×

แพสชัน เวลา การเริ่มต้นใหม่ และนิยามความสุขของ ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ [Advertorial]

29.06.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

5 MINS READ
  • ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้บริหารธุรกิจเทคโนโลยี กับองศาที่เปลี่ยนไปของแพสชัน และความสุขที่ไม่เหมือนเดิม
  • ทิม-พิธา เชื่อว่าธนาคารต้องเป็นพาร์ตเนอร์กับลูกค้าที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขและเติบโตไปด้วยกัน KRUNGSRI EXCLUSIVE ตอบโจทย์นั้น พร้อมมอบความสะดวกสบายที่รู้ใจกว่าคนอื่น

นิยามความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเลือกความมั่งคั่งเป็นเป้าหมายสูงสุด บางคนเลือกชื่อเสียงที่โด่งดัง ขณะที่บางคนเลือกที่จะมีช่วงเวลาที่ดีและไร้กังวลกับครอบครัวที่เขารัก ไม่มีอะไรถูกหรือผิดเพราะนี่คือความสวยงามที่หลากหลายและแตกต่างในแต่ละบุคคล

 

สำหรับ ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นักธุรกิจที่ก้าวข้ามภาพลักษณ์เด็กหนุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วมาเป็นผู้บริหารองค์กรด้านเทคโนโลยี เป็นคุณพ่อของลูกสาวที่น่ารัก เป็นสามีที่เข้าใจความต้องการของภรรยา ด้วยแพสชันที่จะตามให้ทันโลกอยู่ตลอดเวลา และเป้าหมายที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีพาร์ตเนอร์อย่าง KRUNGSRI EXCLUSIVE ที่ทำให้ความสุขของเขาไร้รอยต่อด้วย

 

 

นี่คืออีกก้าวที่โตขึ้นของเขา

 

ก้าวใหม่ของ ทิม พิธา การผสาน High-Tech กับ High-Touch ในโลกดิจิทัล

 

“ตอนแรกที่มาทำบริษัทด้านเทคโนโลยีผมก็ไม่เข้าใจ ทำไมบางธุรกิจยอมขาดทุนเป็นหมื่นล้าน จริงๆ เขาทำเพื่อให้ธุรกิจไปถึงแสนล้านในวันข้างหน้าต่างหาก ตอนแรกยังมองไม่ออก พอมาทำถึงรู้ว่าเขากำลังสร้างโลกใบใหม่กันอยู่”

 

ทิม พิธา เล่าประสบการณ์เมื่อครั้งไปช่วยงานกับทีม ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว โดยยังจำสิ่งที่ ดร.สมคิด เน้นย้ำได้ว่า ประเทศไทยจะต้องพัฒนาทั้งอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech) ขณะเดียวกันสิ่งที่จะต้องรักษาไว้ก็คือ อุตสาหกรรมที่มีคุณค่าในตัว (High-Touch) ก็คือสินค้าที่มีเสน่ห์อย่างสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยว ตัวเขาก็ได้แรงบันดาลใจและอยากทำอะไรที่มีทั้งสองอย่างเพื่อภาคธุรกิจและประเทศชาติ

 

พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ บิดาของทิม ปลูกฝังให้เขารักภาคการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่สำคัญคือการเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยเชื่อว่าสินค้าเกษตรจะดีได้ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เลือกส่งเขาไปเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติสมบูรณ์ ครอบครัวที่ทิมอาศัยอยู่ด้วยมีไร่องุ่นของตนเองเพื่อทำไวน์ เขาจึงได้เก็บเกี่ยวกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่ม และหล่อหลอมให้ชีวิตของเขาเข้ากับภาคการเกษตรในที่สุด

 

“พอพ่อของผมเสีย ผมก็เข้ามาดูแลกิจการต่อ ตัวท่านอยากทำน้ำมันรำข้าวเพราะเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ค่อยเห็นคุณค่า มักจะเอาไปถมที่ ทำปุ๋ยหรือเลี้ยงหมู ทั้งที่ประเทศที่มีเทคโนโลยีอย่างสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น พวกเขาเอามาวิจัยเพราะมันมีมูลค่าและสารอาหารสูงกว่าน้ำมันชนิดอื่น ทนไฟสูงมาก ประเทศเราปลูกข้าวตั้งแต่ภาคกลางถึงภาคเหนือ การขนส่งข้าวที่ปลูกริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นเรื่องง่ายกว่าที่อื่น ทำให้เรารวบรวมวัตถุดิบที่สดใหม่ได้เสมอ นี่คือความได้เปรียบที่เรามีมานานแล้ว” ทิมกล่าว

 

หลังจากทำธุรกิจของครอบครัวให้แข็งแรงแล้ว บทเริ่มต้นใหม่ๆ ที่ท้าทายของชีวิตก็เกิดขึ้น เขายอมรับว่าเมื่อก้าวมาสู่การเป็นผู้บริหารธุรกิจด้านไอทีและเกิดความปั่นป่วนของเทคโนโลยี (Digital Disruption) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เขาได้เรียนจากตำราของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ดหรือแมสซาชูเซตส์ ก็กลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว

 

“ถ้าคุณใช้แอปพลิเคชันสำหรับแชตบางยี่ห้อเป็นประจำ คุณก็จะติดมันไปเรื่อยๆ อีกหน่อยก็จะมีข่าวหุ้น มีรายการทีวี มีข่าวจากหนังสือพิมพ์ มีอะไรใหม่ๆ ให้คุณดู ทุกสิ่งคือวิธีคิดเหมือนกัน มันจะไปจบที่คำเดียวเลยคือคำว่า Super Application เป็นโลกใบใหม่ที่รู้ใจคุณ”

 

 

ทิมสนใจเรื่องการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data และเมืองอัจฉริยะ (Smart City) มาก แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ที่เราใช้งานบันทึกข้อมูลจำนวนมหาศาล สิ่งที่ท้าทายคือการจัดการข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ ตัวเขามีโอกาสคุยกับ อเล็ก รอสส์ ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมของ ฮิลลารี คลินตัน ซึ่งบอกกับทิมว่า 90% ของข้อมูลที่มีในโลกขณะนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่เกิน 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง เนื่องจากการจัดเก็บข้อมูลรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

 

“ตอนนี้ผมเป็นผู้เรียนรู้ ผมอยากเรียนให้เข้าใจและกระตุ้นสังคมเรื่องเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมทางสังคม (Technology for equality) ผมอยากศึกษาและนำมาใช้ลดความเหลื่อมล้ำที่มีในประเทศไทย เรายังไม่สามารถเป็นผู้ผลิตด้านนี้ได้เลย อย่างมากก็ทำได้ดีในบ้าน แต่พอออกไปอาเซียนก็ยังไปไม่ได้ เราต้องใส่ใจกันมากกว่านี้”

 

ตัวเทคโนโลยีเองก็สร้างความเหลื่อมล้ำให้แย่ลงได้เช่นกัน เพราะคนที่มีข้อมูลมากก็จะรู้และเข้าถึงโอกาสได้มากกว่า ส่วนคนที่ไม่มีข้อมูลจะมีข้อจำกัดในการพัฒนาชีวิตและธุรกิจ ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) กลับมีน้อยมากสวนทางกับข้อมูลที่ท่วมท้น ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น กระทั่งสิงคโปร์ก็ยังขาดแคลนแรงงานส่วนนี้ และต้องไปจ้างแรงงานจากสหรัฐอเมริกา อินเดีย หรือกระทั่งจีนด้วยซ้ำ

 

“อีกเรื่องที่ผมว่าสำคัญคือ สุขนิสัยทางดิจิทัล (Digital Hygiene) ผมไม่ให้ลูกเล่นมือถือหรือแท็บเล็ตในตอนนี้ เขายังเด็ก ก็ให้เล่นขวดน้ำ ตุ๊กตา อยู่กับสวน อ่านหนังสือ พอถึงวัยที่ต้องเรียนรู้ตัวเขาก็ต้องรู้เรื่องภาษาคอมพิวเตอร์ ต้องคุยกับ Coder ได้ว่าต้องการแอปฯ แบบไหน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญมากไม่แพ้สุขอนามัยส่วนบุคคลเลย อีกเรื่องคือ เราจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลของเราเองเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ ข้อมูลจะเป็นเครื่องมือที่สร้างความเท่าเทียม อย่างกรณีคนที่ไม่มีรายได้ประจำ ก็สามารถนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายใช้ชีวิต (Alternative Credit Scoring) ไปขอกู้เงินจากธนาคาร ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่อยู่นอกเหนือระบบทุนนิยมที่เรามีในปัจจุบัน”

 

นี่คือหลักคิดด้านธุรกิจของ ทิม พิธา ซึ่งชัดเจนแล้วว่าตัวเขาจะลุยด้านเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นจากนี้ต่อไป สิ่งที่น่าค้นหาในตัวเขาคือ เขาจัดการกับทุกวินาทีของชีวิตประจำวันได้อย่างไร กับ 24 ชั่วโมงของบทบาทนักธุรกิจ สามี และพ่อ ในคนคนเดียว

 

สมดุลทุกจังหวะชีวิตให้ทันโลก สะดวกมากขึ้นกับ KRUNGSRI EXCLUSIVE

 

 

“ผมมีประชุมทุกวัน เดินทางเยอะมาก พยายามทำให้ง่าย เรื่องเดินทางสะดวกนี่สำคัญ เวลานัดคุยงานก็อยากให้อยู่ในที่เดียว ที่ KRUNGSRI EXCLUSIVE สาขาสำนักเพลินจิตนี้ดีมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มันก็ทำให้ชีวิตผมง่ายขึ้นเยอะเลย”

 

ทิมเป็นลูกค้าคนหนึ่งของ KRUNGSRI EXCLUSIVE แม้จะอาศัยในย่านใจกลางเมืองอย่างทองหล่อ แต่ตัวเขากลับเลือกเดินทางโดยรถไฟฟ้าเพราะต้องการประหยัดเวลา ขณะเดียวกันด้วยตารางชีวิตที่วุ่นวายเหมือนกับผู้บริหารทั่วไป การใช้เวลากับธุรกรรมทางการเงินจึงต้องมีประสิทธิภาพมากที่สุด บริการของธนาคารกรุงศรีอยุธยาจึงถือว่าตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของเขาได้เป็นอย่างดี  

 

“ผมจะเลือกทำธุรกรรมกับธนาคารที่ครบวงจรที่สุด ที่ KRUNGSRI EXCLUSIVE ถือว่าตอบโจทย์ พอผมทำงานเสร็จผมก็จะนัดกับ RM (Relationship Manager) มาคุยได้ว่าควรลงทุนอะไร ช่วงนี้ตลาดหุ้นเป็นอย่างไร เขาก็เตรียมเอกสาร มีข้อมูลกองทุนมาให้ผมดูตลอด ข้อมูลพวกนี้มันต้องย่อยเยอะเพราะครอบคลุมทั้งตลาดเอเชียและทั่วโลก ต้องพิจารณานโยบายของผู้บริการกองทุนว่าคิดและจัดการอย่างไร ผมจึงคาดหวังให้ธนาคารดูแลเราได้ 360 องศา ถามปุ๊บตอบปั๊บ เพราะเขารู้จริง พอรู้จริงก็รู้ใจ พอรู้ใจเรื่องเงินก็กลายเป็นเรื่องง่าย ”

 

นอกเหนือจากชีวิตการทำงาน การใช้ชีวิตแบบทิม พิธา ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน นิยามความสุขของเขาคือ ‘การออกจากทุกข์ให้เป็น’ ต้องรู้ให้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง อะไรที่สำคัญก็เก็บเอาไว้ อะไรที่ไม่สำคัญเขาก็เลือกที่จะโยนทิ้งไป ขณะเดียวกันต้องเรียงลำดับความสำคัญของงานและสิ่งต่างๆ ในชีวิต จะช่วยให้บริหารเวลาดีขึ้น จิตใจสงบและมีสติ ความทุกข์สำคัญของคนเมืองคือ มีเวลาจำกัดและไม่เคยพอกับความยุ่งเหยิงที่มีในแต่ละวัน

 

“ที่ KRUNGSRI EXCLUSIVE มาตั้งตรงนี้ (เพลินจิต) แสดงว่าเข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ภรรยาของผมชอบมาเดินเล่นที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตัวผมก็ชอบออกกำลังกายแถวนี้ เดินทางสะดวกมาก นี่คือชีวิตที่ไร้รอยต่อ (Seamless Lifestyle) มาถึงก็ครบและจบในที่เดียว เขาตั้งใจดูแลลูกค้า ตัวผมเองก็รู้สึกได้”

 

 

ทิมเชื่อว่าถึงหลายคนมองว่าตัวเขาประสบความสำเร็จแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดไปจากชีวิต ยังมีความท้าทายใหม่ๆ เข้ามาเสมอ สิ่งที่สำคัญคือการไม่ยอมแพ้ต่อปัญหา ตอนนี้ภาพลักษณ์ของเขาเปลี่ยนไปแล้วเช่นเดียวกับวิธีการบริหารด้วย

 

“แต่ก่อนผมอายุน้อยที่สุดในองค์กรนะ พอย้ายมาอยู่บริษัทด้านเทคโนโลยี ผมกลับอายุมากที่สุด ผมอายุมากขึ้นแต่สิ่งที่ไม่อยากให้เปลี่ยนคือหลักการเรื่องปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม”

 

เขาเชื่อว่าชีวิตของคนจะเริ่มต้นตอนอายุ 40 ปี โดย 40 ปีแรกตั้งแต่เด็กจนโตเป็นช่วงแห่งการสะสมความสำเร็จ ขณะที่อีก 40 ปีให้หลังเป็นช่วงของการสะสาง นั่นคือการสะสางอัตตา สะสางสิ่งของที่ไม่จำเป็นและสะสางความรู้ที่มีแพสชัน ในนิยามใหม่ของเขาคือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยพึ่งพาสิ่งของภายนอกให้น้อยที่สุดตามหลัก Minimalism และจะต้องไม่หยุดเรียนรู้

 

 

“ทุกวันนี้ผมทำงานเป็นทีมมากขึ้น แต่ก่อนเราคิดว่าเรารู้เยอะ ชอบทำงานเร็ว ทุกวันนี้กลายเป็นนักเรียนใหม่อีกรอบ เดี๋ยวนี้เด็กอายุ 20 ปีเก่งกว่าเราอีก มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีที่เราตามไม่ทัน ผมไม่อยากแก่ ไม่อยากตกสมัย อยากจะทันโลกตลอดเวลา วันข้างหน้าผมอาจจะเป็นอาจารย์ ต่อไปก็อาจไปทำพวกออร์แกนิกฟาร์ม มันมีขั้นตอนของชีวิตที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมจะเริ่มใหม่จากศูนย์เสมอ”

 

นอกเหนือจากการใช้ชีวิตที่คิดและวางแผนอย่างเป็นระบบแล้ว ในฐานะนักธุรกิจ การทำธุรกรรมและเติบโตไปกับสถาบันการเงินที่รู้ใจก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ ทิม พิธา มองว่าเป็นเคล็ดลับความสำเร็จของเขาเช่นเดียวกัน

 

“ผมคาดหวังจากธนาคารให้เป็นพาร์ตเนอร์กัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน เข้าใจวัฏจักรของธุรกิจ เข้าใจเรื่อง Disruption ต้องมีกิจกรรมร่วมกัน สำหรับผมการให้ความรู้นี่สำคัญมาก เพราะธนาคารเป็นศูนย์รวมของความรู้ ข้อมูลที่ธนาคารให้ก็ต้องแตกต่างตามความเหมาะสมด้วยทั้งส่วนบุคคล ธุรกิจขนาดเล็ก หรือองค์กรขนาดใหญ่ก็ตาม”

 

นี่คือความสุขที่สะดวกและรู้ใจในนิยามของเขา

รายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0 2296 5566 หรือ bit.ly/2KG0lnA

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories