×

‘ครม. เงา สีส้ม’ ประชุมนัดแรก มุ่งเติมหวังให้ประชาชน และตีแผ่รัฐบาลจริง ตัดสินใจเอื้อกลุ่มใดหรือไม่

โดย THE STANDARD TEAM
29.04.2026
ภาพคณะรัฐมนตรีเงา 'สีส้ม' นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และแกนนำพรรคประชาชน กำลังประชุมนัดแรกที่อาคารรัฐสภา

พรรคประชาชนได้นัดหมายคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) เข้าประชุมร่วมกันเป็นนัดแรกที่อาคารรัฐสภา พร้อมแถลงข่าวเปิดตัวต่อสื่อมวลชน โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน นั่งเป็นประธาน และระบุว่า ครั้งนี้ถือเป็นการประชุมนัดที่ 0 เพื่อออกแบบกระบวนการทำงานภายในทีมและกำหนดกลไกการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ

 

 
 

เขากล่าวว่า เป้าหมายของ ครม. เงา พรรคประชาชน เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด และนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายที่ดีกว่าให้กับสังคมไทย ภายหลังประเมินว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทำให้เกิดความถดถอยทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ระบบนิติรัฐ นิติธรรม และความหวังของประชาชน

 

ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ย้ำว่า กลไก ครม. เงา เป็นการรับวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภามาจากต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ

 

การทำงานของ ครม. เงาจะมีการประชุมติดตามการทำงานของรัฐบาลทุกสัปดาห์ และสื่อสารกับสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ โดยแบ่งกลุ่มการทำงานออกเป็น 4 เสาหลัก นำโดยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีของพรรค ได้แก่

 

  • วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านเศรษฐกิจ
  • ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลการปฏิรูปรัฐ
  • เดชรัต สุขกำเนิด ที่ปรึกษาพรรคประชาชน ดูแลเรื่องคุณภาพชีวิต
  • พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ดูแลความมั่นคงใหม่

 

โดย ครม. เงา จะทำงานร่วมกับคณะทำงานและ สส. ภายหลังการประชุมครั้งนี้ ได้กำหนด 4 วาระเร่งด่วนที่จะติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงหนึ่งเดือนต่อจากนี้ ประกอบด้วย มาตรการเศรษฐกิจไทยช่วยไทยพลัส การจัดการค่าไฟฟ้า โครงการแลนด์บริดจ์ และการผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาดและพระราชบัญญัติ PRTR

 

มาตรการช่วยเหลือตกหล่น-สุ่มแจก

 

ในประเด็นมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล ระบุว่า คณะรัฐมนตรีนัดพิเศษมีการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานเพียง 3,000 ล้านบาท ซึ่งมีความล่าช้า ไม่ได้สัดส่วน และมีกลุ่มเกษตรกร ประมง และขนส่งตกหล่นอยู่มาก

 

โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือค่าขนส่งที่อุดหนุนน้ำมันลิตรละ 2 บาท มีปัญหาการลงทะเบียนที่ยุ่งยากซ้ำซ้อน สำหรับมาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่รัฐบาลเตรียมออกมาใหม่ ซึ่งประกอบด้วยโครงการร่วมจ่ายในสัดส่วน 60:40 และการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 100 บาทเป็น 1,000 บาทต่อเดือนนั้น

 

ศิริกัญญามองว่ารูปแบบร่วมจ่ายมีลักษณะเป็นการแจกแบบสุ่มหรือใครลงทะเบียนก่อนได้ก่อน ทำให้กลุ่มเปราะบางที่สมควรได้รับการเยียวยาอาจตกหล่น โดยเสนอว่ารัฐบาลควรใช้วิธีแจกแบบมุ่งเป้า หรือใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 1-2 บาท ซึ่งจะช่วยเหลือประชาชนในภาพกว้างและลดต้นทุนราคาสินค้าได้ตรงจุดกว่า

 

ศิริกัญญายังประเมินถึงแหล่งที่มาของงบประมาณ 136,000 ล้านบาทที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีงบกลางกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเหลืออยู่ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท แม้จะรวมกับงบสำรองฉุกเฉินอีก 50,000 ล้านบาทก็เพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการได้เพียงเดือนเดียว ขณะที่ พ.ร.บ. โอนงบประมาณต้องใช้เวลาถึงปลายเดือนกรกฎาคม และงบประมาณปี 2570 จะเริ่มใช้ได้ในเดือนตุลาคม จึงคาดการณ์ว่ารัฐบาลจะต้องออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อนำมาแจกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้อย่างแน่นอน

 

หวั่นแลนด์บริดจ์ซ้ำรอยโครงการรถไฟฟ้า 3 สนามบิน

 

ด้านโครงการแลนด์บริดจ์ ศิริกัญญาได้ตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลการประเมินความคุ้มค่าของโครงการโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งพบว่าความคุ้มค่าทั้งโครงการมีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ร้อยละ 8 และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็นบวก

 

แต่เมื่อประเมินในส่วนของภาคเอกชนพบว่าอัตราผลตอบแทนลดลงเหลือร้อยละ 5 และมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่จูงใจให้เอกชนรายใดเข้ามาลงทุนแบบ 100% ตามที่รัฐบาลกำหนด จึงมีความกังวลว่าหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าโครงการ อาจเกิดเหตุการณ์ประมูลไปก่อนแล้วแก้ไขสัญญาในภายหลังเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชน

 

คล้ายกับกรณีโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสามสนามบินและโครงการประมูลร้านค้าปลอดอากรของการท่าอากาศยาน ซึ่งจะสร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้เข้าร่วมประมูลรายอื่น รวมถึงโครงการนี้ยังมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อหมู่เกาะพยาม หมู่เกาะสุรินทร์ เกษตรกร และภาคประมงที่รัฐบาลยังไม่ได้ให้ความชัดเจน

 

ชี้รัฐบาลอย่าแก้ค่าไฟแพงแบบฉาบฉวย

 

สำหรับนโยบายด้านพลังงาน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงที่ต้นตอ แทนการดำเนินมาตรการที่ผลักภาระกลับมาให้ประชาชนช่วยเหลือกันเอง โดยเรียกร้องให้ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีความชัดเจนในมาตรการบริหารจัดการ และแสดงความกล้าหาญในการเจรจาลดค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ของโรงไฟฟ้าเอกชน รวมถึงทลายเพดานโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน

 

วีระยุทธยังระบุถึงเกณฑ์การพิจารณาผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย ว่ารัฐบาลไม่ควรมองว่าเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าสิ้นเปลือง เนื่องจากมีประชาชนครอบครัวใหญ่และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวนมากที่ใช้ที่พักอาศัยเป็นสถานประกอบการ ซึ่งกำลังเผชิญภาวะกำลังซื้อถดถอยและต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ เนื่องจากมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูงหลักแสนบาท

 

เร่งรัด ครม. เดินหน้ากฎหมายอากาศสะอาดให้ทัน 12 พ.ค.

 

ในส่วนของประเด็นสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต เดชรัต สุขกำเนิด กล่าวถึงวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในปีนี้ว่ามีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 5 ปี โดยหลายพื้นที่มีค่าเฉลี่ยระดับสีแดงเกือบตลอดทั้งเดือน สะท้อนถึงข้อจำกัดในการบริหารจัดการของรัฐบาล ปัจจุบันมีร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา และร่าง พ.ร.บ. การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR) ที่รอการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร

 

เดชรัตย้ำว่า กฎหมายทั้งสองฉบับนี้มีความสำคัญในการให้อำนาจรัฐจัดการปัญหาฝุ่นและการเปิดเผยข้อมูลสารเคมีมลพิษ แต่กระบวนการทางกฎหมายจะสะดุดลงหาก ครม. ไม่ให้การยืนยันภายในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ หรือภายในระยะเวลาอีก 2 สัปดาห์

 

พรรคประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่ามีแรงกดดันจากฝ่ายใดที่ทำให้กฎหมายภาคประชาชนไม่สามารถเดินหน้าได้หรือไม่ พร้อมกันนี้ยังเสนอให้รัฐบาลดำเนินการควบคู่กับมาตรการอื่น เช่น การประกาศเขตควบคุมมลพิษในภาคเหนือตอนบน การจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการเผา และการแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างเป็นรูปธรรม

 

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา

ครม. เงา


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising