วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการปรับโซนนิ่งร้านอาหาร หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ว่า จะต้องมีการหารือกัน โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เรื่องโซนนิ่งเป็นอำนาจของ กทม. และตำรวจ จึงต้องพิจารณาว่าพื้นที่ใดมีความเหมาะสม แต่เมื่อจะปรับโซนนิ่งก็จะติดเงื่อนไขเรื่องระยะห่างจากโรงเรียนและวัด จึงต้องพิจารณาว่าจะแก้ไขอย่างไร และอาจต้องแก้ไขกฎหมายด้วย โดยปัจจุบันพื้นที่โซนนิ่งที่ถูกต้องในกรุงเทพมหานครมี 2 แห่ง คือ ถนนข้าวสาร และ RCA
ส่วนพื้นที่อื่นๆ นั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากอยู่นอกโซนนิ่งจะเปิดให้บริการได้ถึงเวลาเที่ยงคืน และไม่สามารถจัดมหรสพได้ แต่เรื่องมหรสพนั้น ตนยังงงอยู่ว่าใครเป็นผู้ร่างกฎหมายที่กำหนดให้ดนตรีเล่นได้ถึงเที่ยงคืนแล้วต้องเลิก แต่คาราโอเกะเปิดได้ เต้นรำไม่ได้ แต่นั่งฟังได้ ซึ่งไม่เข้าใจเหตุผลของกฎหมายในขณะนั้น เช่น ตามร้านอาหาร หากลูกค้าลุกขึ้นโยกตามจังหวะเพลง หรือจะเดินเต้น ก็อาจถือว่าผิดกฎหมาย แบบนี้คงไม่ไหว วันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป จึงได้มอบหมายให้มีการศึกษาว่าจะปรับกฎหมายอย่างไร รวมถึงข้อกำหนดเรื่องการตั้งสถานประกอบการใกล้โรงเรียนหรือวัด เพราะในกรุงเทพฯ แทบทุกพื้นที่อยู่ใกล้วัดและโรงเรียนภายในระยะ 2 กิโลเมตร จึงต้องกลับมาทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่
เมื่อถามว่า ร้านหลายแห่งในกรุงเทพฯ เปิดให้บริการเกินเวลาเที่ยงคืน จะต้องมีการสั่งย้ายผู้อำนวยการเขตหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นอำนาจของผู้ว่าฯ กทม. จึงต้องไปสอบถามผู้ว่าฯ กทม. ส่วนในต่างจังหวัด กระทรวงมหาดไทยและตำรวจได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าจะต้องรื้อกฎหมายใหม่ทั้งหมดหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากมองว่านักดนตรีเป็นอาชีพหนึ่ง ก็ไม่เข้าใจว่าการดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เกี่ยวข้องกับดนตรีหรือไม่ เหตุใดจึงต้องห้ามนักดนตรีเล่นเกินเวลาเที่ยงคืน ทั้งที่ดนตรีเป็นเพียงองค์ประกอบของร้าน และนักดนตรีก็เล่นเป็นรอบ ๆ นี่เป็นความเห็นส่วนตัว และตนก็ผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 30 คน จะพิจารณาลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ยิ้มก่อนกล่าวว่า “คำถามถัดไป” พร้อมระบุว่า คำถามนี้ไม่มีเหตุผล เป็นคำถามที่ตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดอารมณ์ ซึ่งไม่ควรถาม และผู้สื่อข่าวก็ควรมีความเป็นมืออาชีพ
ส่วนการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องพิจารณาทุกมิติ ทั้งสภาพสังคม วัฒนธรรม และประเพณี โดยยังต้องรักษาความเป็นไทยไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนประกอบอาชีพ เพราะปัจจุบันศิลปินสามารถใช้ความสามารถสร้างรายได้ และสังคมก็ยอมรับมากกว่าในอดีต
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาระยะยาวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการศึกษาและจะเสนอแนวทางขึ้นมาตามขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวถามว่า สื่อต่างประเทศรายงานว่าประเทศไทยไม่มีความเข้มงวดในการกำกับดูแลสถานบันเทิง จะกระทบต่อการท่องเที่ยวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ย้อนถามว่า “ใครบอกว่าไม่เข้มงวด” พร้อมย้ำว่า การตรวจใบอนุญาตดำเนินการทุกปี ไม่ใช่ออกใบอนุญาตแล้วเปิดกิจการได้ตลอดไป แต่ที่เกิดเหตุซ้ำซาก เพราะมีผู้ประกอบการจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย หวังว่าจะได้เงินและได้ผลกำไรมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับความเสี่ยงและไม่ใช่การทำธุรกิจที่ยั่งยืน พร้อมระบุว่า ผู้ว่าฯ กทม. และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ได้สั่งเอ็กซเรย์สถานประกอบการแล้ว
เมื่อถามว่า ได้กำชับ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เรื่องการดูแลความปลอดภัยหลังเกิดเหตุหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เชื่อว่าผู้ว่าฯ กทม. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าต้องดำเนินคดีกับเจ้าของกิจการจนถึงที่สุด แม้ตนจะไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง แต่สามารถมอบนโยบายได้
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีประตูหนีไฟของร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่พบว่ามีกลอนล็อก 2 ชั้น ว่า เมื่อสอบถามเหตุผลได้รับคำตอบว่า กลัวลูกค้ากินฟรีแล้วหนี ซึ่งเป็นเหตุผลที่รับฟังไม่ได้ ดังนั้นเจ้าของ ผู้จัดการ และผู้ประกอบกิจการจะต้องถูกดำเนินคดี ส่วนใบอนุญาตถูกเพิกถอนแล้ว ร้านแห่งนี้จะไม่สามารถกลับมาเปิดกิจการได้อีก และสถานที่ดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานบันเทิงอีกต่อไป


