เมื่อวานนี้ (12 ตุลาคม) คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบล ประกาศมอบโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปีนี้ ให้แก่ โรเบิร์ต อี. ฮอลล์ และไมเคิล วูดฟอร์ด จากผลงานการพัฒนา ‘โมเดลเศรษฐศาสตร์มหภาคยุคใหม่’ ซึ่งช่วยให้ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังทั่วโลกสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์สองคนนี้เป็นใคร?
ทั้งสองคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน โดย โรเบิร์ต อี. ฮอลล์ อายุ 83 ปี เป็นศาสตราจารย์จาก Stanford University เคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ, กระทรวงยุติธรรม และคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve Board) ขณะที่ ไมเคิล วูดฟอร์ด อายุ 70 ปี เป็นศาสตราจารย์จาก Columbia University
ผลงานของพวกเขาคืออะไร?
ทั้งคู่ได้รับรางวัลจากการพัฒนา “รากฐานทางเศรษฐศาสตร์จุลภาค เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค” โดยวางรากฐานจากล่างขึ้นบน (Ground-up / Microeconomic Foundations) พลิกจากการเชื่อมโยงตัวแปรมหภาคเชิงสถิติแบบดั้งเดิม มาเป็นการสร้างแบบจำลองที่อิงจากพฤติกรรมและการตัดสินใจในระดับจุลภาคของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจนับล้านรายร่วมกัน
ฮอลล์ได้เสนอในงานวิจัยปี 1978 เกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมการบริโภคที่มองไปข้างหน้า (Forward-looking Consumer Behaviour) ว่า การตัดสินใจบริโภคของครัวเรือนเป็นตัวบ่งชี้ถึงการคาดการณ์ (Expectations) ในอนาคตได้อย่างสมบูรณ์
ต่อมา วูดฟอร์ดได้นำแนวคิดของฮอลล์มาต่อยอดเป็นกรอบแบบจำลองมหภาคแบบ New Keynesian ฉบับสมบูรณ์ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางสามารถกระตุ้นหรือชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ผ่านการปรับอัตราดอกเบี้ย มากกว่าการควบคุมเพียงปริมาณเงินในระบบ
งานของทั้งคู่ยังเป็นรากฐานของแนวคิดนโยบายการเงินสมัยใหม่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่
- Forward Guidance: การสื่อสารชี้นำทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตให้ชัดเจน
- Sticky Inflation: ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวช้าหรือมีความหนืดเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์
- Output Gap: การวัดช่องว่างผลผลิตและแรงกดดันด้านอุปสงค์ เพื่อใช้เป็นเป้าหมายให้นโยบายปรับช่องว่างนี้ให้เข้าใกล้ศูนย์
ผลงานนี้สำคัญอย่างไร?
แบบจำลองดั้งเดิมของ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ประสบปัญหาอย่างหนักในการรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 ที่เกิดทั้งเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว และการว่างงานสูงพร้อมกัน แบบจำลองใหม่ของทั้งสองคนจึงเข้ามาแก้จุดอ่อนนี้
ผลงานของทั้งสองคนยังมีส่วนเปลี่ยนมุมมองการบริหารเศรษฐกิจ โดยนโยบายรักษาเสถียรภาพไม่ใช่แค่การที่ทางการคอยดึงคันโยกควบคุมกลไกเศรษฐกิจจากบนลงล่างตามอำเภอใจ แต่ต้องเข้าใจว่า ประชาชนและภาคธุรกิจคาดการณ์และตอบสนองอย่างไร
แบบจำลอง New Keynesian ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งในธนาคารกลางและกระทรวงการคลังทั่วโลก โดยเฉพาะหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่ช่วยไม่ให้เศรษฐกิจโลกถลำลึกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) รอบสอง
อีกทั้งเครื่องมืออย่าง Forward Guidance กลายเป็นอาวุธสำคัญ เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงจนใกล้ศูนย์หรือติดลบจนไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงต่อได้ทันที
คณะกรรมการพิจารณารางวัลระบุว่า ผลงานวิจัยของทั้งคู่ได้สร้าง “การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในนโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ”
งานของทั้งคู่ได้มอบ รากฐานทางทฤษฎีที่มั่นคงและเครื่องมือเชิงปริมาณ ที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถเกลี่ยความผันผวนขึ้น-ลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยืดเยื้อและป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อพุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้ รวมถึงช่วยให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกมีความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบฉับพลัน (Shocks) เช่น วิกฤตการณ์พลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของครัวเรือนอย่างกะทันหัน ได้ดียิ่งขึ้น
ภาพ: Tom Little / Getty Images
อ้างอิง:


