ภายหลังปรากฏข่าวการตรวจสอบทุจริตในกระบวนการสอบแข่งขันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งนำไปสู่การเพิกถอนรายชื่อผู้สอบผ่านกว่า 3,000 รายชื่อ
วันนี้ (1 กันยายน) ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการตรวจสอบที่อาจยังไม่สามารถตอบคำถามสำคัญของสังคมได้ โดยเฉพาะการตามหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการและเส้นทางการเงิน
ภคมน ได้แสดงความกังวลถึงกรณีที่ อปท. บางแห่ง อาจอาศัยช่องว่างนำบุคคลที่ถูกเพิกถอนรายชื่อกลับเข้าทำงานในรูปแบบของการจ้างเหมา ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ถือเป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริตซ้ำซ้อน สังคมย่อมตั้งคำถามว่า เงินที่บุคคลเหล่านี้จ่ายไปก่อนหน้านี้ถูกนำไปทำอะไร และการกลับมาจ้างด้วยเงินหลวงมีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่
พร้อมกันนี้ ได้ตั้งคำถามถึงความศักดิ์สิทธิ์ ของมาตรการจากส่วนกลาง ว่าหนังสือที่ส่งไปยัง อปท. เป็นเพียงการขอความร่วมมือ หรือมีผลผูกพันทางกฎหมายและวินัยอย่างแท้จริง เนื่องจากนายก อปท. แต่ละแห่งไม่ได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงต้องมีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ตรวจสอบหากเกิดการฝ่าฝืน
สำหรับกระแสข่าวที่เตรียมจะจัดสอบใหม่ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ เพื่อทดแทนรายชื่อที่ถูกเพิกถอน โดยมีการติดต่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้เป็นผู้จัดสอบ นางสาวภคมนเน้นย้ำว่า กระบวนการคัดเลือกมหาวิทยาลัยต้องมีความโปร่งใส และต้องมีหลักประกันให้สังคมมั่นใจว่าจะไม่มีการกำหนดตัวบุคคลหรือผลสอบไว้ล่วงหน้าอีก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่สูญเสียไปจากระบบเดิม
ประเด็นสำคัญที่ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ เน้นย้ำ คือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่าได้ดำเนินการในส่วนของตนเองเสร็จสิ้นภารกิจ หรือ ปิดจ๊อบ ไปแล้ว โดยมองว่าการเพิกถอนรายชื่อไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของการตรวจสอบ การทุจริตระดับโครงสร้างเช่นนี้ต้องสาวไปตามเส้นทางการเงินให้ชัดเจน
“จากข้อมูลที่ได้รับ มีพยานบางรายนำหลักฐานการติดต่อกับบุคคลทางการเมืองส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง ถ้ามีพยานหลักฐานไปถึงนักการเมืองก็ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่รีบด่วนสรุปว่าไปไม่ถึง ประชาชนมีสิทธิที่จะตั้งคำถามว่า กระบวนการใหญ่ขนาดนี้ ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง และเงินไปถึงใคร” ภคมน กล่าว
ภคมนได้เรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการคุ้มครองพยานที่รัดกุม เพื่อจูงใจให้ผู้ที่มีข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งกล้าออกมาให้ข้อเท็จจริง พร้อมย้ำเตือนถึงผลกระทบทางสังคมว่า การทุจริตในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขโมยเงินหลวง แต่มันคือการขโมยอนาคตของคน ที่ตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมสอบมาทั้งชีวิตเพื่อหวังเข้าสู่ระบบราชการอย่างสุจริต
“เรื่องนี้ไม่ควรจบแค่การเพิกถอนรายชื่อ ไม่ควรจบแค่การสอบใหม่ และไม่ควรจบแค่การจับคนที่อยู่ปลายทาง เราต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนสร้างระบบนี้ขึ้นมา ใครเป็นคนได้ประโยชน์ และเงินที่ประชาชนถูกเรียกเก็บไปสุดท้ายแล้วไปอยู่ที่ไหน เพราะประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน” ภคมน กล่าว


