พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อชี้แจงเจตนาและข้อเท็จจริงกรณีการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล
เขายืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครอง แต่เป็นความพยายามใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรในฐานะพื้นที่ตัวแทนประชาชนที่มีความหลากหลายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
พิธาให้ความเห็นว่า ในช่วงเวลาที่มีความเห็นต่างในสังคมอย่างรุนแรง หากปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่โดยไม่มีพื้นที่ปลอดภัยที่มีความชอบธรรม ย่อมมีความเสี่ยงที่จะลุกลามบานปลาย ดังนั้น ในฐานะผู้แทนราษฎรจึงเห็นควรให้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อให้มีการอภิปรายและแลกเปลี่ยนอย่างมีวุฒิภาวะภายใต้ข้อบังคับการประชุมสภา ซึ่งเป็นวิถีทางที่ได้รับการยอมรับในนานาอารยประเทศและถือเป็นวิธีการที่ปลอดภัยต่อระบอบประชาธิปไตย
“ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวไม่ควรเป็นคดีมาตั้งแต่ต้น แต่ทั้งหมดคือกระบวนการ ‘นิติสงคราม’ ที่มุ่งหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภาของพวกเรา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน”
นอกจากนี้ พิธายังเสนอให้พิจารณาถึงหลักการใช้มาตรฐานทางจริยธรรม โดยระบุว่าการนำมาตรฐานทางจริยธรรมมาใช้อย่างเข้มข้นโดยไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน หรือมีการใช้แบบเลือกปฏิบัติโดยขาดการถ่วงดุลและตรวจสอบ อาจกลายเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงและไร้สัดส่วน ซึ่งพฤติการณ์เช่นนี้อาจเป็นปัจจัยที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยเสียเอง
สำหรับ สส. จำนวน 10 คนที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันและอยู่ในกลุ่มคดีดังกล่าว นายพิธาในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นาน 6 เดือนก่อนหน้านี้ แสดงทัศนะว่าไม่มีความจำเป็นที่สมาชิกทั้ง 10 คนจะต้องถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
เหตุผลประการแรก การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกกลุ่มนี้อยู่ภายใต้กลไกการควบคุมตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว จึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง
ประการที่สอง สมาชิกกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในภารกิจของสภาทั้งด้านการตรากฎหมายและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
และประการสุดท้าย ด้วยจำนวนสมาชิกเพียง 10 คน ไม่สามารถรวมกลุ่มเพื่อเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายในลักษณะเดิมต่อสภาซ้ำได้อีก
พิธาสรุปว่า การให้ สส. ทั้ง 10 คนปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐหรือการบริหารราชการแผ่นดิน และไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอลง แต่ถือเป็นการพิทักษ์รักษาระบอบรัฐสภาและความต่อเนื่องในการทำงานเพื่อประชาชนในระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อความแข็งแกร่งของระบบตัวแทนประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรด้วย


