ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตามข้อเสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพิจารณาแทน ภายใต้กรอบเวลา 90 วัน แม้ฝ่ายค้านจะชี้แจงว่าวิกฤตดังกล่าวมีความซับซ้อนและต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันจากหน่วยงานระดับกระทรวงอย่างน้อย 7 กระทรวง
ย้อนไปตั้งแต่ช่วงสายของวันนี้ (29 เมษายน) การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติที่ค้างพิจารณาจากสัปดาห์ก่อนหน้า เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ
ภายหลังสมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้นจำนวนประมาณ 60 คน ฝ่ายรัฐบาลได้เสนอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณา ขณะที่ฝ่ายค้านยืนยันให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องพืชผลทางการเกษตรเป็นการเฉพาะ
ท้ายสุด ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญารับไปพิจารณา ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 270 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง
ฝ่ายค้านหนุนตั้ง กมธ. เฉพาะ เหตุปัญหาสำคัญ-คาบเกี่ยวหลายกระทรวง
ก่อนการลงมติดังกล่าว พริษฐ์ วัชรสินธุ และ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อยืนยันมติวิปฝ่ายค้านที่สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ
พริษฐ์ระบุเหตุผล 3 ประการในการสนับสนุนข้อเสนอนี้
ประการแรก ปัญหาดังกล่าวมีความเร่งด่วนจากสภาวะราคาพืชผลหลายชนิดตกต่ำ เช่น ข้าว มะม่วง มะพร้าว ประกอบกับต้นทุนการผลิตทั้งราคาปุ๋ยและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
ประการที่สอง พรรคร่วมฝ่ายค้านประเมินว่าแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลยังไม่ตรงจุด โดยอ้างอิงถึงการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ในกรณีการประชาสัมพันธ์จำหน่ายทุเรียนเกรดพรีเมียมราคาลูกละ 100 บาท จำนวน 1 ล้านลูกผ่านการถ่ายทอดสด ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ร่วมปรากฏตัว แต่ไม่มีการจำหน่ายในรูปแบบดังกล่าวจริง การสื่อสารของกระทรวงที่เปลี่ยนแปลงไปมาได้สร้างความสับสนและข้อกังวลแก่เกษตรกร รวมถึงมาตรการดูแลพืชผลชนิดอื่นที่มีความล่าช้า นำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
ประการที่สาม ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรมีความคาบเกี่ยวกับภารกิจของคณะกรรมาธิการสามัญหลายคณะ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะทำให้สภาสามารถเริ่มปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาได้ทันที แตกต่างจากการส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญชุดใดชุดหนึ่งซึ่งอาจต้องใช้เวลาเตรียมการก่อนเริ่มปฏิบัติงานอีกระยะหนึ่ง สอดคล้องกับแนวทางการบริหารราชการแบบกลุ่มภารกิจของรัฐบาลที่ตระหนักถึงความทับซ้อนของปัญหาในหลายกระทรวง
ด้านเลาฟั้งกล่าวสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในฐานะผู้เสนอญัตติ โดยระบุว่าเกษตรกรกำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาสินค้าเกษตรในทุกประเภท ทั้งกลุ่มที่ได้รับความเสียหายไปแล้วและกลุ่มที่รอการเก็บเกี่ยวซึ่งยังไม่มีสัญญาณบวกด้านราคา
ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอย่างน้อย 7 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ในการดูแลด้านราคา กระทรวงอุตสาหกรรมในด้านการแปรรูป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องปุ๋ยและมาตรฐานสินค้า กระทรวงพลังงานในส่วนของต้นทุนน้ำมันและขนส่ง กระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกรัฐมนตรีในการจัดการปัญหานอมินีต่างชาติ และกระทรวงการคลังในด้านมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน
เลาฟั้งระบุว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นกลไกในการดึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล สภา ส่วนราชการ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และกลุ่มเกษตรกร เข้ามาร่วมหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน เพื่อให้เกษตรกรมีต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปและสามารถรับมือกับผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด การที่สภาไม่มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนต้องขยายระยะเวลาออกไป
ด้าน ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส. นครนายก พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้พี่น้องเกษตรกรกำลังเผชิญทั้งปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง และมาตรการแก้ปัญหาที่ยังไม่ตรงจุด
ปิยวัฒน์ชี้ว่า สภาผู้แทนราษฎรควรเป็นพื้นที่สะท้อนความทุกข์ของประชาชน ไม่ใช่ปิดกั้นกลไกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา โดยเฉพาะ ‘กรรมาธิการวิสามัญ’ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษา ตรวจสอบ และหาทางออกจากต้นเหตุอย่างรอบด้าน
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายรัฐบาลไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่ควรกังวลต่อการตั้งกรรมาธิการ เพราะกรรมาธิการไม่ใช่เวทีทำลายใคร แต่เป็นเวทีหาความจริงและหาทางออกให้ประชาชน การคว่ำญัตติครั้งนี้จึงอาจทำให้สังคมตั้งคำถามว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้เรื่องใดถูกตรวจสอบหรือไม่


