ศาลแขวงสมุทรปราการพิพากษาจำคุก เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล 6 เดือน รอการลงโทษ 1 ปี ฐานหลีกเลี่ยงการเข้าคัดเลือกการรับราชการทหาร ที่จำเลยอ้างว่า ไม่รับราชการทหารด้วยเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนาและมโนธรรมสำนึก ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นในการกระทำความผิด
ประเด็นสำคัญ
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยว่า วันนี้ (20 กรกฎาคม) ศาลแขวงสมุทรปราการอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3118/2568 ที่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมด้านสังคมและสิทธิมนุษยชน เป็นจำเลยในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานหลีกเลี่ยงการเข้าคัดเลือกการรับราชการทหารตามที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยอ้างว่า พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ขัดต่อธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยแล้วว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวนั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่เข้ารับราชการทหารด้วยเหตุแห่งความเชื่อทางศาสนาและมโนธรรมสำนึก ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นในการกระทำความผิด ข้อโต้แย้งของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ มาตรา 27 และ มาตรา 45 ให้จำคุก 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษ 1 ปี
เริ่มต้นจากอารยะขัดขืน
คดีนี้สืบเนื่องจากพนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเนติวิทย์ ในความผิดฐานหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่มาเบิกตัวต่อคณะกรรมการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการโดยไม่มีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย หลังเขาแสดงอารยะขัดขืนด้วยการปฏิเสธเข้าร่วมจับใบดำ-ใบแดง และการตรวจเลือกทหาร ที่สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567
เนติวิทย์ให้เหตุผลว่า การบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานและ ‘มโนธรรมสำนึก’ ของตนเอง เขายืนยันว่ายอมรับผลทางกฎหมายทั้งหมดที่จะตามมา อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์
เรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนมติเอกฉันท์วินิจฉัย
ทนายความของเนติวิทย์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ตามมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 31 หรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณา และเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ต่อมาเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ. รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 (ว่าด้วยการกำหนดให้ผู้ถูกเรียกต้องมาแสดงตน) และมาตรา 45 (ว่าด้วยบทลงโทษผู้ขัดขืนหลีกเลี่ยง) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (หลักความได้สัดส่วน) และมาตรา 31 (เสรีภาพในการถือศาสนา)
ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า การเกณฑ์ทหารไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยหรือศีลธรรมของประชาชน บุคคลไม่อาจอ้างความเป็นพลเมืองดีในมิติศาสนามาละเว้น ‘หน้าที่พื้นฐานของพลเมืองต่อรัฐ’ ได้ การปฏิเสธหน้าที่เกณฑ์ทหารย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อยกเว้นในกติกา ICCPR ที่ระบุว่าเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนาอาจถูกจำกัดได้เพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของส่วนรวม
หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ศาลแขวงสมุทรปราการจึงได้นัดฟังคำพิพากษาดังกล่าวในวันนี้
เส้นทางและจุดยืนเนติวิทย์
สำหรับ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หรือ ‘แฟรงก์’ เป็นนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน และนักเขียน ที่มีบทบาทโดดเด่นในการเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษาและประชาธิปไตยในประเทศไทย
ก่อนหน้านี้ นักวิชาการ 5 คนจาก Harvard Divinity School ส่งจดหมายลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ขอให้ศาลอนุญาตให้เขาเดินทางกลับไปศึกษาต่อ ขณะที่นักวิชาการนานาชาติ 56 คนจาก 13 ประเทศร่วมลงนามแถลงการณ์เรียกร้องให้ศาลคุ้มครองเสรีภาพของเขา และให้ไทยรับรองสิทธิคัดค้านการเกณฑ์ทหาร
หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา เนติวิทย์ได้แสดงความเห็นไว้ว่า “ไม่ได้ผิดคาดสักเท่าไหร่” เขามองว่า ในเมื่อเหตุปัจจัยในปัจจุบันเป็นแบบนี้ ผลออกมาแบบนี้ก็ธรรมดา
“โดยส่วนตัว ผมได้ทำหน้าที่คือการต่อสู้ในทางความเชื่อของตนโดยไม่บิดพริ้วตลอด 12 ปี” เขาระบุ “ความสุขความพอใจในการยืนหยัดสิ่งที่ตนเชื่อมีคุณค่ามากกว่าความผิดหวังที่เกิดขึ้นในวันนี้ ชีวิตผมมีความหมาย และความหมายของผมก็เพื่อเด็กๆ ในอนาคตที่จะมีเสรีภาพและสันติภาพในชีวิต”
เนติวิทย์ยังได้เชิญชวนทุกคนในสังคมว่า เมื่อเห็นปัญหาอะไรที่ทำให้ขัดข้องใจ เช่น เรื่องการเกณฑ์ทหาร ก็ขอให้ใช้สติปัญญาคิดว่าจะแก้ไขอะไรได้มากกว่าการบ่นหรือเอาตัวรอดในเชิงปัจเจก เพราะเราแต่ละคนมี ‘พันธะ’ ในฐานะมนุษย์ที่จะใช้สิติปัญญาช่วยเหลือกันหาทางออกให้ได้ เพื่อให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น
เขาออกตัวว่า การต่อสู้ของเขาเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ แค่การทดลองนี้อาจจะยังไม่สำเร็จดีเท่านั้น พร้อมหยิบยกการต่อสู้เพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารในอีกหลายประเทศ ซึ่งใช้เวลาเป็นสิบกว่าปี และบางคนเองก็เสียสละมากกว่านี้เสียอีก ดังนั้น แม้ไม่สำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องให้ท้อหรือเศร้า แต่ควรคิดว่าได้บทเรียนอะไรบ้าง และจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร
“ถ้าเราช่วยกันจริงๆ การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้ ก็ยอมเหนื่อยกันให้มากขึ้นหน่อย คิดสร้างสรรค์ให้มากๆ การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นได้ครับ” เนติวิทย์ทิ้งท้าย


