×

กองปราบฯ วางแนวสืบสวนคดีอดีตกำนันนกใหม่ ย้ำต้องพิจารณาให้ละเอียด จะเอาผิด ม.157 ตำรวจในงานเลี้ยง อาจใช้เวลานานเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

โดย THE STANDARD TEAM
19.09.2023

วานนี้ (18 กันยายน) ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พร้อมด้วย พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (รรท.ผบก.ทล.) และคณะเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีการเสียชีวิตของ พ.ต.ต. ศิวกร สายบัว สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านของ ประวีณ จันทร์คล้าย หรืออดีตกำนันนก ร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดีและวางกรอบแนวทางการทำงาน

 

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ซึ่งใช้เวลานานร่วม 3 ชั่วโมง พล.ต.ท. จิรภพกล่าวว่า หลังเกิดเหตุ ตำรวจสอบสวนกลางได้ร่วมทำการสืบสวนกับทีมชุดคลี่คลายคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจภูธรภาค 7 มาโดยตลอด ได้พยานหลักฐานพอที่จะทราบว่าใครทำอะไรในที่เกิดเหตุระดับหนึ่ง 

 

ปัจจุบันมีการรับโอนสำนวนคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบแล้ว 2 คดี ประกอบด้วยคดีฆาตกรรม และความผิดตามมาตรา 157 ส่วนที่โอนสำนวนคดีมาที่กองปราบฯ พล.ต.ท. จิรภพกล่าวย้ำว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล มีความซับซ้อน และเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ ซึ่งเป็นหน้างานของกองปราบฯ อยู่แล้ว ตำรวจท้องที่อาจทำงานแบบนี้ลำบาก จึงจำเป็นต้องให้ส่วนกลางทำเพื่อความโปร่งใส

 

ส่วนเรื่องการแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในงานเลี้ยง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 นั้น พล.ต.ท. จิรภพกล่าวว่า ก่อนหน้ามีการแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ให้การช่วยเหลือผู้กระทำผิดไปแล้ว 6 นาย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัด อาจต้องใช้เวลาสักระยะ แต่จะเร่งทำให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ต้องยึดหลักข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานเป็นที่ตั้ง เพราะกฎหมายมาตรา 157 มีคำนิยาม หรือมีเจตนาพิเศษ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องหารือกันพอสมควร ว่าพฤติกรรมแค่ไหนถึงเรียกว่าผิดมาตรา 157 

 

อาทิ บางคนอาจพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล บางคนอาจโทรแจ้ง 191 หรือบางคนอาจไม่ทำอะไรเลย ซึ่งต้องขอเวลาหารือกับผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายให้ตกผลึกก่อน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่อยากด่วนสรุป ซึ่งเมื่อใดที่ทราบข้อเท็จจริง หรือหาข้อยุติทางกฎหมายได้แล้วจึงจะสามารถพิจารณาออกหมายจับ

 

พล.ต.ท. จิรภพกล่าวต่อว่า กรณีของผู้กำกับรายหนึ่ง ซึ่งจังหวะแรกไม่มีการช่วย ก่อนที่จังหวะสองจะมาปรากฏตัวที่โรงพยาบาล แต่การจะตัดสินว่าเป็นความผิดมาตรา 157 หรือไม่ ต้องขอดูละเอียดอีกให้แน่ชัดก่อน 

 

ส่วนกรณีของ ร.ต.อ. จตุรวิทย์ ชวาลเกียรติธนา รองสารวัตรป้องกันปราบปรามสถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยประคองคนเจ็บ ก่อนต่อมาจะปรากฏภาพว่าหลังเกิดเหตุได้ไปขับรถนำขบวนคุ้มกันให้กับอดีตกำนันนกนั้น ต้องแยกเป็นสองส่วน ในส่วนช่วยก็ถือว่าดี แต่ส่วนที่ไปช่วยผู้ต้องหาก็ต้องถือว่าผิด ทั้งนี้ยืนยันไม่มีการช่วยเหลือใคร ไม่ว่าจะยศใด หากผิดดำเนินการเต็มที่ ไม่มีละเว้น 

 

ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิดพื้นที่เกิดเหตุที่มีทั้งหมด 15 ตัว เสีย 2 ตัว และอีกหนึ่งตัวซึ่งเป็นกล้องตรงจุดเกิดเหตุ พบว่าหยุดบันทึกไปตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ก่อนจะเกิดเหตุ พล.ต.ท. จิรภพระบุว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด ส่วนกล้องที่เหลือทั้งหมดส่วนตัวได้ตรวจดูบางส่วนแล้ว แต่เนื่องจากรายละเอียดมีค่อนข้างเยอะมาก จึงต้องขอเวลาในการพิจารณาอย่างละเอียดให้ครบทั้งหมดก่อน 

 

“ถึงแม้ว่าจะไม่มีภาพบันทึกขณะเกิดเหตุได้ ก็ไม่ได้หนักใจแต่อย่างใด เพราะมีพยานหลักฐานอื่นๆ เช่นคำให้การ พยานบุคคล พยานแวดล้อม มูลเหตุจูงใจ และอื่นๆ อีกมากมาย เพียงพอที่จะดำเนินคดีอดีตกำนันนกให้ถึงที่สุดได้ ส่วนข้อสงสัยที่กระแสสังคมเชื่อว่ามีการเตรียมการลวงผู้ตายมาก่อเหตุนั้น จากข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่เชื่อว่าไม่น่าเป็นไปได้” พล.ต.ท. จิรภพกล่าว

 

พล.ต.ท. จิรภพกล่าวต่อว่า แนวทางการดำเนินการต่อจากนี้ เบื้องต้นวางกรอบการทำงานออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ 

 

  1. การขยายผลแก๊งคนร้าย เส้นทางการเงิน ข้อมูลออนไลน์ และสิ่งผิดกฎหมาย 
  2. ดูเรื่องการฮั้วประมูล เพื่อพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าเพราะเหตุใดทำไมอดีตกำนันนกถึงชนะการประมูลได้รับงานโครงการต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งในส่วนนี้เราพบความผิดปกติหลายอย่าง อาทิ ชนะการประมูลงานมากกว่าร้อยละ 80  และ อื่นๆ อีกมากมาย 
  3. เร่งปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งเจ้าหน้าที่จะไม่ใช่แค่ระดมกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายแล้วเลิก แต่จะต้องตัดวงจรทั้งเครือข่าย ยึดทรัพย์ ซึ่งเป็นแนวทางที่กองปราบฯ​ ทำมาโดยตลอด

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising