พรรคประชาชนได้นัดหมายคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) เข้าประชุมร่วมกันเป็นนัดแรกที่อาคารรัฐสภา พร้อมแถลงข่าวเปิดตัวต่อสื่อมวลชน โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน นั่งเป็นประธาน และระบุว่า ครั้งนี้ถือเป็นการประชุมนัดที่ 0 เพื่อออกแบบกระบวนการทำงานภายในทีมและกำหนดกลไกการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ
ประเด็นสำคัญ
เขากล่าวว่า เป้าหมายของ ครม. เงา พรรคประชาชน เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด และนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายที่ดีกว่าให้กับสังคมไทย ภายหลังประเมินว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทำให้เกิดความถดถอยทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ระบบนิติรัฐ นิติธรรม และความหวังของประชาชน
ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ย้ำว่า กลไก ครม. เงา เป็นการรับวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภามาจากต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ
การทำงานของ ครม. เงาจะมีการประชุมติดตามการทำงานของรัฐบาลทุกสัปดาห์ และสื่อสารกับสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ โดยแบ่งกลุ่มการทำงานออกเป็น 4 เสาหลัก นำโดยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีของพรรค ได้แก่
- วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านเศรษฐกิจ
- ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลการปฏิรูปรัฐ
- เดชรัต สุขกำเนิด ที่ปรึกษาพรรคประชาชน ดูแลเรื่องคุณภาพชีวิต
- พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ดูแลความมั่นคงใหม่
โดย ครม. เงา จะทำงานร่วมกับคณะทำงานและ สส. ภายหลังการประชุมครั้งนี้ ได้กำหนด 4 วาระเร่งด่วนที่จะติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงหนึ่งเดือนต่อจากนี้ ประกอบด้วย มาตรการเศรษฐกิจไทยช่วยไทยพลัส การจัดการค่าไฟฟ้า โครงการแลนด์บริดจ์ และการผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาดและพระราชบัญญัติ PRTR
มาตรการช่วยเหลือตกหล่น-สุ่มแจก
ในประเด็นมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล ระบุว่า คณะรัฐมนตรีนัดพิเศษมีการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานเพียง 3,000 ล้านบาท ซึ่งมีความล่าช้า ไม่ได้สัดส่วน และมีกลุ่มเกษตรกร ประมง และขนส่งตกหล่นอยู่มาก
โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือค่าขนส่งที่อุดหนุนน้ำมันลิตรละ 2 บาท มีปัญหาการลงทะเบียนที่ยุ่งยากซ้ำซ้อน สำหรับมาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่รัฐบาลเตรียมออกมาใหม่ ซึ่งประกอบด้วยโครงการร่วมจ่ายในสัดส่วน 60:40 และการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 100 บาทเป็น 1,000 บาทต่อเดือนนั้น
ศิริกัญญามองว่ารูปแบบร่วมจ่ายมีลักษณะเป็นการแจกแบบสุ่มหรือใครลงทะเบียนก่อนได้ก่อน ทำให้กลุ่มเปราะบางที่สมควรได้รับการเยียวยาอาจตกหล่น โดยเสนอว่ารัฐบาลควรใช้วิธีแจกแบบมุ่งเป้า หรือใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 1-2 บาท ซึ่งจะช่วยเหลือประชาชนในภาพกว้างและลดต้นทุนราคาสินค้าได้ตรงจุดกว่า
ศิริกัญญายังประเมินถึงแหล่งที่มาของงบประมาณ 136,000 ล้านบาทที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีงบกลางกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเหลืออยู่ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท แม้จะรวมกับงบสำรองฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาทก็เพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการได้เพียงเดือนเดียว ขณะที่ พ.ร.บ. โอนงบประมาณต้องใช้เวลาถึงปลายเดือนกรกฎาคม และงบประมาณปี 2570 จะเริ่มใช้ได้ในเดือนตุลาคม จึงคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะต้องออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อนำมาแจกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้อย่างแน่นอน
หวั่นแลนด์บริดจ์ซ้ำรอยโครงการรถไฟฟ้า 3 สนามบิน
ด้านโครงการแลนด์บริดจ์ ศิริกัญญาได้ตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลการประเมินความคุ้มค่าของโครงการโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งพบว่าความคุ้มค่าทั้งโครงการมีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ร้อยละ 8 และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็นบวก
แต่เมื่อประเมินในส่วนของภาคเอกชนพบว่าอัตราผลตอบแทนลดลงเหลือร้อยละ 5 และมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่จูงใจให้เอกชนรายใดเข้ามาลงทุนแบบ 100% ตามที่รัฐบาลกำหนด จึงมีความกังวลว่าหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการ อาจเกิดเหตุการณ์ประมูลไปก่อนแล้วแก้ไขสัญญาในภายหลังเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชน
คล้ายกับกรณีโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบินและโครงการประมูลร้านค้าปลอดอากรของการท่าอากาศยาน ซึ่งจะสร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้เข้าร่วมประมูลรายอื่น รวมถึงโครงการนี้ยังมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อหมู่เกาะพยาม หมู่เกาะสุรินทร์ เกษตรกร และภาคประมงที่รัฐบาลยังไม่ได้ให้ความชัดเจน
ชี้รัฐบาลอย่าแก้ค่าไฟแพงแบบฉาบฉวย
สำหรับนโยบายด้านพลังงาน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงที่ต้นตอ แทนการดำเนินมาตรการที่ผลักภาระกลับมาให้ประชาชนช่วยเหลือกันเอง โดยเรียกร้องให้ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีความชัดเจนในมาตรการบริหารจัดการ และแสดงความกล้าหาญในการเจรจาลดค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ของโรงไฟฟ้าเอกชน รวมถึงทลายเพดานโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน
วีระยุทธยังระบุถึงเกณฑ์การพิจารณาผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย ว่ารัฐบาลไม่ควรมองว่าเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสิ้นเปลือง เนื่องจากมีประชาชนครอบครัวใหญ่และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวนมากที่ใช้ที่พักอาศัยเป็นสถานประกอบการ ซึ่งกำลังเผชิญภาวะกำลังซื้อถดถอยและต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ เนื่องจากมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูงหลักแสนบาท
เร่งรัด ครม. เดินหน้ากฎหมายอากาศสะอาดให้ทัน 12 พ.ค.
ในส่วนของประเด็นสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต เดชรัต สุขกำเนิด กล่าวถึงวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในปีนี้ว่ามีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 5 ปี โดยหลายพื้นที่มีค่าเฉลี่ยระดับสีแดงเกือบตลอดทั้งเดือน สะท้อนถึงข้อจำกัดในการบริหารจัดการของรัฐบาล ปัจจุบันมีร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา และร่าง พ.ร.บ. การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) ที่รอการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร
เดชรัตย้ำว่า กฎหมายทั้งสองฉบับนี้มีความสำคัญในการให้อำนาจรัฐจัดการปัญหาฝุ่นและการเปิดเผยข้อมูลสารเคมีมลพิษ แต่กระบวนการทางกฎหมายจะสะดุดลงหาก ครม. ไม่ให้การยืนยันภายในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ หรือภายในระยะเวลาอีก 2 สัปดาห์
พรรคประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่ามีแรงกดดันจากฝ่ายใดที่ทำให้กฎหมายภาคประชาชนไม่สามารถเดินหน้าได้หรือไม่ พร้อมกันนี้ยังเสนอให้รัฐบาลดำเนินการควบคู่กับมาตรการอื่น เช่น การประกาศเขตควบคุมมลพิษในภาคเหนือตอนบน การจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการเผา และการแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างเป็นรูปธรรม














