×

มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีน มีนัยอย่างไรต่อทั้งสองประเทศ?

โดย THE STANDARD TEAM
17.06.2026
  • LOADING...

การเดินทางเยือนจีนของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ในสัปดาห์นี้ กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งที่สองของมินอ่องหล่าย หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา และหลังจากที่เพิ่งปิดฉากทริปเยือนอินเดียเป็นประเทศแรกเมื่อต้นเดือนนี้

 

 
 

การเยือนจีนเป็นเวลา 5 วัน ในระหว่างวันที่ 15 – 19 มิ.ย. จึงถูกมองว่าสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลเมียนมาในการกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเพื่อนบ้าน ท่ามกลางสถานการณ์ภายในประเทศที่ยังคงเปราะบางจากสงครามกลางเมืองที่ถูกจุดชนวนขึ้นจากการรัฐประหารเมื่อปี 2021

 

โดยนับตั้งแต่การทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอองซานซูจีเมื่อห้าปีก่อน เมียนมาต้องเผชิญกับแรงกดดันและการโดดเดี่ยวจากนานาชาติมาตลอด

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเมียนมาที่ถูกจับตา แต่จีนเองก็ถูกประเมินท่าทีเช่นกันว่า มีแผนการอย่างไรในการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของเมียนมาจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

 

จากการถูกโดดเดี่ยว สู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์

 

เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 มิ.ย.) สื่อทางการเมียนมาเผยแพร่ภาพ มินอ่องหล่าย โบกมือขณะก้าวขึ้นเครื่องบินเพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง ขณะที่สื่อทางการจีนรายงานข่าวการเดินทางมาถึงของเขาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

 

ในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำเมียนมามีกำหนดเข้าพบและหารือกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีน

 

กระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่า นอกจากประธานาธิบดีสีแล้ว มินอ่องหล่ายยังจะได้พบปะหารือกับนายกรัฐมนตรี หลี่เฉียง และประธานสภาประชาชนแห่งชาติ จ้าวเล่อจี้ ด้วย

 

ขณะเดียวกัน สื่อทางการเมียนมารายงานว่า มินอ่องหล่ายจะเยี่ยมชมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงของจีน และเข้าร่วมการประชุมด้านเศรษฐกิจในระหว่างการเยือนครั้งนี้

 

ก่อนหน้านี้ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ปักกิ่งหวังใช้โอกาสนี้เพื่อฟื้นฟูมิตรภาพอันดีกับเมียนมา รวมทั้งกระชับ “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติ” ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

การจับกุมนักวิเคราะห์การเมือง

 

อีกประเด็นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้รับความสนใจ คือกรณีที่ทางการจีนควบคุมตัว มิน ซิน พลเมืองสหรัฐฯ เชื้อสายเมียนมา ซึ่งทำงานเป็นนักวิเคราะห์การเมืองประจำสถาบันคลังสมองแห่งหนึ่งที่มุ่งศึกษาวิจัยประเด็นเกี่ยวกับเมียนมา

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มิน ซิน ผู้ก่อตั้งสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา (Institute for Strategy and Policy Myanmar) ถูกดำเนินมาตรการบังคับทางอาญา เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมจารกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน

 

สถาบันดังกล่าวเป็นองค์กรวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตทางการเมือง ทรัพยากร และสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมา

 

ความมั่นคงชายแดน คือผลประโยชน์ของชาติ

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารในปี 2021 เมียนมาต้องตกอยู่ในสงความกลางเมือง ท่ามกลางการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่มทั่วประเทศ

 

สำหรับจีน สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาถือเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่มีความสำคัญโดยตรง เนื่องจากทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกันเป็นระยะทางถึง 2,100 กิโลเมตร

 

ด้วยความกังวลต่อภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าว จีนจึงพยายามเข้าแทรกแซงเพื่อควบคุมและลดบทบาทของกลุ่มต่อต้านที่กำลังต่อสู้กับกองทัพเมียนมา

 

นอกจากนี้ ปักกิ่งยังแสดงท่าทีสนับสนุนการเลือกตั้งเมียนมาที่จัดขึ้นเมื่อต้นปีนี้อย่างชัดเจน ซึ่งผลก็ออกมาแบบเดียวกับที่ทั่วโลกคาดการณ์ นั่นคือกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรของกองทัพเมียนมาคว้าชัยชนะไปอย่างง่ายดาย

 

โดยเมื่อเดือนเมษายน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ได้พบหารือกับ มินอ่องหล่าย ที่กรุงเนปิดอว์ และยืนยันว่าจีนจะสนับสนุนเมียนมาในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

 

อย่างไรก็ดี การที่จีนให้การสนับสนุนกระบวนการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารเมียนมานั้น ถูกมองว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และสร้างเสถียรภาพตามแนวชายแดน มากกว่ามุ่งผลักดันให้เมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ แม้มินอ่องหล่ายจะเปลี่ยนผ่านจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี หลังบริหารประเทศภายใต้กองทัพมานานห้าปี แต่กลุ่มผู้สังเกตการณ์ด้านประชาธิปไตยต่างมองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงแค่การ “เปลี่ยนป้ายชื่อใหม่” ของการปกครองโดยระบอบทหารเท่านั้น

 

การเดินทางเยือนจีนของมินอ่องหล่ายในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญ โดยสะท้อนถึงความต้องการของเมียนมาในการแสวงหาการสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการเมืองจากประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในภูมิภาค ขณะที่จีนเองก็ต้องการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนและปกป้องผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของตน

 

ภาพ: Lintao Zhang / Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising