท่ากับปิดโอกาสตัวเองโดยไม่รู้ตัว

 

2) แนวโน้มอุตสาหกรรม: ธุรกิจอยู่ในคลื่นขาขึ้นหรือไม่ ธนาคารจะมองว่าธุรกิจนั้นตั้งอยู่ในอุตสาหกรรมที่ยังมีอนาคตหรือไม่ สามารถรับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือกฎระเบียบ ได้เพียงใด แม้ธุรกิจจะทำกำไรได้ในวันนี้ แต่หากอุตสาหกรรมกำลังถดถอย ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้นทันที

 

3) ประสิทธิภาพของผู้บริหาร: ปัจจัยชี้ขาดที่แท้จริง นี่คือองค์ประกอบที่ธนาคารให้ความสำคัญมากที่สุด SME ที่มีศักยภาพในการเติบโตแบบก้าวกระโดดต้องมีผู้นำที่มีวินัยทางการเงิน มองภาพใหญ่เป็น และมีวิสัยทัศน์ในการตัดสินใจท่ามกลางวิกฤต

 

ในทางปฏิบัติ SME จำนวนมากมักกังวลเรื่องการขาดอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน หรือบางรายนำทรัพย์สินไปค้ำเพื่อสร้างโรงงานแล้วแต่ยังขาดหลักประกันสำหรับสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “มีทรัพย์หรือไม่” แต่คือการเลือกธนาคารที่เข้าใจโมเดลธุรกิจและการแสดงให้เห็นกระแสเงินสด ที่สม่ำเสมอ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ในยุคปัจจุบัน ธนาคารจำนวนมากพร้อมทำหน้าที่เป็น พาร์ตเนอร์ทางการเงิน ไม่ใช่เพียงผู้ให้กู้ หาก SME สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า “เงินเข้า–ออกมีที่มาและไปอย่างมีเหตุผล” โอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสมก็จะเปิดกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

การยกมาตรฐาน SME เพื่อให้อยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน

 

SME จำนวนมากอยู่ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ ระบบการทำงานจึงมักยังไม่เป็นกิจลักษณะ และพึ่งพาการจัดการแบบ Manual เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ การทำ Digitalization ของข้อมูลบริษัท จึงเป็นรากฐานสำคัญของการอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว การเปลี่ยนจากการใช้ Excel ไปสู่ Cloud Accounting นั้นจะสร้าง Trust ให้กับทั้งธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน เมื่อผู้ประกอบการสามารถเห็นข้อมูลบัญชีแบบ Real-time จะช่วยให้การบริหาร Order Management และ Inventory มีความแม่นยำมากขึ้น ข้อมูลเหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นงบการเงินที่เชื่อถือได้ทำให้โครงสร้างข้อมูลของบริษัทมีระบบและตรวจสอบได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใน Value Chain เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขนส่ง   คู่ค้า หรือสถาบันการเงิน ได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ขั้นตอนการทำ Digital Transformation สำหรับ SME:

  1. Standardize ข้อมูลปรับการบันทึกข้อมูลให้เป็นระบบสากล ลดการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจัดกระจายเพื่อให้ข้อมูลพร้อมใช้งานและต่อยอดได้ในอนาคต
  2. Adopt Turn-key Systemsเลือกใช้ระบบบัญชีออนไลน์ที่ใช้งานง่ายและเชื่อมต่อกับระบบอื่นได้ทันที
  3. Connect E-Invoice & E-Receiptเชื่อมต่อระบบกับกรมสรรพากรเพื่อเพิ่มความโปร่งใส นอกจากนี้จะช่วยให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามนโยบายรัฐได้ง่ายขึ้น ยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสูง โดยเฉพาะเมื่อต้องขอสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนจากสถาบันการเงิน

 

ยุทธศาสตร์การรุกตลาดต่างประเทศและการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก

 

เมื่อ SME มีเป้าหมายขยายธุรกิจไปต่างประเทศ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการทำการบ้านอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นคำถามพื้นฐานแต่สำคัญอย่าง ใครคือลูกค้าเป้าหมาย จะขยายไปประเทศใด ใช้ช่องทางการขายแบบไหน และธุรกิจจะสร้างกำไรได้มากน้อยเพียงใด เรื่อง “การขาย” อาจเป็นสิ่งที่ SME ถนัดอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อก้าวสู่ระดับ Global คือเรื่องของ ระยะเวลาและกระแสเงินสด

 

ในตลาดต่างประเทศ Credit Term มักขยายจากเดิมที่อาจเก็บเงินภายใน 7 วัน เป็น 30–120 วันทันที ส่งผลให้เกิด Counterparty Risk หรือความเสี่ยงจากคู่สัญญา เช่น ความเสี่ยงในการชำระเงินล่าช้าหรือไม่ชำระเงินตามกำหนด เป็นต้น คำถามสำคัญที่ SME ต้องคิดต่อคือ ควรให้ Credit Term เท่าไร และจะบริหารความเสี่ยงดังกล่าวอย่างไรไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจ

 

จุดนี้เองที่สถาบันการเงิน ทั้งธนาคารและ Non-Bank เข้ามามีบทบาทสำคัญ ผ่านเครื่องมือบริหารเงินทุนหมุนเวียนและการค้า (Trade Finance) เช่น การใช้ Letter of Credit (L/C) เพื่อช่วยประกันการรับชำระเงิน ลดความเสี่ยงจากคู่ค้า และเพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกรรมข้ามประเทศ

 

ดังนั้น การจัดเก็บข้อมูลทางธุรกิจในรูปแบบดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงช่วยให้ SME มองเห็นสถานะทางการเงินของตนเองได้ชัดเจนขึ้น แต่ยังช่วยให้การสื่อสารกับสถาบันการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เปิดโอกาสให้เข้าถึงเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม และสนับสนุนการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

Supply Chain Finance ทางลัดลดต้นทุนที่ SME มักมองข้าม

 

ในโลกธุรกิจยุคใหม่ SME ไม่สามารถทำงานแบบ “วิ่งผลัด” ตัวใครตัวมัน (1:1) ได้อีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนมาคิดและเล่นเกมแบบ “ทีมฟุตบอล” ที่ทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงและพึ่งพากัน ผ่านกลไก Supply Chain Finance เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับทั้งระบบ

 

Supply Chain Finance คือบริการทางการเงินที่สถาบันการเงินจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องให้กับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน โดยเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบต่างคนต่างบริหารเงินของตนเอง ไปสู่การมองภาพรวมเป็น “เครือข่าย” ที่แข็งแรงไปด้วยกัน ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ไปจนถึง SME รายย่อย

 

อย่างไรก็ตาม SME จำนวนไม่น้อยยังมีความเข้าใจผิด และลังเลที่จะขอเข้าร่วมโปรแกรมเหล่านี้กับคู่ค้ารายใหญ่ เนื่องจากกังวลว่าจะถูกมองว่าสถานะทางการเงินไม่แข็งแรง แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม การขอเข้าร่วม Supply Chain Finance สะท้อนถึงความเข้าใจเชิงลึกในการบริหารต้นทุนและกระแสเงินสด ซึ่งเป็นสัญญาณของผู้ประกอบการมืออาชีพมากกว่าความอ่อนแอ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่จำนวนมากมีโปรแกรม Supply Chain Finance เตรียมไว้แล้ว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับซัพพลายเชนของตนเอง SME สามารถสอบถามหรือพูดคุยกับคู่ค้ารายใหญ่ได้โดยตรง ขณะเดียวกัน ธนาคารหลายแห่ง เช่น UOB ก็มีทีม SME Banking ที่มุ่งค้นหาและสนับสนุน SME ให้เข้าถึงโปรแกรมเหล่านี้โดยเฉพาะ

 

ประโยชน์ที่ SME จะได้รับ

  • ต้นทุนทางการเงินลดลง จากเดิมที่อาจกู้เงินนอกโปรแกรมด้วยอัตราดอกเบี้ย 8–15% หากใช้เครดิตของบริษัท Anchor เข้ามาช่วยค้ำความน่าเชื่อถือ อัตราดอกเบี้ยอาจลดลงเหลือเพียง 6–8%
  • สภาพคล่องดีขึ้น สามารถใช้เครื่องมืออย่าง Early Payment Discount หรือ Dynamic Discounting เพื่อรับเงินเร็วกว่ากำหนด โดยแลกกับส่วนลดบางส่วนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนเงินทุน

 

กลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงสำหรับ SME ที่ขยายสู่ตลาดต่างประเทศ

 

การเติบโตในตลาดต่างประเทศมาพร้อมโอกาส แต่ก็แลกมากับความเสี่ยงที่ซับซ้อนขึ้น SME จึงจำเป็นต้องมีกรอบคิดในการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยสามารถเริ่มจาก 3 ความเสี่ยงหลักดังต่อไปนี้

  1. Counterparty Risk — อย่าเพิ่งทุ่มสุดตัวตั้งแต่วันแรก
    เมื่อเริ่มทำธุรกิจกับคู่ค้ารายใหม่ ไม่ควรขยายปริมาณการค้าหรือให้ Credit Term ในระดับสูงทันที ควรเริ่มจากการทดสอบตลาดในสเกลเล็ก เพื่อประเมินความน่าเชื่อถือและพฤติกรรมการชำระเงินของคู่ค้า พร้อมกันนั้นควรใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Letter of Credit (L/C) เพื่อช่วยประกันการรับชำระเงิน ลดความเสี่ยงจากการผิดนัด และสร้างความมั่นใจให้กับทั้งสองฝ่าย
  2. FX Risk (ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน) — อย่าปล่อยให้กำไรลอยตามค่าเงิน
    ในภาวะที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ผู้ส่งออกจำนวนมากกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและกำไร หากธุรกิจมี Margin ไม่สูงพอ การปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยน “ลอยตัว” (Float) ตามตลาดอาจสร้างความผันผวนที่ควบคุมไม่ได้ แนวทางที่แนะนำคือการทำ Hedging หรือการล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าในสัดส่วนประมาณ 30–80% ของมูลค่าธุรกรรม เพื่อรักษาเสถียรภาพของกำไร และช่วยให้วางแผนธุรกิจได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  3. Local Currency Strategy — ใช้สกุลเงินท้องถิ่นให้เป็นเกม
    อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ SME มักมองข้าม คือการพิจารณาใช้ สกุลเงินท้องถิ่น ในการค้าขาย เช่น การใช้เงินหยวนในการทำธุรกิจกับจีนแทนดอลลาร์สหรัฐ วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของ USD และยังช่วยลดต้นทุนแฝงจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน (FX Spread) ซึ่งเมื่อสะสมในระยะยาวสามารถส่งผลต่อกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

Solution จาก UOB เพื่อการบริหารการเงินของผู้ประกอบการอย่างครบวงจร

 

การบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพคือหัวใจของการเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีธุรกรรมจำนวนมากหรือกำลังขยายไปต่างประเทศ UOB ได้ออกแบบโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการเงินสดประจำวัน ไปจนถึงเครื่องมือด้านการค้าระหว่างประเทศและการบริหารความเสี่ยง

 

  1. Operating Account ทุกบริษัทจำเป็นต้องมีบัญชีธุรกิจ (Operating Account) ซึ่ง UOB ไม่ได้เป็นเพียงบัญชีรับ–จ่ายเงินเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมเครื่องมือช่วยบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ Alert ที่แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ว่ามีเงินโอนเข้ามาจากใคร เมื่อใด ช่วยให้ผู้ประกอบการติดตามรายรับได้อย่างแม่นยำ

ในฝั่งรายจ่าย UOB มีเครื่องมือรองรับทั้ง Internet Banking, Mobile Banking และการเชื่อมต่อผ่าน API เพื่อให้ธุรกิจสามารถจัดการการจ่ายเงินจำนวนมาก เชื่อมต่อกับระบบบัญชีหรือ ERP และลดงานเอกสารลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

  1. Trade Finance สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนำเข้า–ส่งออก UOB มีเครื่องมือ Trade Finance ครบวงจร ครอบคลุมทั้ง Import Finance และ Export Finance เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากคู่ค้า และสนับสนุนการเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
  2. FX & Risk Management นอกจากเครื่องมือด้านการค้าแล้ว UOB ยังมีโซลูชันสำหรับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนต้นทุนและกำไรได้แม่นยำมากขึ้น ลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน และเพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกรรมข้ามประเทศ

 

เช็กลิสต์กลยุทธ์: SME โตไกลสู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

 

การเป็น SME ที่แข็งแกร่งในตลาดโลก ไม่ได้อาศัยเพียง “ความเก่งหน้าบ้าน” หรือความสามารถในการขายเท่านั้น แต่ต้องผสานเข้ากับ “ความแกร่งหลังบ้าน” ผ่าน Digital & Standardized Back-office การเปลี่ยนจากระบบกระดาษสู่ระบบดิจิทัลอย่างเป็นมาตรฐาน ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารเงินและความเสี่ยง หาก SME ต้องการต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและรอบด้าน ดังต่อไปนี้

 

  1. Market Diversification — อย่าฝากอนาคตไว้กับตลาดเดียว
    กระจายตลาดส่งออกไปยังหลายประเทศหรือหลายภูมิภาค เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาได้ยาก การมีหลายตลาดคือการสร้างกันชนให้ธุรกิจในระยะยาว
  2. Multi-Currency Strategy — บริหารค่าเงินเชิงรุก
    การใช้หลายสกุลเงินในการค้าขายช่วยลดแรงกระแทกจากความผันผวนของค่าเงินบาท และเพิ่มความยืดหยุ่นในการกำหนดราคา วางแผนต้นทุน และบริหารกำไรได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  3. Cluster Power — โตไปด้วยกัน แข็งแรงกว่าลุยเดี่ยว
    การรวมกลุ่มเป็นสมาคมหรือคลัสเตอร์ธุรกิจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับคู่ค้า ลดต้นทุน และแบ่งปันทรัพยากรสำคัญ เช่น ข้อมูลตลาด งานวิจัย หรือแม้แต่การลดต้นทุนโลจิสติกส์ผ่านแนวคิดอย่าง Shared Logistics หรือ “การแชร์ตู้คอนเทนเนอร์” ซึ่งเป็นต้นทุนที่ SME รายเดียวมักแบกรับไม่ไหว
  4. Expert Export Team — ลดความเสี่ยงจากความไม่รู้
    การมีทีมที่เชี่ยวชาญด้านการส่งออก เข้าใจ Incoterms, เอกสารทางเทคนิค และข้อกำหนดระหว่างประเทศ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยป้องกันความผิดพลาดเล็กๆ ที่อาจลุกลามกลายเป็นต้นทุนมหาศาลในภายหลัง

 

บทสรุป

 

การเติบโตสู่ระดับสากลไม่ได้วัดกันว่าใคร “ขายเก่ง” กว่ากันเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันที่ใครสามารถบริหารจัดการ กระแสเงินและความเสี่ยงได้มีประสิทธิภาพมากกว่า การเริ่มปรับปรุงระบบหลังบ้านและโครงสร้างข้อมูลตั้งแต่วันนี้ แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดในอนาคต เมื่อคุณพร้อมที่จะปรับตัว ธนาคารก็พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ ที่เดินเคียงข้างและสนับสนุนการเติบโตของคุณตลอดเส้นทางสู่เวทีโลก

 


 

Credits

 

The Host ศิรัถยา อิศรภักดี

Show Producer พิชญ์สินี ยงประพัฒน์

Creative ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Creative ศนิชา ละครพล

Sound Editor มุกริน ลิ่มประธานกุล

Sound Editor เอกธันวา สารศรี

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Sound Recording Engineer  ธภัทร ตั้งวงษ์ไชย

Graphic Designer ธิดามาศ เขียวเหลือ

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin นิพพิชฌน์ ชุลีนวน

Proofreader Team

THE STANDARD Webmaster Team

THE STANDARD Archive Team

  • LOADING...

READ MORE

MOST POPULAR



Close Advertising