ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 นั้น ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 ว่าด้วยการจำกัดสิทธิเสรีภาพ และมาตรา 31 ว่าด้วยบุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน
ประเด็นสำคัญ
ทั้งนี้ จะมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และความเห็นส่วนตัวขององค์คณะตุลาการสู่สาธารณะในภายหลัง
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเรื่องพิจารณาที่ 28/2568 ซึ่งศาลแขวงสมุทรปราการได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย และมีที่มาที่ไปจากอารยะขัดขืนของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเคลื่อนไหวด้านการศึกษาและสิทธิมนุษยชน กระบวนการดังกล่าวกินเวลาร่วม 3 ปี จนกระทั่งคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ (12 พฤษภาคม)
จุดเริ่มต้นอารยะขัดขืน การเกณฑ์ทหารขัดต่อ ‘มโนธรรมสำนึก’
เมื่อ 5 เมษายน 2567 เนติวิทย์ได้แสดงอารยะขัดขืนปฏิเสธการเข้าร่วมจับใบดำ-ใบแดง และการตรวจเลือกทหาร ที่สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้เหตุผลว่า การบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานและมโนธรรมสำนึก ของตนเอง เขายืนยันว่ายอมรับผลทางกฎหมายทั้งหมดที่จะตามมา
ต่อมาในปี 2567 เนติวิทย์ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหลีกเลี่ยงเกณฑ์ทหารตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 เขาเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ. บางปู โดยให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน
ช่วงกลางปี 2568 พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องเนติวิทย์ต่อศาลแขวงสมุทรปราการ (คดีหมายเลขดำที่ อ 3118/2568) ในข้อหาหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 โดยศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์
ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ศาลแขวงสมุทรปราการดำเนินการสืบพยาน ฝ่ายจำเลย (เนติวิทย์) ได้นำพยานขึ้นเบิกความเพื่อยืนยันว่า พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ มีบทบัญญัติที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพทางมโนธรรมสำนึก ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ
จากศาลแขวง สู่ศาลรัฐธรรมนูญ
หลังการสืบพยาน ทนายความของเนติวิทย์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ตามมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 31 หรือไม่
ศาลแขวงสมุทรปราการพิจารณาแล้วเห็นควรส่งคำร้องดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาคดีของเนติวิทย์ออกไปก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ช่วงเดือนมกราคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา และได้มีคำสั่งเรียกเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมชี้แจงประเด็นดังกล่าวภายใน 15 วัน
มติเอกฉันท์ พ.ร.บ. รับราชการทหารฯ ไม่ขัด รธน.
จนกระทั่งวันนี้ (12 พฤษภาคม) ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยุติการไต่สวนและแถลงผลการวินิจฉัยด้วยวาจา โดยรายละเอียดของคำวินิจฉัยจะมีการเผยแพร่เป็นเอกสารต่อสาธารณะต่อไป
สำหรับ พ.ร.บ. รับราชการทหารฯ มาตราที่เป็นประเด็นต้องพิจารณา ความว่า
มาตรา 27 ทหารกองเกินซึ่งถูกเรียกต้องมาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือก ตามกำหนดหมายนั้นโดยนำใบสำคัญทหารกองเกิน บัตรประจำตัวประชาชน และประกาศนียบัตรหรือหลักฐาน การศึกษามาแสดงด้วย ถ้าไม่มาหรือมาแต่ไม่เข้ารับการตรวจเลือก หรือไม่อยู่จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ ให้ถือว่าทหารกองเกินนั้นหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือก เว้นแต่
(1) ข้าราชการซึ่งได้รับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยปัจจุบันทันด่วนให้ไปราชการอันสำคัญยิ่ง หรือไปราชการต่างประเทศโดยคำสั่งของเจ้ากระทรวง
(2) นักเรียนซึ่งออกไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
(3) ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ราชการ หรือโรงงานอื่นใด ในระหว่างที่มีการรบหรือ การสงคราม อันเป็นอุปกรณ์ในการรบหรือการสงครามและอยู่ในความควบคุมของกระทรวงกลาโหม
(4) บุคคลซึ่งกำลังปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยทหารในราชการสนาม
(5) เกิดเหตุสุดวิสัย
(6) ไปเข้าตรวจเลือกที่อื่น
(7) ป่วยไม่สามารถจะมาได้ โดยให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้มาแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก
กรณีตาม (1) (2) (3) หรือ (4) ต้องได้รับการผ่อนผันเฉพาะคราวจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย
มาตรา 45 บุคคลใดหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือก เข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายเรียกของนายอำเภอ หรือมาแต่ไม่เข้ารับการตรวจเลือก หรือไม่อยู่จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ หรือหลีกเลี่ยง หรือขัดขืนด้วยประการใด ๆ เพื่อจะไม่ให้เข้ารับราชการทหาร กองประจำการตามพระราชบัญญัตินี้ หรือบุคคลใดเข้ารับราชการทหารกองประจำการแทนผู้อื่น หรือเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยสัญญาว่าจะช่วยเหลือผู้หนึ่งผู้ใดมิให้ต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี


