×

เมื่อการท่องเที่ยวทั่วโลกฟื้นตัว ‘MINT’ คือหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ จากโรงแรมที่มีกว่า 55 ประเทศในทุกทวีป

22.09.2023
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

3 MIN READ
  • รายงาน UNWTO World Tourism Barometer ที่ระบุว่า โดยรวมแล้วในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 มีจำนวนผู้เดินทางขาเข้าจากต่างประเทศสูงถึง 80% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดโรคระบาด
  • หากจะถามว่า การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ใครคือผู้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด หนึ่งในคำตอบที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2566 มีโรงแรมที่ลงทุนเองจำนวน 366 แห่ง และมีโรงแรมและเซอร์วิสสวีทที่รับจ้างบริหารอีก 167 แห่ง ใน 55 ประเทศ 
  • ไฮไลต์อยู่ที่โรงแรมที่ MINT เป็นเจ้าของเองในทวีปยุโรปและลาตินอเมริกา มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมทั้งหมดในสกุลเงินยูโรเติบโตร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2566 
  • ชัยพัฒน์ย้ำว่า MINT พร้อมที่จะคว้าโอกาสจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว โดยมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาระดับกำไรที่สูงอย่างต่อเนื่อง สำรวจตลาดภูมิภาคใหม่ และสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบริษัทด้วยเช่นกัน

แม้การระบาดของโรคโควิด-19 จะทำให้การท่องเที่ยวของโลกได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะผู้คนไม่สามารถเดินทางได้ แต่ภาพในวันนี้แตกต่างกับภาพในวันวาน เพราะผู้คนเริ่มจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรมก็เริ่มมีแขกเข้าพักมากขึ้น และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็เริ่มแสดงสัญญาณการกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

 

สิ่งที่สะท้อนภาพเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนคือ ข้อมูลจากรายงาน UNWTO World Tourism Barometer ที่ระบุว่า โดยรวมแล้วในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 มีจำนวนผู้เดินทางขาเข้าจากต่างประเทศสูงถึง 80% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดโรคระบาด

 

สิ่งที่ต้องไฮไลต์ไว้ตัวโตๆ เลยคือ ในช่วง 3 เดือนแรกมีนักท่องเที่ยวประมาณ 235 ล้านคนเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565

 

ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่แข็งแกร่งที่สุด เนื่องจากเป็นภูมิภาคเดียวที่จำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่าปี 2562 ขณะที่ยุโรปแตะระดับก่อนเกิดโรคระบาดถึง 90% โดยได้แรงหนุนจากความต้องการภายในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง

 

 

ด้านแอฟริกาตัวเลขก็สูงถึง 88% ตามมาด้วยอเมริกาประมาณ 85% ของระดับปี 2562 ส่วนเอเชียและแปซิฟิก แม้ตัวเลขจะอยู่ที่ราว 54% แต่รายงานย้ำว่า ภูมิภาคนี้กำลังจะเร่งตัวขึ้น เนื่องจากจีนเปิดประเทศให้ผู้คนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้อีกครั้ง

 

MINT ผู้ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ

 

หากจะถามว่าการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ใครคือผู้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด หนึ่งในคำตอบที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT

 

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะธุรกิจหลักของ MINT คือโรงแรม ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2566 มีโรงแรมที่ลงทุนเองจำนวน 366 แห่ง และมีโรงแรมและเซอร์วิสสวีทที่รับจ้างบริหารอีก 167 แห่ง ใน 55 ประเทศ ครอบคลุมทั่วทวีปเอเชีย, โอเชียเนีย, ยุโรป, อเมริกา และแอฟริกา โดยมีห้องพักรวมทั้งสิ้น 78,129 ห้อง

 

“ตัวเลขล้วนเกินความคาดหมายที่เรามองไว้อย่างมาก” ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ MINT กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกับ THE STANDARD WEALTH “ด้วยความที่ยุโรปเปิดประเทศก่อนใครจึงฟื้นตัวเร็ว โดย MINT ได้รับอานิสงส์ไม่เพียงเฉพาะจากการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเดินทางเชิงธุรกิจที่แข็งแกร่ง”

 

MINT

 

คำพูดของชัยพัฒน์ไม่ได้เกินจริงเลย เพราะสิ่งที่สะท้อนคือผลกระทบการในไตรมาส 2 ของปี 2566 ที่ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้ระบุว่า รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (Revenue per available room หรือ RevPAR) ของกลุ่มโรงแรมทั้งหมด (System-Wide) ที่ MINT เป็นเจ้าของเองและเช่าบริหาร เติบโตร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

แน่นอนไฮไลต์อยู่ที่โรงแรมที่ MINT เป็นเจ้าของเองในทวีปยุโรปและลาตินอเมริกา มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมทั้งหมดในสกุลเงินยูโรเติบโตร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตร้อยละ 61 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2566 

 

ผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมที่ MINT เป็นเจ้าของเองในทุกกลุ่มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ นำโดยเบเนลักซ์ที่มีการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนที่สูงขึ้นมาก ตามด้วยอิตาลี, ยุโรปกลาง และสเปน ส่วนอัตราการเข้าพักเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากร้อยละ 68 ในไตรมาส 2 ของปี 2565 เป็นร้อยละ 72 ในไตรมาส 2 ของปี 2566 

 

ในขณะที่ราคาค่าห้องพักอยู่ที่ 154 ยูโรต่อห้องต่อคืน ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเติบโตร้อยละ 18 และร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2565 และไตรมาส 2 ของปี 2562 ตามลำดับ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของโรงแรมที่ MINT เป็นเจ้าของเองในทวีปยุโรปและลาตินอเมริกา เติบโตสูงกว่าระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ที่อัตราร้อยละ 32

 

MINT

 

ฤดูท่องเที่ยวที่สดใสของยุโรปยังไม่หมดไป

 

หลายคนอาจเข้าใจว่า ฤดูท่องเที่ยวที่สดใสของยุโรปจะหมดไปแล้วจากการที่ ‘ไฮซีซัน’ หรือช่วงเวลาที่การท่องเที่ยวคึกคักในยุโรป ซึ่งเกิดขึ้นในไตรมาส 2 อันเป็นช่วงปิดเทอม

 

แต่ความเป็นจริงแล้วชัยพัฒน์ย้ำว่า ฤดูท่องเที่ยวที่สดใสของยุโรปยังไม่หมดไป เพราะในเดือนกันยายนและตุลาคมก็เป็นช่วงไฮซีซันเช่นกันจากการเดินทางเชิงธุรกิจ ซึ่งเห็นยอดการจองห้องพักล่วงหน้าที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

 

โดยในช่วงครึ่งแรกของเดือนกันยายน โรงแรมเหล่านี้มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเกินร้อยละ 70 อัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นได้รับการสนับสนุนจากความต้องการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและราคาค่าห้องเฉลี่ย (ADR) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งในภูมิภาคดังกล่าว

 

“การจองห้องพักล่วงหน้าของเดือนกันยายนสูงขึ้นร้อยละ 15-20 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ในขณะเดียวกันยอดการจองห้องพักในเดือนตุลาคมดูจะแข็งแกร่งและเกินความคาดหมายที่ตั้งไว้” 

 

การท่องเที่ยวไทยก็สดใสไม่แพ้กัน

 

สำหรับในไทยนั้น อ้างอิงรายงานของประชาชาติธุรกิจที่ระบุว่า ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยใน 6 เดือนแรกของปี 2566 จำนวน 12,874,999 คน โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก, ทวีปยุโรป, ทวีปอเมริกาเหนือและใต้ (รวมกัน) และตะวันออกกลาง ตามลำดับ

 

MINT

 

ด้วยความที่ MINT มีโรงแรมมากถึง 33 แห่ง และห้องพักเกือบ 6,000 ห้อง ในประเทศไทย จึงได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ ซึ่งในไตรมาส 2 ของปี 2566 โรงแรมที่ MINT เป็นเจ้าของเองในไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมทั้งหมดเติบโตร้อยละ 62 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

 

เบื้องหลังการเติบโตมีสาเหตุหลักมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้โรงแรมในไทยมีราคาค่าห้องพักเฉลี่ยที่สูงขึ้น ซึ่งการที่ราคาค่าห้องพักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องสามารถกลับไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 2562 นำโดยโรงแรมที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด

 

“แนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งส่งผลต่อมุมมองในทิศทางบวกที่มีต่อเนื่องจนถึงฤดูการท่องเที่ยวไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงแผนการให้วีซ่าฟรีสำหรับนักท่องเที่ยวจีน ยังเป็นการสนับสนุนเพิ่มเติมให้กับโรงแรมของ MINT ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดในประเทศไทย”

 

ขณะที่ ททท. ตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 25-30 ล้านคน แบ่งเป็นชาวจีน 5 ล้านคน หรือประมาณ 45% ของปี 2562 ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุดเป็นจำนวน 11,138,658 คน ซึ่งนี่จะเป็นปัจจัยที่หนุนธุรกิจโรงแรมในไทยของ MINT

 

สานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

 

ชัยพัฒน์ย้ำว่า จากความสำเร็จที่สูงกว่าความคาดหมายในไตรมาสก่อน MINT ยังคงเดินหน้าในการดำเนินกลยุทธ์ทางด้านธุรกิจ โดยมุ่งเน้นในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาคุณภาพของห้องพักให้สูงขึ้น (Repositioning), การปรับเปลี่ยนแบรนด์ (Rebranding) และการขยายแบรนด์ข้ามภูมิภาคไปยังตลาดใหม่ๆ (Cross-Brand Expansion) เพื่อเพิ่มอัตราค่าห้องพักและกำไรให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

MINT

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากกลยุทธ์ดังกล่าวคือ การรีแบรนด์โรงแรมจาก NH เป็น NH Collection ที่มีระดับที่สูงกว่า ส่งผลให้ราคาต่อห้องพักสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้กว่า 40-50% ด้วยกัน 

 

ขณะที่การขยายแบรนด์ข้ามภูมิภาคไปยังตลาดใหม่นั้น ได้มีการนำแบรนด์ Anantara ไปเปิดยังยุโรปแล้ว 7 แห่ง ขณะเดียวกันได้มีการนำแบรนด์ NH เข้ามาเปิดที่ภูเก็ตแล้วเช่นกัน กลยุทธ์เหล่านี้จะทำให้ฐานลูกค้าของแบรนด์สามารถขยายเพิ่มขึ้นได้

 

อย่างไรก็ตาม ชัยพัฒน์ยังได้กล่าวอีกว่า MINT จะไม่หยุดนิ่งกับความสำเร็จในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่จะดึงนักท่องเที่ยวชาวเอเชียไปยังทวีปยุโรปมากขึ้น และในทางกลับกันก็จะดึงนักท่องเที่ยวชาวยุโรปมาทวีปเอเชียและตะวันออกกลาง โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่าย ช่องทางการขาย และการประชาสัมพันธ์ที่มีทั่วโลก

 

“กลยุทธ์นี้คาดว่าไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างสถานะของ MINT แต่ยังเพิ่มโอกาสในการเติบโตมากขึ้น ทำให้ตำแหน่งของ MINT ในฐานะผู้เล่นหลักในภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

 

MINT

 

อีกส่วนหนึ่งมาจากการรวมกันของโปรแกรมสมาชิกระหว่าง GHA และ NH Hotel Group ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ GHA DISCOVERY ของ MINT เป็นหนึ่งในโปรแกรมความภักดีด้านการบริการที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยตัวเลขสมาชิกกว่า 26 ล้านราย ซึ่งโปรแกรมนี้จะเพิ่มการจองโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มของ MINT และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง

 

“แนวโน้มการเติบโตที่มั่นคงในทวีปยุโรปและประเทศไทยเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่ MINT มีต่อความสำเร็จและความสามารถในการปรับตัวตามสภาวะการตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากแนวโน้มที่สดใสทำให้ MINT มั่นใจในการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในปี 2566 และยังรวมถึงปี 2567 ด้วย”

 

ด้วยสัญญาณที่ดีและกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ชัยพัฒน์ย้ำว่า MINT พร้อมที่จะคว้าโอกาสจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว โดยมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาระดับกำไรที่สูง สำรวจตลาดภูมิภาคใหม่ และสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในบริษัทด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising