×

The Global Puzzle: What Makes Cross-Border Supply Chains Tick เข้าใจซัพพลายเชนโลก ถอดกลไกธุรกิจข้ามพรมแดนที่ SME ต้องรู้ I THE SME HANDBOOK SS10 EP.55

20.02.2026
  • LOADING...

SME คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทำให้ต้องตระหนักว่า “กฎระเบียบโลกเดิม” (Globalization) ที่เคยเน้นการพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างไร้พรมแดนได้สิ้นสุดลงแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค New World Order ที่เต็มไปด้วยความผันผวนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หาก SME ไทยยังคงยึดติดกับการมองเพียงตลาดในประเทศหรือการทำงานเชิงรับ จะไม่เพียงแค่เสียโอกาส แต่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกคัดออกจากห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างถาวร

 

ถอดรหัสพลวัตใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก

โลกในปัจจุบันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยขั้วอำนาจเดียว (Hegemonic World Order) อีกต่อไป หากแต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ระเบียบโลกแบบสองขั้ว (Bipolar World Order) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นแรงกำหนดทิศทางใหม่ของการไหลเวียนเงินทุน การค้า และห่วงโซ่อุปทานของโลก จากอดีตที่ประเทศไทยพึ่งพาการค้ากับสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก วันนี้จำเป็นต้องเร่งปรับตัว กระจายความเสี่ยง และขยายบทบาทสู่ตลาดอื่นมากขึ้น

 

ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่ SME จำเป็นต้องวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งคือ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งมีต้นตอจากความขัดแย้งเชิงอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ผลลัพธ์สำคัญคือกลยุทธ์ “China Plus One” ที่กำลังกดดันให้บริษัทข้ามชาติกระจายฐานการผลิตออกจากจีน ประเทศไทยจึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบนี้จะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อไทยสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิต คุณภาพแรงงาน และระบบซัพพลายเชนให้สอดคล้องกับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกแบบใหม่ หากไม่สามารถปรับตัวได้ โอกาสดังกล่าวอาจถูกประเทศคู่แข่งแย่งชิงไปอย่างรวดเร็ว

 

ขณะเดียวกัน SME ต้องตระหนักถึงบทบาทของ ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ซึ่งจะเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคตจะไม่จำกัดอยู่เพียงกำแพงภาษี แต่จะขยายไปสู่กฎระเบียบที่ซับซ้อนมากขึ้น อาทิ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และกติกาด้านดิจิทัล

 

ด้วยเหตุนี้ SME ไทยจึงควรเร่งทำความเข้าใจ โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน และวางตำแหน่งธุรกิจของตนให้เป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกใหม่อย่างมั่นคง ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้รับผลกระทบ แต่ในฐานะผู้เล่นที่สามารถสร้างมูลค่าและต่อยอดโอกาสได้อย่างยั่งยืน

 

การนิยามห่วงโซ่อุปทานใหม่: มองให้ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

 

ห่วงโซ่อุปทานในยุค New Normal ไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดซื้อหรือการขนส่งอีกต่อไป แต่คือ หัวใจของการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน ที่ต้องมองอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

 

ต้นน้ำ (Upstream): SME ต้องรู้ที่มาของวัตถุดิบอย่างชัดเจน และคัดเลือกแหล่งจัดหาที่มีความมั่นคง มีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความผันผวนของตลาดโลกได้

 

กลางน้ำ (Midstream): การแปรรูป การใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มคือหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ให้กลายเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างความแตกต่างได้อย่างยั่งยืน

 

ปลายน้ำ (Downstream): ความสามารถในการเข้าถึงตลาด ควบคู่กับการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก จะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จในการแข่งขันในระดับสากล

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ SME ไทยยังขาดคือ การเชื่อมโยงและการแบ่งปันข้อมูลภายในคลัสเตอร์ธุรกิจ ในขณะที่บริษัทข้ามชาติสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างไหลลื่น ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์ SME ไทยจำนวนมากยังคงดำเนินงานในลักษณะต่างคนต่างทำ ส่งผลให้ขาดพลังในการต่อรองและขาดความคล่องตัวในการปรับตัว

 

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ Data และเทคโนโลยี เพื่อสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยง คล่องตัว และโปร่งใส จึงไม่ใช่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น New Normal ที่ SME ไทยต้องเร่งปรับตัว หากต้องการยืนหยัดและเติบโตในเวทีโลก

 

 กลยุทธ์การบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ (To-Do List สำหรับ SME ยุคใหม่)

 

  • การใช้ Data และ AIนำข้อมูลที่มีอยู่มาวิเคราะห์ผ่าน AI เพื่อคาดการณ์ความต้องการตลาด ลดความเสี่ยงในการสต็อกสินค้า และเพิ่มแม่นยำในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนปรับกระบวนการผลิตโดยใช้ข้อมูลนำทาง เช่น ในภาคเกษตรที่ต้องใช้ข้อมูลสภาพอากาศและตลาดจากหลายๆ ภาคส่วนมาควบคุมปัจจัยการผลิต เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ
  • การสร้างอำนาจต่อรองผ่านการรวมกลุ่มการรวมตัวเป็นสมาคมหรือสหกรณ์ยุคใหม่ต้องไม่ใช่เพียงการพบปะ แต่ต้องเป็นการสร้างพลังเพื่อเจรจากับคู่ค้า หรือผลักดันไปสู่กฎหมายหรือนโยบายที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ
  • การสร้างความยืดหยุ่นปรับทัศนคติจาก Just-in-Time (JIT) ที่เน้นความประหยัดสู่ Just-in-Case (JIC) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤต เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก การมีสต็อกที่เหมาะสมและแผนสำรองคือหนทางที่จะช่วยให้ผ่านวิกฤตไปได้

 

กรณีศึกษา: บทเรียนจากผู้ที่ประสบความสำเร็จในตลาดสากล

 

การเรียนรู้จาก Best Practices จะช่วยให้เห็นภาพการประยุกต์ใช้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

  • อุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป (สมุทรสาคร)ความสำเร็จที่เห็นได้ชัดจากตัวเลขการเติบโตของมูลค่าการส่งออก จากระดับ 1 แสนล้านบาทในปี 2563 พุ่งทะยานสู่ 2.4 แสนล้านบาทในปี 2567 ปัจจัยสำคัญคือความเชื่อมั่นในคุณภาพระดับสากล แม้แต่ญี่ปุ่นยังส่งปลาแซลมอนมาแปรรูปในไทยแล้วส่งกลับไปขายที่ญี่ปุ่น เพราะแรงงานไทยมีความประณีตสูงจนเกิดเศษเหลือน้อยที่สุด ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันยังทำแทนไม่ได้
  • สามพรานโมเดลกรณีศึกษาที่สะท้อนการสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่ยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการข้าวคุณภาพที่เชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดโดยตรง โครงการนี้มีเกษตรกรกว่า 100 ราย เข้าร่วมความร่วมมือกับคลัสเตอร์ผู้ซื้อ ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมและศูนย์ประชุมรวม 19 แห่ง โมเดลดังกล่าวช่วยตัดบทบาทพ่อค้าคนกลาง ลดปัญหาการกดราคาสินค้า และบริหารจัดการการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มการสั่งซื้อล่วงหน้า ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนและสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีเสถียรภาพ ขณะที่ผู้ซื้อได้รับสินค้าที่มีคุณภาพสูง สม่ำเสมอ และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
  • อุตสาหกรรมแหอวน (ขอนแก่น)การยกระดับมาตรฐาน QC สู่ระดับโลกและการบริหารสินทรัพย์ที่น่าทึ่ง โดยการปรับจูนเครื่องจักรเดิมที่ใช้ฉีดแหอวนให้สามารถผลิต “แปรงสีฟัน” หรือ “แปรงปัดแก้ม” ที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิมหลายเท่า รวมถึงการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ภายใน 10 ปี เพื่อตอบโจทย์มาตรฐานโลกใหม่

 

โอกาสในตลาดใหม่ ตลาดตะวันออกกลางและเส้นทางโลจิสติกส์ในอนาคต

 

SME อาจเริ่มขยายตลาดจากประเทศกลุ่ม CLMV ก่อน เนื่องจากมีลักษณะตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคใกล้เคียงกับประเทศไทย ความแตกต่างไม่มากนัก และหากเกิดปัญหาก็สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

 

อย่างไรก็ตาม หากมองในระยะยาว “ตลาดตะวันออกกลาง” ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ตัวอย่างเช่น ประเทศคาซัคสถาน ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ประเทศโอมานกำลังวางตำแหน่งตนเองเป็นประตูสู่ตะวันออกกลาง ผ่านโครงการพัฒนาท่าเรือขนาดใหญ่ ซึ่งจะเอื้อต่อการค้าและการลงทุนในอนาคต

 

ในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ SME ควรศึกษาข้อมูลเชิงลึกผ่านสถานเอกอัครราชทูตหรือสำนักงานทูตพาณิชย์ แทนการเดินทางไปสำรวจตลาดด้วยตนเองโดยปราศจากข้อมูลรองรับ นอกจากนี้ การขนส่งทางรถไฟภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) มีแนวโน้มจะกลายเป็นช่องทางหลักของการค้าระหว่างประเทศในอนาคต หาก SME มีความสามารถในการปรับตัวและก้าวเข้าสู่น่านน้ำใหม่ โอกาสจากเส้นทางนี้ถือเป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม

 

การทลายจุดบอดและกับดักความเชื่อของ SME ไทย

 

อุปสรรคที่ของ SME ส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก แต่คือ “กับดักทางทัศนคติ”

  • ขาดการวางแผนระยะยาวSME ส่วนใหญ่มองเพียงยอดขายรายเดือน แต่ขาดแผนยุทธศาสตร์ 5-10 ปี ทำให้ไม่สามารถตั้งรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ทัน
  • Mindset แบบรอคอย การพึ่งพิงโชคชะตาหรือรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ นี่คือความประมาท SME ต้องเปลี่ยนเป็น สร้างความเข้มแข็งด้วยตนเอง รุกด้วยนวัตกรรมและการวิจัยตลาดเอง
  • กับดัก “ขายทุกคน” การพยายามทำตลาดกว้างจะทำให้แบรนด์ไร้ตัวตน SME ต้องโฟกัสที่ Niche Market และสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้ลูกค้าจดจำ การใช้ Data จะช่วยสร้างภาพจำของสินค้าและสร้างตลาดได้
  • มาตรฐานที่เลี่ยงไม่ได้การปล่อยให้คนกลางเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน (QC) แทนที่จะกำหนดเอง ทำให้เสียอำนาจในการตั้งราคา ขณะเดียวกัน การมองข้ามกติกาโลกใหม่ในรูปแบบของมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ SME ไม่อาจเพิกเฉยได้ มาตรการอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) และ Carbon Footprint ของยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา กำลังกลายเป็นเงื่อนไขบังคับทางการค้า หาก SME ไม่เริ่มปรับตัวแต่วันนี้ ผลลัพธ์อาจกลายเป็นการถูกคัดออกจากห่วงโซ่อุปทานโลกโดยอัตโนมัติ

 

เช็คลิสต์ 5 ข้อเชิงกลยุทธ์: ก้าวแรกสู่การขยายตลาดอาเซียนและโลก

 

เพื่อให้มั่นใจว่าธุรกิจพร้อมสำหรับการแข่งขันข้ามพรมแดน สามารถทำตามเช็คลิสต์ดังนี้

  1. วิเคราะห์ฐานลูกค้าด้วยกฎ 80/20 ระบุให้ได้ว่าลูกค้า 20% ที่สร้างรายได้ 80% ให้คือใคร พวกเขาทำธุรกิจประเภทไหนและมีแนวโน้มจะขยายตัวอย่างไร
  2. ติดตามการย้ายฐานของตลาด ลูกค้าของคุณย้ายไปไหน? ปัจจุบันมีการย้ายฐานจากกรุงเทพฯ ไประยองและเขต EEC จำนวนมาก สิ่งที่น่าสนใจคือ “บริษัทไทยที่ตั้งชื่อเป็นภาษาจีน” เพื่อรองรับทุนจีนที่เข้ามาลงทุน นี่คือกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่คุณต้องหาให้เจอ
  3. ประเมินเครดิตและสภาพคล่องอย่ายึดติดกับยอดขายจากบริษัทใหญ่ที่ยืดเครดิตเทอมจนคุณเสียสภาพคล่อง ควรเลือกคู่ค้าที่มีกระแสเงินสดดีและจ่ายตรงเวลาเพื่อรักษาลมหายใจของธุรกิจ
  4. ระบุจุดยืนผลิตภัณฑ์ เราอยู่จุดไหนเมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่? หากแข่งด้วยขนาดไม่ได้ ให้แข่งด้วยความคล่องตัวและคู่ค้าในระดับเดียวกันที่มีศักยภาพเติบโตไปพร้อมกัน
  5. กำหนดทิศทางเติบโต:วางลำดับความสำคัญจากตลาด CLMV และสิงคโปร์ ก่อนจะขยายไปสู่ตลาดใหญ่อย่างจีนและตลาดโลก

 

บทสรุป การปรับตัวคือทางรอดเดียวในโลกที่หมุนเร็ว

 

ความคล่องตัว คืออาวุธสำคัญที่ SME ต้องใช้ในการเจาะเข้าสู่ตลาดศักยภาพสูงซึ่งมักถูกมองข้าม ควบคู่ไปกับการกล้าก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ โดยอาจเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือขยายสู่ตลาด E-commerce ในประเทศจีน ซึ่งในอนาคตประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในการกระจายสินค้าไปยังกลุ่มประเทศ CLMV

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามคือความร่วมมือ แม้การรวมกลุ่มในรูปแบบคลัสเตอร์หรือสมาคมธุรกิจจะเป็นกลไกที่ดีอยู่แล้ว แต่ SME ควรต่อยอดความร่วมมือไปสู่มหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัย เพื่อนำองค์ความรู้ ข้อมูลเชิงลึก และงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม ซึ่งแนวทางนี้กำลังถูกนำมาใช้โดยสมาคมธุรกิจชั้นนำ และให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

 

สำหรับ SME ที่ดำเนินธุรกิจส่งออกและกำลังเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการกีดกันทางการค้า สิ่งสำคัญคือการมี พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) จากข้อมูลพบว่า SME ไทยใช้สิทธิประโยชน์ทาง FTA ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการประหยัดต้นทุนทางภาษีกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นต้นทุนที่สามารถลดได้ทันที หากมีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพ

 

ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับผู้ที่เตรียมพร้อม หากแต่เป็น โอกาสทอง สำหรับ SME ที่กล้าเปลี่ยนบทบาทจาก Passive สู่ Active Entrepreneur หัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ Data เป็นเข็มทิศ การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และการรักษาความคล่องตัวในการตัดสินใจ เพื่อคว้าโอกาสในตลาดโลกที่มีประชากรกว่า 8,000 ล้านคน

 

หากเริ่ม “ปรับ” ตั้งแต่วันนี้ SME ไม่ได้เพียงแค่รักษาธุรกิจให้อยู่รอด แต่กำลังก้าวสู่การสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนภายใต้ระเบียบโลกใหม่

 


Credits

 

The Host ศิรัถยา อิศรภักดี

Show Producer พิชญ์สินี ยงประพัฒน์

Creative ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Creative ศนิชา ละครพล

Sound Editor มุกริน ลิ่มประธานกุล

Sound Editor เอกธันวา สารศรี

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Sound Recording Engineer  ธภัทร ตั้งวงษ์ไชย

Graphic Designer ธิดามาศ เขียวเหลือ

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin นิพพิชฌน์ ชุลีนวน

Proofreader Team

THE STANDARD Webmaster Team

THE STANDARD Archive Team

  • LOADING...

READ MORE

MOST POPULAR



Close Advertising