×

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan ยิ่งโลกไปไกล เรายิ่งต้องกลับไปหาสิ่งที่เป็นมนุษย์

22.07.2026
  • LOADING...
ภาพ Christopher Nolan ผู้กำกับภาพยนตร์ The Odyssey

 

ในยุคที่ AI สามารถสร้างได้แทบทุกอย่าง Christopher Nolan ยังเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ นั่นคือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

 

ผมเดินทางไปมุมไบ ประเทศอินเดีย เพื่อร่วมงานพรีเมียร์ของ The Odyssey และสัมภาษณ์ Christopher Nolan, Matt Damon และ Tom Holland

 

นอกห้องสัมภาษณ์คือมุมไบ เมืองที่เต็มไปด้วยเสียงรถ ผู้คน ความร้อน และพลังงานที่เคลื่อนไหวไม่หยุด แต่เมื่อประตูห้องปิดลง บรรยากาศกลับนิ่งอย่างประหลาด ทีมงานเตรียมกล้อง เช็กเวลา ก่อนเริ่มนับถอยหลัง

 

“Five, four, three, two, one.”

 

Christopher Nolan นั่งอยู่ตรงหน้าผม

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

ความรู้สึกแรกเมื่อพบเขาตัวจริงคือความนิ่ง สุขุม และบารมีบางอย่างที่สัมผัสได้ทันที เขาแทบไม่ต้องแสดงอำนาจผ่านน้ำเสียงหรือท่าทาง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้สร้างกำแพงระหว่างตัวเองกับคู่สนทนา เขาฟัง มองตา ยิ้ม และตอบทุกคำถามอย่างตั้งใจ

 

แก้ว tumbler ใส่ชาวางอยู่ใกล้ตัว เขายกขึ้นจิบเป็นระยะ ไม่มีท่าทีรีบร้อน แม้ทุกนาทีของบทสนทนาจะถูกจับเวลาไว้อย่างแม่นยำ

 

สำหรับคนทำงานกับเรื่องเล่า ชื่อ Christopher Nolan แทบไม่ต้องการคำอธิบาย เขาคือผู้กำกับไม่กี่คนของยุคที่สามารถยืนอยู่ระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และภาพยนตร์กระแสหลักได้อย่างมั่นคง

 

จาก Memento ที่ทำให้ความทรงจำกลายเป็นโครงสร้างของเรื่อง Inception ที่ซ้อนโลกของความฝัน Interstellar ที่พาผู้ชมออกไปไกลระดับจักรวาลแต่ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกเป็นแรงโน้มถ่วงทางอารมณ์ ไปจนถึง The Dark Knight, Dunkirk, Tenet และ Oppenheimer

 

Nolan สร้างอาชีพจากการผลักขอบเขตของภาพยนตร์ออกไปทุกครั้ง

 

เขาเป็นผู้กำกับประเภทที่หาได้ยากใน Hollywood: ได้รับความนิยมราวกับซูเปอร์สตาร์ ขณะเดียวกันก็มีความทะเยอทะยานทางความคิดในระดับสูง ชื่อของ Nolan บนโปสเตอร์สามารถกลายเป็นจุดขายที่สำคัญกว่ารายชื่อนักแสดง หนังของเขาทดลองกับเวลา โครงสร้าง และการรับรู้ของผู้ชม แต่ยังดึงคนจำนวนมหาศาลเข้าโรงภาพยนตร์ เขาสร้างหนังซับซ้อนโดยไม่ละทิ้งคนดู และสร้างภาพยนตร์เชิงพาณิชย์โดยไม่ลดทอนวิสัยทัศน์ จนแฟนหนังชาวไทยบูชาเขาด้วยคำว่า ‘เสด็จพ่อโนแลน’

 

หลังจาก Oppenheimer ประสบความสำเร็จสูงสุดทั้งในเชิงรายได้และรางวัล รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ คำถามจึงไม่ใช่ว่า Christopher Nolan ยังต้องพิสูจน์อะไรอีก

 

แต่คือ เมื่อคนคนหนึ่งแทบไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว เขาจะเลือกเดิมพันกับอะไรต่อ

 

คำตอบคือเรื่องเล่าอายุเกือบ 3,000 ปี

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

🟡 The Odyssey เรื่องเล่า 3,000 ปี ในโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็วที่สุด

 

The Odyssey คือมหากาพย์กรีกของ Homer ว่าด้วย Odysseus กษัตริย์แห่ง Ithaca ผู้พยายามเดินทางกลับบ้านหลังสงครามโทรจัน การเดินทางที่ควรสิ้นสุดลงพร้อมสงครามกลับยืดเยื้อออกไปอีกสิบปี ผ่านทะเล เทพเจ้า สัตว์ประหลาด การล่อลวง ความสูญเสีย และผลจากการตัดสินใจของตัวเอง

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของนักรบที่พยายามเอาชีวิตรอด แต่เป็นเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งที่ผ่านสงครามมาแล้ว และต้องหาทางกลับไปหาบ้าน ครอบครัว รวมถึงตัวตนของเขาเอง

 

สำหรับ Nolan เสน่ห์ของเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยทฤษฎีซับซ้อน

 

“ผมพยายามไม่วิเคราะห์ตัวเองมากเกินไปเวลาเลือกโปรเจกต์” เขาบอก “ผมอยากถูกดึงดูดด้วยเรื่องราวและตัวละคร”

 

“มหากาพย์ของ Homer ทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าหลงใหลมาเกือบ 3,000 ปี เพราะมันเป็นทั้งเรื่องราวของการเดินทางกลับบ้าน การก้าวผ่านวัย ความรัก สงคราม และความตาย นั่นคือสิ่งที่ดึงดูดผม เหตุผลที่ผลงานชิ้นนี้ยังคงยืนยง เป็นเพราะมันมีประเด็นความเป็นมนุษย์ที่เป็นสากลและเข้าถึงได้”

 

เป็นคำตอบที่น่าสนใจจากผู้กำกับซึ่งถูกพูดถึงเรื่องอนาคตของภาพยนตร์มากที่สุดคนหนึ่ง หลังจากสร้างหนังเกี่ยวกับความฝัน เวลา อวกาศ สงคราม ฟิสิกส์ และอาวุธนิวเคลียร์ Nolan กลับเลือกเดินไปข้างหน้าด้วยการย้อนกลับไปหาเรื่องเล่าเก่าแก่ที่สุดเรื่องหนึ่งของมนุษยชาติ

 

บางทีความใหม่อาจไม่ใช่การหลบหนีจากคำถามเก่า แต่อาจเป็นการกลับไปถามคำถามเดิมอีกครั้ง ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

 

สงคราม ความไม่แน่นอน เทคโนโลยีที่พัฒนาเร็วกว่าความสามารถของสังคมในการทำความเข้าใจ และ AI ที่กำลังตั้งคำถามใหม่ต่ออาชีพสร้างสรรค์ทั้งหมด ทำให้คำถามอายุหลายพันปีของ The Odyssey ฟังดูร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด

 

เมื่อผมถามว่า ในยุคที่ AI สามารถสร้างได้แทบทุกอย่าง อะไรคือสิ่งที่ทำให้นักเล่าเรื่องคนหนึ่งยังยอดเยี่ยม Nolan แทบไม่ลังเลตอบ

 

“ผมคิดว่ามันคือความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์”

 

ก่อนจะตามด้วยประโยคสั้นๆ

 

“ไม่มีอะไรมาแทนที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ Nolan ไม่ได้อธิบาย human creativity ในฐานะพลังพิเศษของอัจฉริยะเพียงคนเดียว ตรงกันข้าม เขาพูดถึงคนเป็นพันคน

 

“เวลาคุณทำหนัง คุณต้องทำงานกับคนเป็นพันๆ คน ทุกคนต่างนำจินตนาการและประกายความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองเข้ามา ตั้งแต่ production designer, cinematographer, visual-effects supervisor ไปจนถึงนักแสดงอย่าง Matt Damon, Tom Holland และ Anne Hathaway ทุกคนนำการตีความของตัวเองเข้ามาในผลงาน”

 

Nolan เปรียบสิ่งนี้กับ Homer เราไม่อาจรู้แน่ชัดด้วยซ้ำว่า Homer คือบุคคลเพียงคนเดียว คนหลายคน หรือชื่อที่ผูกอยู่กับวิวัฒนาการของเรื่องเล่าซึ่งถูกส่งต่อผ่านวัฒนธรรมมุขปาฐะ

 

“ผมคิดว่าสิ่งนี้เชื่อมโยงกับภาพยนตร์ได้ดี เพราะภาพยนตร์คือการที่คนจำนวนมากมารวมตัวกัน”

 

ภาพจำของ Christopher Nolan มักเป็นนักเล่าเรื่องผู้มีวิสัยทัศน์ชัดเจนและควบคุมโลกในภาพยนตร์ของตัวเองอย่างแม่นยำ แต่คำอธิบายของเขากลับเผยให้เห็นภาพอีกแบบหนึ่ง

 

ในกองถ่าย Nolan พยายามทำหน้าที่เป็น “ผู้ชม”

 

“ผมพยายามชี้แนะผู้คน และพยายามทำตัวเป็นผู้ชมเวลาอยู่ในกองถ่าย”

 

เขาชี้ทิศทาง แต่ขณะเดียวกันก็เฝ้ามองว่า เมื่อคนเก่งจำนวนมากนำจินตนาการและการตีความของตัวเองเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ากล้องกำลังกลายเป็นอะไร

 

แม้ The Odyssey จะใช้เทคโนโลยีภาพยนตร์ระดับสูง แต่ Nolan ยืนยันว่า “นี่คือภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีแบบ analog และมีความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์อยู่แนวหน้าอย่างแท้จริง มันคือสัมผัสของความเป็นมนุษย์”

 

ผู้นำในแบบที่คนตรงหน้าต้องการ

 

การกำกับภาพยนตร์ระดับ The Odyssey ไม่ใช่เพียงงานสร้างสรรค์ แต่คือการนำองค์กรชั่วคราวขนาดมหึมา

 

วิสัยทัศน์อาจเริ่มต้นอยู่ในหัวของคนเพียงคนเดียว แต่คนอีกนับพันไม่สามารถเห็นภาพเดียวกันได้โดยอัตโนมัติ ผู้กำกับต้องแปลงภาพนั้นให้กลายเป็นการตัดสินใจ ระบบการทำงาน และความเชื่อร่วมกัน

 

นี่เป็นเหตุผลที่ผมสนใจ Nolan ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้กำกับ แต่ในฐานะผู้นำ

 

เมื่อถามว่าเขาดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากทีมอย่างไร Nolan ให้คำตอบที่เรียบง่ายอย่างน่าประหลาด

 

“ผมพยายามเป็นผู้กำกับในแบบที่พวกเขาต้องการให้ผมเป็น”

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

โดยเฉพาะกับนักแสดง เขาเชื่อว่านักแสดงที่ยอดเยี่ยมแต่ละคนมีกระบวนการทำงานเป็นของตัวเอง หน้าที่ของผู้กำกับจึงไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนเข้าสู่ระบบเดียวกัน แต่คือการฟัง สังเกต และเข้าใจว่าแต่ละคนต้องการอะไร

 

“ผมรักนักแสดง ผมชอบช่วยเหลือพวกเขา แม้แต่ละคนจะมีกระบวนการแตกต่างกัน แต่พวกเขาสามารถมารวมตัวและปรับเข้าหาสไตล์ของกันและกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ”

 

“ดังนั้นผมจึงพยายามฟัง สังเกตว่าพวกเขาต้องการอะไร และมอบสิ่งนั้นให้ บางครั้งคุณต้องใช้เสียงดังและนำอยู่ข้างหน้า แต่บางครั้งคุณต้องถอยออกมา และปล่อยให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปตามทางของมัน”

 

เบื้องหลังความสงบนิ่งนั้นคือการผลิตขนาดมหึมา The Odyssey ถ่ายทำ 91 วันใน 6 ประเทศ ใช้ทั้งสถานที่จริง ทะเลเปิด และสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้ แต่ทีมกลับปิดกล้องเร็วกว่ากำหนด 9 วัน

 

คำถามคือ วิธีคิดเช่นนี้ทำงานอย่างไร เมื่อโปรเจกต์ตรงหน้ามีขนาดใหญ่จนแม้แต่คนที่อยู่ในนั้นเองยังมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้

 

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในบทสนทนากับ Matt Damon

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

Damon ผู้รับบท Odysseus ยอมรับกับผมว่านี่คืองานแสดงที่ยากที่สุดในชีวิตของเขา เมื่อมองสเกลของ The Odyssey เขารู้สึกว่าสิ่งที่ Nolan กำลังพยายามทำแทบเป็นไปไม่ได้

 

“ผมได้เรียนรู้ว่า คุณสามารถฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ ถ้าคุณเตรียมตัวและประสานงานได้ดีพอ”

 

ทีมงานนับพันคนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่สำหรับ Damon ความยิ่งใหญ่ของมันไม่ได้เกิดจากฮีโร่เพียงคนเดียว หากเกิดจากการค่อยๆ ทำงานทีละอย่าง

 

“ถ้าคุณค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว ในที่สุดคุณก็จะไปถึงยอดเขาได้”

 

เมื่อสิ้นสุดวันยากๆ ในกองถ่าย ผู้คนจะมองไปรอบตัวด้วยความรู้สึกว่า สิ่งที่ดูแทบเป็นไปไม่ได้เมื่อเช้าเพิ่งเกิดขึ้นจริงตรงหน้า

 

“ว้าว เราทำได้แล้ว งั้นพรุ่งนี้กลับมาลองกันใหม่”

 

แล้ววันรุ่งขึ้น พวกเขาก็ทำแบบเดิมอีกครั้ง

 

🟡 เทคโนโลยีที่เลียนแบบดวงตามนุษย์

 

The Odyssey คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ถ่ายด้วยกล้อง IMAX film ตลอดทั้งเรื่อง ทีมงานใช้ฟิล์ม IMAX 70 มม. รวมกว่า 2.1 ล้านฟุต และพัฒนากล้องรุ่นใหม่ชื่อ Keighley พร้อมอุปกรณ์ครอบกล้องเก็บเสียงหรือ “blimp” เพื่อให้กล้อง IMAX ซึ่งเคยดังเกินกว่าจะถ่ายฉากสนทนาใกล้ชิด สามารถบันทึกเสียงพร้อมภาพได้จริง

 

ความทะเยอทะยานทางเทคโนโลยีของ The Odyssey เริ่มต้นก่อนภาพยนตร์เรื่องนี้หลายสิบปี

 

Nolan บอกว่า เขาอยากสร้างภาพยนตร์ด้วยกล้อง IMAX ทั้งเรื่องมาตั้งแต่อายุ 16 ปี ในสายตาของเขา นี่คือหนึ่งในระบบภาพที่มีคุณภาพสูงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น แต่กล้อง IMAX film แบบดั้งเดิมมีขนาดใหญ่ เทอะทะ และเสียงดังมาก จนสร้างข้อจำกัดสำคัญต่อฉากสนทนาและภาพระยะใกล้

 

จนกระทั่ง The Odyssey

 

Nolan และทีมพัฒนาระบบเก็บเสียงที่เปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้กับกล้อง IMAX

 

“มันเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจสำหรับคนทำหนัง”

 

แต่ปลายทางของเทคโนโลยีซับซ้อนทั้งหมดกลับเป็นเป้าหมายที่เรียบง่าย

 

“มันเป็นวิธีที่ใกล้เคียงกับที่ดวงตามนุษย์มองเห็นมากที่สุด”

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

 

Tom Holland บอกผมว่า วิธีทำงานของ Nolan เปลี่ยนสิ่งที่เขาเคยคุ้นชินจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์

 

“เวลาคุณอ่านบท คุณจะถูกตั้งโปรแกรมให้คิดว่า ‘ฉากนี้คงต้องใช้ CGI แน่ๆ และเราคงต้องถ่ายในสตูดิโอ’”

 

แต่เมื่อ Holland ถามว่า Nolan จะถ่ายฉากเหล่านั้นอย่างไร คำตอบคือ

 

“เขาบอกว่า ‘ผมอยากสร้างมันขึ้นมาจริงๆ และผมอยากถ่ายในสถานที่จริง’”

 

การผลิตใช้เรือจริง ฉากขนาดใหญ่ และสถานที่จริงในหลายประเทศ Nolan อธิบายว่า เขาต้องการให้ฉากออกเรือหรือเผชิญพายุมีความรู้สึกเกือบเหมือนสารคดีไม่ใช่เพียงให้ผู้ชมเห็น แต่ให้รู้สึกเหมือนอยู่ตรงนั้น ให้นักแสดงยืนอยู่ตรงนั้นจริง มองเห็นจริง ได้ยินจริง และสัมผัสน้ำ ลม ความร้อน หรือระยะทางจริง

 

Holland เปรียบเทียบประสบการณ์นี้กับหนังฟอร์มยักษ์ที่เขาเคยทำ ซึ่งบางโปรเจกต์แทบไม่ได้พานักแสดงออกไปนอกสตูดิโอ การทำงานในโลกของ Nolan จึงเป็นประสบการณ์อีกขั้วหนึ่ง

 

“มีบางวันที่กองถ่าย ซึ่งจนถึงตอนนี้ผมยังพยายามทำความเข้าใจกับภาพที่เกิดขึ้นอยู่เลย”

 

หลายปีก่อน Holland เคยพูดว่าเขาอยากทำงานกับ Christopher Nolan เขาเป็นแฟน Memento และติดตามผลงานของ Nolan มานาน แต่เมื่อโอกาสมาถึงจริง เขากลับรู้สึกขอบคุณที่มันไม่ได้เกิดเร็วกว่านี้

 

“ผมดีใจที่เขาไม่ได้ติดต่อผมเมื่อห้าปีก่อน เพราะตอนนั้นผมอาจยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับภาพยนตร์ขนาดนี้”

 

บางโอกาสอาจไม่ได้มาช้า เราเพียงต้องใช้เวลาเติบโตให้พร้อมสำหรับมัน

 

🟡 บ้านของ Nolan

 

The Odyssey คือหนึ่งในเรื่องเล่าการกลับบ้านที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ

 

Odysseus ใช้เวลาสิบปีในสงคราม และอีกสิบปีเพื่อเดินทางกลับ Ithaca ระหว่างทาง เขาพบทั้งอำนาจ ความสุข การล่อลวง ความสูญเสีย และอุปสรรคที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด แต่แรงดึงดูดของเรื่องยังคงอยู่ที่เดิม

 

บ้าน

 

เมื่อผมถามว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ความหมายของคำว่าบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร Tom Holland เริ่มต้นด้วยการพูดถึงความโชคดี

 

“สิ่งที่ผมรู้สึกขอบคุณมากที่สุดในชีวิตคือครอบครัวของผม พวกเขาคือจุดยึดเหนี่ยว เป็นชุมชน และเป็นรากฐานของชีวิตประจำวันของผม ความสำเร็จมากมายในชีวิตล้วนมาจากคำสอนของพ่อแม่และพี่น้อง”

 

ขณะสนทนา เราทุกคนอยู่ที่มุมไบ ห่างจากครอบครัวไปอีกซีกโลก

 

“ผมไม่แน่ใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เปลี่ยนมุมมองที่ผมมีต่อครอบครัวหรือเปล่า แต่มันทำให้ความรักที่ผมมีต่อพวกเขาหนักแน่นขึ้น”

 

Matt Damon พยักหน้าเห็นด้วย

 

“ผมไม่คิดว่ามันเปลี่ยนมุมมอง แต่มันทำให้ความรู้สึกนั้นลึกซึ้งขึ้น”

 

สำหรับ Damon การถ่ายทำในสถานที่ห่างไกลจากภรรยาและลูกๆ ทำให้เขาเข้าถึงความรู้สึกของ Odysseus ได้ง่ายขึ้น เขาไม่จำเป็นต้องจินตนาการทั้งหมดว่าความคิดถึงบ้านเป็นอย่างไร เพราะความรู้สึกนั้นมีอยู่จริง

 

เมื่อผมนำคำถามเดียวกันไปถาม Nolan เขาหยุดคิดเล็กน้อย มืออยู่ใกล้ tumbler ใบเดิมที่เขาจิบชามาตลอดบทสนทนา

 

“เป็นคำถามที่ตอบยากเหมือนกัน”

 

ก่อนจะอธิบายว่า ความหมายของบ้านเปลี่ยนไปตามอายุและช่วงเวลาของชีวิต

 

“เมื่อคุณอายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีครอบครัว บ้านจะมีความหมายถึงสถานที่หรือที่ตั้งทางกายภาพน้อยลง แต่มันจะหมายถึงการได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น”

 

ตลอดการสร้าง The Odyssey ทีมงานเดินทางข้ามโลก แต่ Nolan บอกว่า พวกเขายังคงรู้สึกถึงความผูกพันและการอยู่ร่วมกัน

 

“สำหรับพวกเราทุกคน การถ่ายทำภาพยนตร์ The Odyssey เป็นเหมือนการเดินทางข้ามโลก แต่พวกเราก็มักจะรู้สึกถึงความผูกพันและการอยู่ร่วมกันเสมอ”

 

“ผมคิดว่านั่นแหละคือความรู้สึกของการมีบ้าน”

 

ไม่กี่นาทีต่อมา กล้องหยุดบันทึก ผมลุกขึ้นลา Christopher Nolan และเดินออกจากห้อง

 

ข้างนอก มุมไบยังคงเคลื่อนไหวด้วยความเร็วของมัน ผู้คน รถยนต์ และเสียงของเมืองเดินหน้าต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

แต่ประโยคหนึ่งยังคงอยู่

 

“เมื่อเราอายุมากขึ้น บ้านจะหมายถึงสถานที่น้อยลง และหมายถึงการได้อยู่ท่ามกลางคนที่เรารักมากขึ้น”

 

บางที Odysseus อาจใช้เวลาสิบปีเพื่อค้นพบเรื่องนั้น

 

Nolan ใช้ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง

 

ส่วนพวกเราที่เหลือ อาจยังอยู่ระหว่างทาง.

 

 

สัมภาษณ์เสด็จพ่อ Christopher Nolan

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories