วันนี้ (11 สิงหาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ ว่า เป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากปัจจุบันรายจ่ายประจำสูงเกินกว่า 70% ทำให้งบลงทุนมีน้อย รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้
โดยวันนี้ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องการจัดการกำลังพลภาครัฐ เพื่อควบคุมอัตรากำลัง ให้ถือว่าจำนวนที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ เป็นอัตราสูงสุดเท่าที่จะมีได้ แล้วให้เน้นการใช้กำลังคนร่วมกันระหว่างหน่วยงาน โดยคำนึงถึงการขับเคลื่อนประเทศเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังมีการยกเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งในสายงานวิชาการและสายงานทั่วไป รวมถึงยกเลิกตำแหน่งในแผนงานที่ไม่จำเป็น โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวจะไม่กระทบกับตำแหน่งอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน จะมีการปรับโครงสร้างภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยคอมพิวเตอร์จะต้องไม่ได้มีไว้แค่พิมพ์งาน แต่ต้องนำมาใช้กับการบริการประชาชนด้วย
ปกรณ์ระบุอีกว่า การมีสำนักงานส่วนกลางในภูมิภาคจำนวนมาก ถือเป็นภาระงบประมาณที่สูงมาก สำนักงาน ก.พ.ร. จึงเสนอให้ยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคทั้งหมดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนที่จัดตั้งไปแล้ว ให้ทบทวนและทยอยยกเลิกแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบการให้บริการประชาชน
สำหรับงบประมาณคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจยังไม่เห็นผลทันทีใน 1-2 ปีนี้ ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้บริการประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาล ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงกำลังคนภาครัฐควบคู่กันไป
ปกรณ์ย้ำว่า หลักการสำคัญของการบริหารภาครัฐในปัจจุบัน คือ รัฐไม่ใช่แค่ผู้ควบคุม แต่ต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานอยู่ราว 30,000 หน่วยงาน โดยจะลดลงให้ได้มากที่สุด เบื้องต้นให้แต่ละหน่วยงานไปทบทวนว่าจุดใดลดหรือทดแทนได้ แล้วเสนอมายังสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อทำแผนสรุปต่อไป
ปกรณ์กล่าวด้วยว่า รัฐบาลตั้งเป้าลดงบรายจ่ายประจำจาก 70% ให้เหลือไม่เกิน 30% หากไม่ทำวันนี้ ในอนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน จึงต้องยอมรับความจริงและแก้ไข โดยคาดว่าการดำเนินการทั้งหมดจะเห็นผลภายใน 8 ปี เนื่องจากระยะเวลา 4 ปี อาจไม่เพียงพอ


