ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประเมินการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่ารัฐบาลมีลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางการเมืองและหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบ
ประเด็นสำคัญ
• มองนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นรับผิดชอบข้าราชการโกงสอบเกือบ 6 พันราย
ทั้งในกรณีการจัดการปัญหาทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น และข้อครหาการสมยอมในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ประเด็นที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารงานราชการคือกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องจำนวน 5,925 ราย
ณัฐพงษ์ระบุว่า กระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการ กลับใช้วิธีการสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการออกคำสั่งถอดถอนข้าราชการกลุ่มดังกล่าว การดำเนินการในลักษณะนี้ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดความกังวลด้านอำนาจหน้าที่และข้อกฎหมาย
ณัฐพงษ์ชี้ว่า แนวทางนี้เป็นการผลักภาระให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นเป็นผู้ลงนามรับผิดชอบแทนรัฐบาล ซึ่งสะท้อนถึงการขาดความกล้าหาญทางการเมืองในการแก้ปัญหา ที่อาจยึดโยงกับกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่
• ชี้อนุทินจงใจเบี่ยงประเด็นฮั้ว สว. ใช้วาทกรรมอ้างฝ่ายค้านอยากเป็นรัฐบาล
สำหรับการตรวจสอบกรณีข้อครหาการฮั้วเลือก สว. ณัฐพงษ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านมีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการดังกล่าวกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย แต่ฝ่ายรัฐบาลได้แสดงทัศนะว่าประเด็นการเลือก สว. ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการนำมาเป็นวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งณัฐพงษ์มองว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นการพยายามสกัดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน และปิดกั้นการตรวจสอบในสภาฯ
กรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าฝ่ายค้านขับเคลื่อนประเด็น สว. เนื่องจากมีความต้องการเป็นรัฐบาล ณัฐพงษ์ชี้แจงว่า การให้สัมภาษณ์ลักษณะนี้เป็นการเบี่ยงเบนประเด็น เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่อาจตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับหลักฐานที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตลอดจนภาคประชาชนได้นำเสนอ
ณัฐพงษ์ระบุว่า พรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งย่อมมีเป้าหมายในการเป็นรัฐบาลเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ควรใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบ
ในส่วนของกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ณัฐพงษ์ระบุว่า กกต. มีหน้าที่ส่งสำนวนของผู้ต้องสงสัยในคดีฮั้ว สว. ทั้ง 229 ราย ไปยังศาลฎีกา ตามข้อกฎหมายที่กำหนดว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดก็ถือว่าเพียงพอต่อการยื่นเรื่อง หาก กกต. พิจารณาส่งเรื่องเพียงบางส่วนหรือยกคำร้องทั้งหมด พรรคประชาชนได้เตรียมช่องทางกฎหมายเพื่อร้องคัดค้านและดำเนินคดีกับ กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
• ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ อ่อนแอภายใจ ยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์ สุดท้ายกัดกินตัวเอง
ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ยังวิเคราะห์ถึงโครงของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ว่า แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูมีความเข้มแข็ง แต่กลไกภายในยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทน มิใช่เจตจำนงทางการเมืองเพื่อการแก้ไขปัญหาประเทศร่วมกัน หลักฐานการทุจริตที่ปรากฏออกมาสู่สาธารณะมีที่มาจากบุคคลภายในกระบวนการที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบที่กำลังกัดกินตัวเอง
ณัฐพงษ์เปิดเผยเพิ่มเติมว่าฝ่ายค้านยังมีข้อมูลและหลักฐานสำคัญที่ยังไม่เปิดเผย โดยจะเก็บไว้ใช้นำเสนอในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจรัฐในปัจจุบันเป็นไปเพื่อการรักษาอำนาจและทำลายขั้วการเมืองตรงข้าม มากกว่าการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
ในประเด็นกระแสข่าวการกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภา ณัฐพงษ์ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นสิทธิของนายกรัฐมนตรี แต่ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารต้องมีความพร้อมรับการตรวจสอบและตอบคำถามประชาชน ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินผ่านกลไกการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ได้กล่าวถึงกรณีที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ช่วง 6 เดือนของการทำงานรัฐบาล ยังไม่พบปัญหาการทุจริต โดยแนะนำให้นำคำถามนี้ไปสอบถามประชาชนในสังคมเพื่อรับฟังข้อเท็จจริง


