การมองเห็นโอกาสทางธุรกิจบางครั้งเริ่มต้นจากประสบการณ์ที่สั่งสมและการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ‘กิต-ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Nose Tea เป็นหนึ่งในผู้ที่เล็งเห็นช่องว่างของตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยเมื่อย้อนกลับไป 4 ปีที่แล้ว ขณะนั้นตลาดชาชีสยังถือเป็นเรื่องใหม่มากและมีผู้เล่นหลักในตลาดเพียง 1-2 รายเท่านั้น
จากประสบการณ์เดินทางไปทำงานต่างประเทศบ่อยครั้งตลอดหลายปี ภาพของคิวร้านชาชีสที่ยาวเหยียดและไม่เคยลดน้อยลงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ธนกฤตตัดสินใจกระโดดเข้าสู่สมรภูมิเครื่องดื่มที่แข่งขันสูงด้วยวิธีคิดที่เรียบง่าย นั่นคือความตั้งใจที่จะลงมือทำและพร้อมแก้ปัญหาหน้างาน
“เพราะไม่ได้คิดวิเคราะห์จนซับซ้อนเกินไป ทำให้ไม่มีความกลัว แต่เลือกที่จะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่อยากทำ แล้วลงมือทำไปพร้อมกับแก้ปัญหาหน้างาน ดีกว่าศึกษาเยอะจนกลายเป็นความกลัวแล้วไม่ได้ทำ” ธนกฤตบอกเล่าถึงวิธีคิดเบื้องหลังการปลุกปั้นแบรนด์ในวันแรก
จากโปรดักต์เฉพาะกลุ่ม สู่จุดเริ่มต้นของคาแรคเตอร์แบรนด์ที่แตกต่าง
ธนกฤตเล็งเห็นโอกาสจากประสบการณ์เดิมที่เคยปลุกปั้นแบรนด์ลอกสิวเสี้ยนจนมียอดขายระดับล้านชิ้น ความสำเร็จนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเครื่องดื่ม โดยโลโก้รูปจมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ถูกดึงมาทำหน้าที่เป็น ‘Talker’ หรือบรรจุภัณฑ์ที่สามารถสื่อสารและเล่าเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง
การนำฐานแฟนคลับเดิมที่มีความคุ้นเคยกับแบรนด์รูปจมูกอยู่แล้วมาต่อยอด ช่วยลดงบสำหรับการทำการตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งปรกติแล้วการเปิดแบรนด์ให้ต้องใช้งบที่สูงเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ขณะเดียวกันการใช้โลโก้เกียวกันได้สร้างความแปลกใหม่ให้ผู้บริโภครู้สึกสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น สิ่งนี้ช่วยให้ Nose Tea สามารถสร้างตัวตนที่ชัดเจนและก้าวเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ
“เราทำ Packaging สินค้าให้เป็น ‘Shelf Talker’ ถ้าลูกค้าไม่อ่าน เราก็ออกแบบให้มันพูดได้ ซึ่งช่วยเราประหยัดค่า Marketing ไปได้มหาศาล”
การนำโลโก้ที่ประสบความสำเร็จจากตลาดหนึ่งมาข้ามอุตสาหกรรมถือเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความน่าสนใจ ผู้บริโภคเกิดความสงสัยและอยากทดลองว่าแบรนด์ที่คุ้นเคยจะนำเสนอเครื่องดื่มออกมาในรูปแบบใด นับเป็นการใช้ต้นทุนทางแบรนด์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างการรับรู้
เปิดร้านทดลองในทำเลลับ บทพิสูจน์รสชาติที่ลูกค้าพร้อมจ่าย
การข้ามสายมาลุยอุตสาหกรรมใหม่ถือเป็นความท้าทายระดับปราบเซียน ธนกฤตเลือกเปิดร้านทดลองขนาดเล็กไว้ที่หน้าออฟฟิศตัวเองในย่านทาวน์อินทาวน์ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซอย เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานหลังบ้าน, การควบคุมคุณภาพ และรับมือกับการแก้ปัญหารายวันก่อนที่จะเริ่มขยายธุรกิจ
ร้านทดลองแห่งนี้เปิดดำเนินการถึง 6 เดือนเต็ม โดยช่วง 3 เดือนแรก Nose Tea ไม่มีกำไรเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่แบรนด์ต้องการพิสูจน์ให้เร็วที่สุดคือลูกค้ายินดีจ่ายในราคาแก้วละ 120-150 บาทได้หรือไม่ ขณะที่ชานมไข่มุกทั่วไปตามท้องตลาดมีราคาเพียง 90-100 บาทเท่านั้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในซอยลึก การเปิดร้านแล้วรอคอยลูกค้าอย่างไร้จุดหมายย่อมทำให้พนักงานว่างเว้นจากการทำงาน ช่วงแรกจึงยอมทุ่มงบโฆษณาอย่างเต็มที่ โดยเลือกนำรายรับที่ได้มาหมุนเวียนเป็นงบการตลาด แม้จะไม่ได้กำไรแต่ก็พร้อมแลกกับการให้ลูกค้าได้มาสัมผัสรสชาติจริง
การทำการตลาดอย่างหนักเพื่อดึงคนมาลองชิมเริ่มตอบโจทย์อย่างที่ตั้งใจไว้ เมื่อลูกค้าในพื้นที่ได้ลิ้มลองจึงเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังจากมั่นใจในระบบปฏิบัติการและได้รับการตอบรับที่ดี จึงตัดสินใจขยายสาขาเข้าสู่ทำเลใจกลางเมืองอย่างสยามเซ็นเตอร์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น
แนวทางดังกล่าวตอกย้ำวิธีคิดแบบผู้ประกอบการที่เลือกทดลองลงมือทำจริงในสเกลที่ควบคุมได้ ซึ่งสะท้อนความต้องการที่แท้จริงได้ดีกว่าการทำวิจัยเพียงอย่างเดียว เพราะผลวิจัยไม่อาจบอกความรู้สึกของลูกค้าตอนที่ได้สัมผัสเครื่องดื่มของจริง การทดลองทำหน้างานจึงทำให้แบรนด์เห็นผลตอบรับทันทีและได้เรียนรู้ระบบจัดการอย่างแท้จริง
“การทำวิจัยไม่ได้สะท้อน Real Demand เสมอไป สู้เปิดร้านแล้วทดลองตลาดเลยดีกว่า แต่ต้องทดลองในพื้นที่ที่เราควบคุมได้” นี่คือมุมมองของผู้ร่วมก่อตั้ง Nose Tea
ยกระดับมูลค่าด้วยความพรีเมียม สู่การสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการ
จุดเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญของ Nose Tea คือคาแรคเตอร์ของชีสที่มีความ ‘เค็มปลาย’ เมื่อนำมาดื่มคู่กับเครื่องดื่มแบบไล่เลเยอร์ ความเค็มจะช่วยตัดความหวาน ทำให้ความสมดุลของรสชาติออกมานัวพอดี การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีช่วยยกระดับมูลค่าของแบรนด์และทำให้ลูกค้ายินดีที่จะจ่าย

ต้นทุนและคุณภาพของวัตถุดิบที่สูงยังเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ไม่ให้คู่แข่งในตลาดแมสลอกเลียนแบบรสชาติหรือลงมาแข่งขันด้านราคาได้โดยง่าย รวมถึงการรักษาจุดยืนที่แข็งแกร่งของแบรนด์ที่ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสเครื่องดื่มชั่วคราว
ในขณะที่เทรนด์เครื่องดื่มอย่างชาไทยหรือมัทฉะได้รับความนิยมจนกลายเป็นเมนูทางเลือกใหม่ในหลายพื้นที่เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค Nose Tea เลือกที่จะไม่กระโดดร่วมวงในสมรภูมินั้น แต่ขอมุ่งมั่นรักษาจุดเด่นและพัฒนาความแข็งแกร่งในเส้นทางของตัวเองต่อไป
“เราเลือกที่จะใช้กระแสชาชีสมาปักหมุดบุกเบิกตลาดและสร้างให้เกิดเป็น ‘New Category’ ที่ยั่งยืน เราไม่อยากเป็นเพียงสินค้าตามฤดูกาลที่พอทำตามกระแสแล้วก็หายไป” ธนกฤตกล่าวถึงมุมมองการเป็นผู้สร้างหมวดหมู่ใหม่ที่ชัดเจน
ความแน่วแน่ในเส้นทางที่เลือกเดินทำให้ Nose Tea ก้าวข้ามข้อจำกัดของการเป็นแบรนด์ที่เติบโตเพียงตามกระแส การมุ่งมั่นพัฒนาโปรดักต์หลักอย่างจริงจังช่วยสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น และเป็นรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง
ปัจจุบัน Nose Tea ได้เปลี่ยนมุมมองจากการเป็นร้านชาชีสสู่การเป็น ‘ร้านชีสที่ขายชา’ เนื่องจากยอดขายกว่าร้อยละ 70 ถึง 80 มาจากผลิตภัณฑ์ที่มีชีสเป็นส่วนประกอบหลัก ความหนักแน่นนี้ทำให้แบรนด์ก้าวขึ้นเป็นท็อปออฟมายด์ในใจผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
Nose Tea วางเป้าหมายที่อยากจะเป็นหนึ่งในบรรทัดฐานของตลาด ที่หากมีผลิตภัณฑ์ชาชีสตัวใหม่เกิดขึ้นในตลาด ก็จะต้องถูกนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานของแบรนด์ การรักษาคุณภาพให้คงที่จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ผู้บริหารให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียดการผลิต
ถอดบทเรียน Share of Throat กลยุทธ์แตกแบรนด์รับเทรนด์สุขภาพ
เมื่อธุรกิจเดินทางมาถึงจุดที่ต้องการสร้างการเติบโตอย่างจริงจัง การเข้าโครงการ LEAD ของกลุ่มเซ็นทรัลกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ธนกฤตเล่าว่าบทเรียนสำคัญที่ได้รับคือการทำความเข้าใจเรื่อง ‘ส่วนแบ่งการดื่มของลูกค้า (Share of Throat)’ และการค้นหาเส้นทางการเติบโตใหม่ (New S-Curve)

สำหรับลูกค้าหลายคนเครื่องดื่มชาชีสอาจไม่สามารถบริโภคได้ทุกวัน แต่จะเลือกบริโภคในวันพิเศษเพื่อตามใจตนเอง หาก Nose Tea พยายามผลักดันให้ลูกค้ากินทุกวันผ่านการอัดโปรโมชันอย่างหนัก อาจทำให้ภาพลักษณ์และมูลค่าของแบรนด์ตกลง ซึ่งถือเป็นการทำโปรโมชันที่ผิดวิธี
การพยายามนำสินค้าทุกประเภทเข้าไปรวมในแบรนด์เดียวอาจทำให้แบรนด์สูญเสียตัวตนและความชัดเจน Nose Tea จึงเลือกใช้กลยุทธ์แตกแบรนด์ใหม่เพื่อเพิ่มความถี่ในการบริโภคของลูกค้าในหลากหลายโอกาส และช่วยรักษาความแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด
ในโครงการ LEAD 7 ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2568 ที่ผ่านมา Nose Tea ได้นำโปรเจกต์ใหม่ไปทดลองเปิด Pop up Event ที่ศูนย์การค้าอีสต์วิลล์เป็นเวลา 7 วันเต็ม เพื่อตอบรับกับเทรนด์สุขภาพในปัจจุบันที่ผู้บริโภคมองว่า Health is Wealth คือสิ่งสำคัญ การเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการดูแลสุขภาพซึ่งปกติไม่ได้บริโภคชาชีสจึงเริ่มต้นขึ้น
แบรนด์ใหม่นี้ถูกพัฒนาโดยลดระดับน้ำตาลและไม่มีส่วนผสมของชีสหนักๆ ผลตอบรับเหนือความคาดหมายเมื่อลูกค้าที่มาลองชิมในวันแรกกลับมาซื้อซ้ำทุกวันจนเกิดเสียงเรียกร้องให้มาเปิดสาขาถาวร ทำให้ Nose Tea มั่นใจในศักยภาพของแบรนด์ใหม่ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ


ติดปีกธุรกิจด้วยพันธมิตรอย่าง ‘เซ็นทรัลพัฒนา’
เมื่อ Nose Tea ต้องการสเกลธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด การเข้าใจช่องว่างการตลาดและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า และการหาทำเลที่ตั้งศักยภาพสูงจึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ LEAD ทำให้แบรนด์ได้เข้าใจธุรกิจรีเทลลึกยิ่งขึ้นและ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เปิดมุมมองมองการเติบโตแบบ Fast-paced retail ด้วยการทำงานแบบ Business Partner ที่ Co Development ร่วมกัน ทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ศักยภาพได้ตรงจุดมากขึ้น
การพูดคุยแผนงานภาพรวมและการได้รับการจับคู่ลงทำเลศูนย์การค้าที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็วเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ในปีที่ผ่านมา Nose Tea ปิดยอดขายไปที่ประมาณ 520 ล้านบาทจาก 40 สาขา และสำหรับปีนี้ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มอีก 15 แห่ง
เป้าหมายยอดขายปีนี้ถูกตั้งไว้ที่ 700 ล้านบาท โดยเตรียมเปิดตัวและดูแลแบรนด์ในเครือรวม 4 แบรนด์ในหมวดเครื่องดื่ม กลยุทธ์การขยายตัวแบบแตกแบรนด์ย่อยนี้ทำให้บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถพายอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาทได้ในอนาคต จุดยืนที่ชัดเจนอีกเรื่องคือการไม่ขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์เพื่อควบคุมคุณภาพมาตรฐานให้เป็นไปตามที่ Nose Tea กำหนดเท่านั้น
การทำคอลแลปส์กับพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมที่คาดไม่ถึงอย่างภาพยนตร์ผีหรือเครื่องสำอางกลายเป็นอีกหนึ่งสีสัน เกณฑ์สำคัญในการเลือกร่วมงานคือความพร้อมที่จะสนุกและฉีกออกจากกรอบเดิมๆ เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ตลาด
“หากแบรนด์ใหญ่ติดต่อเข้ามาเพียงเพื่อให้แจกสินค้าธรรมดา ทางบริษัทจะปฏิเสธ เพราะมองว่าการทำแคมเปญร่วมกันต้องสร้างสรรค์ให้เกิดผลลัพธ์ที่มากกว่าแค่ 1+1” ธนกฤตอธิบายถึงเกณฑ์การทำงานร่วมกับพันธมิตร
เมื่อขยายธุรกิจจนมีพนักงานถึง 400 คน ความท้าทายเปลี่ยนไปเป็นเรื่องระบบหลังบ้านและการบริหารคน หัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จคือปรัชญา Customer-centric ที่ให้ความสำคัญกับการทดสอบรสชาติร่วมกับลูกค้า พร้อมรับฟังเสียงตอบรับเพื่อนำมาปรับปรุงอย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกันเมื่อองค์กรขยายตัวจนมีพนักงานแตะระดับ 400 คน ความท้าทายจะเปลี่ยนผ่านจากเรื่องโปรดักต์ไปสู่ระบบการทำงานหลังบ้าน การควบคุมคุณภาพสินค้าทุกแก้วให้ได้มาตรฐาน และที่สำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการบุคลากรจำนวนมาก
การดึงคนเก่งจากองค์กรระดับสากลมาช่วยวางระบบเป็นสิ่งจำเป็น ผู้บริหารเองก็ต้องศึกษาด้านจิตวิทยาเพิ่มเติมเพื่อบริหารคนทำงานที่มีช่วงวัยหลากหลายให้สามารถทำงานร่วมกันและสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับองค์กรได้อย่างราบรื่น
ปรัชญา ‘Customer-centric’ คือเสาหลักที่ทำให้แบรนด์ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ทุกกระบวนการให้ความสำคัญกับการทดสอบรสชาติร่วมกับลูกค้า พร้อมรับฟังฟีดแบคอย่างตั้งใจ และหากสิ่งไหนไม่เวิร์คก็จะนำมาปรับปรุงแก้ไขในทันที รวมถึงการเรียนรู้ เติม Skill ใหม่ๆ

กฎเหล็กคนทำธุรกิจ และโอกาสติดปีกโตจริงกับ LEAD
ก่อนก้าวไปสู่การสเกลธุรกิจให้เติบโต สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดในเฟสแรกคือโปรดักต์ที่ต้องมีความเจ๋งและดีพอที่จะขายตัวเองได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นตั้งธุรกิจ ธนกฤตแนะนำว่า สิ่งแรกที่ควรให้ความสำคัญคือการมองหาช่องว่างทางการตลาดให้เจอ เมื่อมองเห็นโอกาสแล้วต้องเริ่มต้นลงมือทำทันที
สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่คือเมื่อคิดหรือศึกษาเยอะจนเกินไป สุดท้ายจะกลายเป็นความกลัวจนไม่ได้ลงมือทำ ในช่วงเริ่มต้นธนกฤตเองก็ไม่ได้มีความรู้เยอะมากนัก แต่ตัดสินใจเลือกลงมือทำไปพร้อมกับเรียนรู้และแก้ปัญหาหน้างานตามแนวทางลงมือทำไปเรียนรู้ไป
“กฎข้อแรกสำหรับผู้เริ่มต้นคืออย่าคิดเยอะและอย่ากลัว เตรียมความพร้อมเบื้องต้นแล้วลงมือทำเลย การมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้เราไม่หยุดพัฒนาตัวเอง และเป็นการพาตลาดให้เติบโตไปด้วยกัน” ธนกฤตฝากคำแนะนำทิ้งท้ายถึงผู้ประกอบการ
ความสำเร็จของ Nose Tea ที่สามารถสเกลธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ เป็นภาพสะท้อนชัดเจนถึงผลลัพธ์จากการเข้าร่วมโครงการระดับแนวหน้าอย่าง LEAD ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของผู้อยู่เบื้องหลังหลักสูตรที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการรีเทลไทย

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา Chief Marketing Officer บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “หลักสูตร ‘LEAD by Central Pattana’ เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เป็นหลักสูตรรีเทลอันดับหนึ่งของไทย สร้างความสำเร็จจริงให้ผู้เรียนทั้ง 7 รุ่นรวมกว่า 220 ราย และขยายธุรกิจไปกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลไปแล้วมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์”
“การให้คำแนะนำในการทำ ‘360 Business Health Check’ ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์ เข้าใจ ‘Competitive Edge’ ของธุรกิจ และสามารถนำไปต่อยอดสู่โอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืนได้จริง” ดร.ณัฐกิตติ์ อธิบายเสริมถึงหัวใจสำคัญของหลักสูตร ซึ่งหลักสูตรนี้เป็นหนึ่งใน Total Business Solutions สำหรับ Tenant Partners ของเซ็นทรัลพัฒนา ผ่านการดูแลจากทีมงาน B2B Marketing ที่มีประสบการณ์ และช่วยสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจของ Tenants มากยิ่งขึ้น
ทางด้าน ผศ.ปิติพีร์ รวมเมฆ CEO และ Founder Aimbition corp ผู้ออกแบบหลักสูตร ให้มุมมองว่า “LEAD ช่วยสร้าง ‘Business Model’ ที่แข็งแกร่ง เสริมศักยภาพธุรกิจและเติบโตอย่างมีกลยุทธ์ ทำให้ผู้เรียนวางโครงสร้างธุรกิจได้อย่างมีระบบ”

“หลักสูตรนี้คือ ‘Fast Track’ ที่ทำให้ผู้เรียนขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วจากการได้ลงมือทำ ‘Sandbox Workshop’ ที่ให้ทุกคนได้ทดลองทำจริง เห็นผลทันที เอาชนะความท้าทาย สร้างโอกาสและขับเคลื่อนบริษัทให้เติบโตได้อย่างมั่นใจและมั่นคง” ผศ.ปิติพีร์ กล่าวสรุป
สำหรับผู้ประกอบการที่อยากปลดล็อกศักยภาพและพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้า โอกาสสำคัญมาถึงแล้ว บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดรับสมัครหลักสูตร LEAD by Central Pattana รุ่นที่ 8 แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ก้าวสู่ความสำเร็จในระยะยาว
เตรียมตัวมาเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ลงมือทำบนพื้นที่ศักยภาพ และเติบโตไปพร้อมกับ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง บนพื้นที่ศักยภาพของศูนย์การค้าเซ็นทรัล สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 19 เมษายน 2569 ที่ https://bit.ly/4aqrdVN แล้วมาร่วมสร้างตำนานบทใหม่ให้ธุรกิจของคุณกัน!

