วันนี้ (8 กรกฎาคม) เวลา 09.00 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 1 โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
ปกรณ์ กล่าวก่อนการประชุมว่า ตนขออนุญาตกล่าวอะไรสักนิด ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะงานปกครอง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหลักสำคัญหลักหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มาตรา 249 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ให้จัดให้มีการปกครองส่วนท้องถิ่นตามเจตนารมณ์ของประชาชน และมีการกระจายอำนาจ
ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องที่ทำลายความเชื่อมั่นของกระบวนการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง มาตรา 251 ของรัฐธรรมนูญพูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า การบริหารงานส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นร้ายแรงเกินกว่าที่จะใช้คำว่าไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ได้ ฉะนั้น ตนคิดว่า คณะกรรมการชุดนี้มีโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่จะล้างบ้านนี้ให้สะอาด
ปกรณ์ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าเรื่องเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญสักเท่าไหร่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องจริงจัง และนายกฯ ได้มอบหมายและสั่งการตนด้วยวาจาไว้ว่า ให้เคร่งครัดกับเรื่องนี้ การดำเนินการส่วนใดที่ดำเนินการกันไปแล้ว ทั้ง ป.ป.ช. ซึ่งเป็นกระบวนการทางอาญา ก็ให้ดำเนินการไป ส่วนกระบวนการทางวินัยก็ให้สอบสวน ส่วนที่เกี่ยวข้องคือ เราจะมาดูแลระบบทั้งหมดว่า มีช่องโหว่อย่างไร และจะสามารถปิดช่องโหว่เหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมชั่วร้ายและน่าละอายเช่นนี้
ตนไม่คิดว่าคนในห้องนี้ทั้งหมด ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ จะรับเรื่องเหล่านี้ได้ ตนเป็นอดีตข้าราชการเก่า เห็นภาพแล้วสะเทือนใจอย่างยิ่ง วันก่อนตนพูดกับผู้สื่อข่าวว่า ดีใจที่เห็นภาพนี้ เพราะจะได้เป็นโอกาสล้างบ้าน ซึ่งนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศนี้ เพราะการทุจริตเปรียบเสมือนมะเร็งร้าย ระบบท้องถิ่นของประเทศไทยและระบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยถูกทำลายเสียหายยับเยิน และจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญ ขอฝากคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย
ปกรณ์กล่าวว่า ขอเน้นย้ำในคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ว่าเรื่องนี้ต้องเทกแอ็กชันอย่างจริงจัง จะอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ และขอฝากไปยังเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่ยังไม่มีคนพูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องตรวจสอบ นอกจากกฎหมาย กฎระเบียบ และการเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษตามปกติแล้ว เรื่องมาตรฐานจริยธรรมก็ต้องจัดการอย่างจริงจังด้วย หากสาวถึงใคร ก็ให้ใช้มาตรฐานทางจริยธรรมในการจัดการส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงถึงขนาดเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ดังนั้น คนที่เข้ามาโดยระบบแบบนี้และใช้ช่องทางนี้หากิน เราไม่ควรให้อยู่ในระบบการเมืองต่อไปด้วยซ้ำ จึงขอฝากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการ ก.พ. ไว้ด้วย
ปกรณ์ ได้แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ครั้งที่ 1 ว่า กรอบเวลาการทำงานของคณะกรรมการฯ ชุดนี้ มีเวลา 30 วัน ซึ่งเดือน ก.ค.มีวันหยุดหลายวัน จึงประชุมกันเร็ว เพื่อวางแนว กำหนดวัน และเร่งดำเนินการ โดยรายงานชุดแรกจะออกก่อนวันที่ 15 ก.ค. และจะนำเสนอนายกฯ วันที่ 15 ก.ค.
ส่วนรายงานชุดที่ 2 จะเสร็จสิ้นประมาณวันที่ 27 ก.ค. สำหรับกระบวนการ เราจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพราะส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ดำเนินการไปแล้ว จึงจะให้เป็นหัวหน้าทีม โดยมีองค์ประกอบ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ป.ป.ท. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนที่ใช้เวลาในการประชุมครั้งแรกน้อยนั้น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า ต้องทำอะไร ไม่จำเป็นต้องคุยกันนาน ไม่ต้องเสียเวลาประชุม ตอนนี้ทีมงานทำงานกันเลย ขอย้ำว่า การปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นโครงสร้างพื้นฐานส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจที่เราเรียกร้องกัน แต่การกระจายอำนาจต้องโปร่งใส ชัดเจน ใครที่ทำไม่ดีต้องพ้นจากระบบ
ส่วนการดำเนินคดีอาญา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องวินัย กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอยู่ สิ่งที่คณะกรรมการฯชุดนี้รับผิดชอบคือ จะดูกระบวนการว่า มีช่องโหว่ตรงไหน ต้องปิดตรงไหน รวมถึงจะดูเรื่องการประพฤติผิดจริยธรรมของข้าราชการและท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นเรื่องสำคัญ ตนคิดว่า ต้องกำจัดคนที่ขาดจริยธรรมให้ออกจากระบบ ป้องกันไม่ให้เข้ามาสู่ระบบมากที่สุด เรามุ่งมั่นทำในเรื่องนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการฯชุดนี้จะเหมือนกับกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยสรุปจะเป็นทำนองนั้น เราจะดูว่า กระบวนการทั้งหมดมีช่องโหว่ตรงไหน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รวมไปถึงการเสนอกฎหมายอะไรต่างๆ ว่าควรจะมีหรือไม่ อย่างไร
เช่น เมื่อวันที่ 7 ก.ค. พรรคภูมิใจไทยออกมาเปิดเผยว่า เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. … ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะไปดำเนินการต่อ ทั้งนี้ ข้อสรุปที่คณะกรรมการฯชุดนี้ได้ จะรายงานนายกฯเพื่อมีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อถามว่า การดำเนินการเรื่องจริยธรรม จะดำเนินการอย่างไร ปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญ หลายคนอาจจะคิดเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ข้อเท็จจริงคือ เป็นรัฐมนตรีไม่ได้หากประพฤติผิดจริยธรรม เข้าสู่กระบวนการทางการเมืองไม่ได้ เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหยิบมาดู โดยมอบหมายให้ปลัดสำนักนายกฯ นำเรื่องนี้เข้าไปหารือในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะการกระจายอำนาจที่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากคนที่สุจริต เราต้องป้องกันไม่ให้คนทุจริตเข้ามาในระบบ และมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ไปดูตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรมว่า สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อจัดการคนที่ไม่มีจริยธรรมพวกนี้
เมื่อถามอีกว่า กรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ตรวจสอบคะแนนกับกระดาษคำตอบ พบไม่ตรงกันกว่า 5 พันราย คนเหล่านี้จะต้องออกจากราชการเลยหรือไม่ ปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องรอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ทำหนังสือขอข้อมูลในนามของคณะกรรมการฯ เข้ามา เพื่อประกอบการพิจารณา เพราะเราไม่มีอำนาจวินิจฉัย เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อดูว่า เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ คุณควรจะต้องทำอย่างไร


