นิกร จำนง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงตอบโต้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่ณัฐพงษ์วิจารณ์ว่าขัดกับ 3 หลักการ คือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม, ป้องกันการผูกขาด และเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว.
นิกรระบุว่า จำเป็นต้องแถลงเนื่องจากถูกโจมตีอีกแล้วจากฝ่ายค้าน ขยับซ้าย ขยับขวาก็ถูกโจมตีอย่างไม่เป็นธรรม ตอนนั้นก็บอกว่าไม่จริงใจ ไม่รับรองร่าง พอยื่นมาหาว่าแบบนั้นแบบนี้
ประเด็น เรื่องไม่มีการเลือกโดยตรง ไม่มีคูหา นิกรชี้ว่า หากจะเสนอแบบนี้ก็เพื่อให้มันคว่ำอีก พร้อมถามว่า จะให้ถูกคว่ำอีกสักกี่หน เรารู้อยู่แล้วว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ศาลชี้แบบนั้นเพราะไปพิรี้พิไรยื่นแล้วยื่นอีก ศาลจึงชี้ว่าเลือกโดยตรงไม่ได้ ถามว่าเกิดจากใครที่ไปกระตุ้นขึ้นมาดังนั้น เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้วก็ไปผูกมัดทุกองค์กร ดังนั้น การเสนอ ก็เพื่อให้เสนอ เพื่อให้มีภาพการทางเมือง ว่าได้ทำแล้ว ไม่ประสงค์ต่อผลทางการเมืองก็ได้ แต่พรรคภูมิใจไทยประสงค์ให้มีผล
“เราจะไปสุ่มเสี่ยงแบบนั้นไม่ได้จึงต้องออกแบบใหม่ให้สมัครเข้ามาแบบร่างแรก ให้รัฐสภาเป็นคนเลือกตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น หากต้องการเสนอร่างรัฐธรรมนูญมา เพื่อให้ถูกเสนอคว่ำอีกที อย่างเช่นครั้งที่แล้ว ที่มีปัญหาเรื่องเสียง 1 ใน 3 ของวุฒิสภา จนหักก็อยู่ที่ณัฐพงษ์ ที่เสนอให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งทั้งที่หักยอมให้มีเงื่อนไข 1 ใน 3 ครั้งนั้น ก็ยังไปหาทางออกข้างหน้าได้”
ประเด็นที่ 2 ความกังวลว่าจะเป็น สสร. สีน้ำเงิน นิกรกล่าวว่า ตนเองและฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย จึงคุยกันว่าต้องมีการคลายตัว โดยการแบ่งเป็น สว. 200 คน และ สส. อีก 500 คน โดยใช้กลไกรัฐสภาแบ่งสัดส่วนตามจำนวน สส. ที่แต่ละพรรคมีอยู่ ดังนั้น พรรคร่วมรัฐบาลมี สส. มากกว่า จึงย่อมมีสัดส่วนมากกว่า หลักการตรงนี้จึงไม่ได้ผิดพลาด หากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคของท่านมี สส. มาก ก็จะได้สัดส่วนมาก เราก็จะยอมรับ จึงรับประกันได้เลยว่าไม่มีสีใดสีหนึ่งโดยเฉพาะ
ประเด็นที่ 3 เรื่องการเพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. นิกร ย้ำว่า สว. ก็เป็นอีกองค์กรหนึ่ง ซึ่งท่านมีความเชื่อของท่าน ก็ว่าไป แต่จะไปว่ากล่าวเขาไม่ได้ โดยที่มีการกล่าวหาว่าเพิ่มอำนาจให้ สว. นั้น ครั้งนี้เราลดให้เสียง สว. เป็น 1 ใน 4 จึงไม่ถือเป็นการเพิ่ม หากเพิ่มนี่คือควรเป็น 1 ใน 2 เพราะจำนวน 1 ใน 4 เท่ากับ จำนวน สว. 50 คน ถือว่าลดมาจากร่างเดิมของพรรคภูมิใจไทยที่ให้มี สว. ผู้นำฝ่ายค้านจึงไม่ควรโจมตีกันด้วยความไม่มีหลักเกณฑ์
ส่วนแนวทางที่ให้มีคูหาเลือกตั้ง สสร. ทางอ้อมนั้น นิกรมองว่า หากมีคูหาก็จะสุ่มเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 100% เดิมทีศาลไม่ได้ชี้มาแบบนี้ เราหวังว่าจะได้เลือกกันเอง เหมือนครั้งรัฐธรรมนูญปี 2540
“เมื่อพูดมาแบบนี้ศาลจึงชี้มาว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง มาจากความพิรี้พิไรของใคร จากการสอบถามยื่นแล้วยื่นอีกของใคร ศาลจึงพูดให้ชัดไปแบบนี้เลย กลายเป็นว่าปิดทางตัวเอง แล้วยังมาบ่นคนอื่นอีก” นิกรกล่าว
นิกร ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าเสนอแนวทางให้มีคูหาเลือกตั้ง เพราะจะมีปัญหาตามมา เช่น กรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าเป็นจังหวัดที่จะมีผู้สมัครมาเป็นจำนวนมาก จะทำให้เลือกยาก ในอดีตเคยมีแนวทางให้ผู้สมัครในแต่ละงจังหวัดสมัครเข้ามา แล้วเลือกกันเองให้เหลือกครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่กล้าทำอย่างนั้นแล้ว เพราะใครเป็นคนชี้ช่องให้ปิดทางแบบนี้
ขณะที่ข้อกังวลว่าหากกลไกเป็นแบบนี้ จะทำให้เนื้อหารัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา แย่กว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 นิกร ถามกลับว่า ได้เห็นเนื้อหาแล้วหรือยัง ควรว่ากันไปเป็นประเด็นก่อน พรรคฝ่ายค้าน ไม่ใช่พรรคฝ่ายติ เห็นอะไรก็ติไปหมด เมื่อรัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ก็บอกว่าไม่จริงใจ แล้วเมื่อยื่นร่างแก้ไขเข้ามาก็ตำหนิอีก โดยที่เรามีความมุ่งหวังจะทำให้สำเร็จ แต่อาจจะดูเลวร้ายในความคิดของฝ่ายค้าน ก็ค่อยไปว่ากันในการพิจารณาวาระหนึ่ง แต่ให้เราไปตามใจคุณไม่ได้ ไม่ควรล้ำเส้น เพราะเราต้องยึดเสียงข้างมากเป็นหลัก






