เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เผยเบื้องหลังแรงจูงใจเหตุผู้ช่วยนักบิน Flydubai ทำร้ายกัปตัน ชี้ผู้ก่อเหตุมีแนวคิด ‘อิสลามสุดโต่ง’ ขณะที่หน่วยความมั่นคงอิสราเอลกำลังถูกตั้งคำถามถึงความบกพร่องในการคัดกรองนักบิน หลังมีรายงานว่า ทางการอนุญาตให้นักบินชาวโอมานหลายสิบคนบินเข้าประเทศ แม้ทั้งสองประเทศจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการก็ตาม
ประเด็นสำคัญ
เนทันยาฮูชี้ ผู้ก่อเหตุเป็นอิสลามสุดโต่ง อาจเข้าข่ายก่อการร้าย
เมื่อคืนนี้ (1 ตุลาคม) เนทันยาฮูให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Fox & Friends ถึงกรณีผู้ช่วยนักบินทำร้ายกัปตันบนเที่ยวบิน Flydubai ไฟลต์ FZ1073 ดูไบ-เทลอาวีฟ โดยระบุว่า จากข้อมูลที่ทางการอิสราเอลได้รับ ผู้ก่อเหตุมีแนวคิดอิสลามสุดโต่ง ซึ่งอาจมีเหตุจูงใจทำเครื่องบินตก
“เราทราบว่าเขาผ่านการปลูกฝังแนวคิดอิสลามสุดโต่ง ซึ่งดูเหมือนเป็นข้อมูลที่เราพบจากประวัติส่วนตัวของเขา (…) ผู้ก่อเหตุร้องบอกลูกเรือว่า ฆ่าผม ฆ่าผม”
นายกฯ อิสราเอลกล่าวในรายการโดยไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะย้ำว่า การสอบสวนกำลังดำเนินอยู่ แต่เขาเชื่อว่า ผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มหัวรุนแรง เมื่อพิจารณาจากปูมหลัง
ขณะนี้ Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิสราเอล 2 คนประเมินเหตุการณ์นี้ว่า ผู้ช่วยนักบินเป็นชาวโอมาน ซึ่งอาจลงมือเพียงลำพัง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ
อย่างไรก็ตาม ยอสซี เชลลี เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำ UEA ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปเหตุการณ์ โดยขณะนี้ ยังไม่มีการระบุแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุอย่างแน่ชัด
ส่วนเจ้าหน้าที่อิสราเอลอีกรายกล่าวว่า อิสราเอลยังไม่ได้รับข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการจากซาอุดีอาระเบีย ขณะที่หน่วยข่าวกรองมอสสาดและชินเบตกำลังสอบสวนเหตุการณ์นี้เช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง กระทรวงความมั่นคงภายในของซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก โดยระบุว่า กัปตันและผู้ช่วยนักบินได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบียไปยังกรุงอาบูดาบีในช่วงเช้าวันที่ 1 ตุลาคมตามเวลาท้องถิ่น
ซาอุดีอาระเบียยังระบุด้วยว่า ได้ดำเนินการสอบสวนเบื้องต้นร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงจาก UAE โดยผลสอบสวนเบื้องต้นชี้ว่า ผู้ช่วยนักบินเป็นฝ่ายทำร้ายกัปตัน จนทำให้เครื่องบินต้องลงจอดฉุกเฉินที่เมืองตาบูก
อิสราเอลถูกตั้งคำถาม ปมปล่อยนักบินโอมานบินเข้าเทลอาวีฟ
ขณะเดียวกัน The Times of Israel อ้างรายงานของ Channel 12 ที่ตั้งคำถามถึงการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงอิสราเอล หลังพบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีนักบินชาวโอมานหลายสิบคนทำการบินเข้าสู่อิสราเอล แม้ทั้งสองประเทศจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตก็ตาม
อนึ่ง ผลดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อตกลงอับราฮัม หรือข้อตกลงระหว่างอิสราเอลกับ UEA ในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2020 ว่า นักบินจากประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์กับอิสราเอลไม่ควรทำการบินเข้าสู่ประเทศ
รายงานยังระบุว่า ชินเบต หน่วยงานความมั่นคงภายในของอิสราเอล ไม่ได้ตรวจสอบภูมิหลังด้านสัญชาติของนักบิน Flydubai เป็นรายบุคคล แต่เพียงแจ้งให้สายการบินหลีกเลี่ยงการใช้นักบินจากประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์กับอิสราเอลเท่านั้น
ประเด็นดังกล่าวทำให้เหตุการณ์บนเที่ยวบิน FZ1073 ถูกจับตามองในอีกมิติหนึ่ง คือ กระบวนการคัดกรองลูกเรือของสายการบินต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่อิสราเอล โดยเนทันยาฮูกล่าวว่า อิสราเอลจะต้องตรวจสอบว่า ผู้ช่วยนักบินชาวโอมานรายนี้สามารถผ่านข้อจำกัดดังกล่าวและทำงานบนเที่ยวบินที่มุ่งหน้าเข้าสู่อิสราเอลได้อย่างไร
ขณะที่มอสสาดและชินเบตกำลังตรวจสอบว่า ผู้ช่วยนักบินลงมือเพียงลำพัง หรือมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้าย โดยรายงานของระบุว่า การประเมินในขณะนี้เอนเอียงมากขึ้นไปในทางที่ว่า ผู้ก่อเหตุอาจลงมือเพียงลำพังด้วยแรงจูงใจด้านชาตินิยม และยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่า อิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ข้อสรุปดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ภาพ: Amir Cohen / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.timesofisrael.com/before-flydubai-attack-dozens-of-omani-pilots-flew-to-tlv-despite-ban-report/
- https://www.france24.com/en/middle-east/20261001-netanyahu-flydubai-co-pilot-uae-terror-link
- https://www.reuters.com/world/middle-east/israel-vows-get-root-flydubai-attack-uae-launches-investigation-2026-10-01/


