×

จับตาพรรคกล้าธรรมเปลี่ยนขั้ว พิพัฒน์ โนคอมเมนต์ ส่วนภราดร ย้ำรัฐบาลบริหาร 300 เสียงได้

โดย THE STANDARD TEAM
22.09.2026
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (22 กันยายน) สืบเนื่องจาก พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า ได้ปรับโครงสร้างวิปฝ่ายค้านใหม่ โดยให้พรรคกล้าธรรมพ้นจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน

 

หลัง สส. กล้าธรรมลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 สวนทางกับมติวิปฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

 

พริษฐ์ระบุว่า โครงสร้างวิปฝ่ายค้านชุดใหม่จะประกอบด้วย 5 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทยรวมพลัง พร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือเพื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีโดยเร็ว ขณะเดียวกันยังยืนยันว่าจะประสานงานกับพรรคกล้าธรรมในประเด็นสิทธิของ สส. ในสภา เนื่องจากพรรคมี สส. 58 คน แม้จะไม่ได้อยู่ในโครงสร้างวิปฝ่ายค้านแล้วก็ตาม

 

ขณะที่ท่าทีของแกนนำรัฐบาลนั้น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมถอนตัวจากฝ่ายค้าน และส่งสัญญาณจะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า ต้องถามอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตนไม่สามารถชี้แจงหรือแถลงข่าวเรื่องดังกล่าวได้

 

เมื่อถามว่า หากมีสัญญาณเช่นนี้ ในทางการเมืองมีแนวโน้มที่พรรคกล้าธรรมจะมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ พิพัฒน์กล่าวว่า ยังไม่มีข้อสั่งการหรือดำริจากอนุทิน

 

เมื่อถามว่า ในฐานะที่มีประสบการณ์ทางการเมือง คิดว่ารัฐบาลที่มีเสียงขณะนี้จำเป็นต้องดึงพรรคกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ พิพัฒน์กล่าวว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน รัฐบาลทำงานมาได้ประมาณ 6 เดือน รายละเอียดขอให้ผู้บริหารพรรคหรือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนตนไม่ได้เป็นผู้บริหารพรรค

 

ส่วนสถานการณ์ภายในพรรคภูมิใจไทยยังรักกันดีอยู่หรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่าพรรคเกิดความแตกแยกอีกครั้ง พิพัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้ทุกคนยังทำงานร่วมกันด้วยดี สิ่งที่เป็นข้อขัดแย้งทุกอย่างเดินไปได้สบายๆ ไม่ได้มีอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหาในการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมือง ทุกอย่างผู้ใหญ่ก็พูดคุยกันตลอดเวลา

 

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่มีข่าวว่าพรรคฝ่ายค้านจะมาร่วมรัฐบาลตลอด พิพัฒน์กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของการเมือง เพราะในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่ละรัฐบาล ทุกพรรคการเมืองที่อาสาเสนอเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ การตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาและรณรงค์หาเสียง ล้วนแต่จะเสนอนโยบายของพรรคตัวเองเพื่อช่วยแก้ปัญหาของประเทศ

 

จึงเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการพูดคุยหารือกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งไม่จำเป็นว่ารัฐบาลจะหารือเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ที่เราหารือกันเป็นปกติทุกสัปดาห์ทุกวันอยู่แล้ว แต่อะไรที่พรรคฝ่ายค้านนำเสนอมาเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยและคนไทย เราก็จะรับข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้เพื่อมาปรับแก้ เพื่อนำพาประเทศชาติไปสู่สถานะที่พัฒนาหรือเศรษฐกิจที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

ส่วนความเป็นไปได้ที่พรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล หลังมีข่าวออกมาต่อเนื่อง พิพัฒน์กล่าวว่า ไม่ขอออกความเห็น

 

ส่วน ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้สอบถามอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรคกล้าธรรมว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร โดยหลักแล้วตนขอไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะไม่ต้องการก้าวก่ายในส่วนของอีกฝ่าย

 

เมื่อถามว่า ขณะนี้เสียงของรัฐบาลจำเป็นต้องมี สส. เข้ามาเพิ่มหรือไม่ ภราดรกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลบริหารงานอยู่ที่ 300 เสียง โดยนับสัดส่วนรัฐบาลที่ 300 เสียง และที่ผ่านมาได้ดำเนินงานมาด้วยดี

 

ภราดรกล่าวต่อว่า สำหรับพรรคการเมืองที่ไม่ได้สังกัดฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ตามหลักการแล้ว หากพรรคใดไม่ได้ร่วมรัฐบาล ก็ต้องอยู่ในฝ่ายค้านโดยอัตโนมัติ เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่ได้มีการตกลงกันเหมือนการจัดตั้งรัฐบาล

 

“ถึงได้บอกว่า การไปตัดสิทธิ์ความเป็นฝ่ายค้านโดยแกนนำฝ่ายค้านแบบนี้ ใช้สิทธิ์อะไรไปตัดสิทธิ์คนอื่น” ภราดรกล่าว

 

ภราดรกล่าวว่า การลงมติใดๆ ที่ไม่เหมือนกับฝ่ายค้าน ถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. ที่สามารถดำเนินการได้ และตนไม่ได้เป็นการแก้ตัวให้พรรคกล้าธรรม เพราะจะเห็นว่าบางเรื่องพรรคกล้าธรรมลงมติตรงข้ามกับรัฐบาล บางเรื่องงดออกเสียง และบางเรื่องลงมติไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละพรรคการเมืองที่จะพิจารณาว่าเรื่องต่างๆ จะลงมติอย่างไร

 

ส่วนกรณีการจัดสรรเวลาอภิปรายหลังจากนี้ ภราดรกล่าวว่า ต้องพิจารณาตามสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน แล้วนำมาคำนวณสัดส่วนเวลาว่า สส. 1 คนจะได้รับเวลาเท่าใด พรรคใดมีสมาชิกเท่าใดก็คูณตามจำนวนสมาชิก เพราะสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือของรัฐบาล แต่เป็นของสมาชิกทั้ง 500 คน และทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน

 

เมื่อถามว่า หากพรรคกล้าธรรมไม่ได้เป็นฝ่ายค้านแล้ว จะขอเวลาอภิปรายจากฝ่ายใด ภราดรกล่าวว่า จะให้มากินเวลาของรัฐบาลก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน หากมีฝ่ายค้านอิสระเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งกลุ่มประมาณ 50-60 คน หากจะให้เกิดความเป็นธรรม ก็ต้องนำมาหารสัดส่วนกันให้ชัดเจน

 

ส่วนกรณีมีแนวโน้มว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ภราดรกล่าวว่า ยังไม่ทราบ และย้ำว่ายังไม่ได้พูดคุยกับอรรถกร รวมถึงไม่ทราบว่าหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและหัวหน้าพรรคกล้าธรรมได้มีการเจรจา ตกลง หรือพูดคุยกันหรือไม่

 

เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลที่มี 300 เสียงเพียงพอแล้วหรือไม่ ภราดรกล่าวว่า ที่ผ่านมาก็บริหารงานกันอยู่ที่ 300 เสียงแล้ว


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories