×

พลพีร์ เจเศรษฐ์ วรศิษฎ์ 3 รมช.มหาดไทย บนแรงคาดหวัง นามสกุลการเมือง และบทพิสูจน์ภารกิจมหาดไทย

29.05.2026
  • LOADING...
ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

ชื่อของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คน ได้แก่ พลพีร์ สุวรรณฉวี เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถูกจับตาตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าสู่กระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ แต่เพราะแต่ละคนมาพร้อมต้นทุน ประสบการณ์ และเส้นทางการเมืองที่แตกต่างกัน

 

 

ทั้ง 3 คนล้วนเติบโตมาจากครอบครัวการเมืองและเครือข่ายบ้านใหญ่ในพื้นที่ ทำให้การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรับไม้ต่อทางการเมือง แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญในการแสดงบทบาทของคนการเมืองรุ่นใหม่ในการบริหารกระทรวงมหาดไทย

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 1

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ดังนั้น ต้นทุนและนามสกุลทางการเมืองอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะคำถามสำคัญหลังเข้ารับตำแหน่ง คือพวกเขาจะสร้างผลงานอะไรให้ประชาชนจดจำได้ในกระทรวงที่เป็นกลไกสำคัญของการบริหารประเทศ ทำงานเชื่อมโยงตั้งแต่ส่วนกลางสู่ท้องถิ่น และดูแลภารกิจที่กระทบต่อชีวิตประชาชนในทุกมิติ ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในทุกพื้นที่ของประเทศ

 

บทสัมภาษณ์พิเศษครั้งนี้ THE STANDARD ชวนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คน พูดคุยผ่านคำถามชุดเดียวกัน ตั้งแต่ความรู้สึกในวันที่รู้ว่าจะได้รับตำแหน่ง วินาทีแรกที่เดินเข้ากระทรวงมหาดไทย มุมมองต่อคำว่า ‘บ้านใหญ่’ แรงกดดันจากนามสกุลทางการเมือง บทเรียนจากครอบครัว ครูทางการเมือง

 

ตลอดจนโจทย์ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยในยุคนี้ เพราะเบื้องหลังตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ได้มีเพียงอำนาจหรือเกียรติยศ แต่ยังมีความคาดหวัง ภาระ และการพิสูจน์ตัวเองที่ต้องเกิดขึ้นทุกวัน

 

รู้จัก 3 รมช.มหาดไทย

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 2

พลพีร์ สุวรรณฉวี มท.2
กำกับดูแลกรมที่ดิน กรมการพัฒนาชุมชน (พช.)
การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

พลพีร์ สุวรรณฉวี สส. นครราชสีมา 4 สมัย หรือ มท.2 เป็นบุตรชายของว่าที่ ร.ต. ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ผู้ล่วงลับ

 

พลพีร์กล่าวว่า จุดเริ่มต้นทางการเมืองของตนเอง ไม่ได้เกิดจากการวางแผนระยะยาว หากเกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2550 ขณะนั้นอายุเพียง 24 ปี และกำลังศึกษาระดับปริญญาโท อยู่ที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงเดียวกับที่พ่อของเขาถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากคดียุบพรรคไทยรักไทย กลุ่มบ้านเลขที่ 111

 

“พ่อโทรมาถามว่าจะกลับมาลงสมัคร สส.ไหม ตอนแรกผมปฏิเสธ เพราะยังอยากใช้ชีวิตวัยรุ่นที่เมืองนอกต่อ”

 

แต่คำตอบนั้นเปลี่ยนไป เมื่อผู้เป็นพ่อใช้เหตุผลที่เขาเรียกว่า ไม้ตาย “ถ้าเต้ยไม่กลับมา พ่อจะให้แม่ลงสมัครในเขตนั้นแทน”

 

สำหรับพลพีร์ การตัดสินใจกลับประเทศไทยในเวลานั้น ไม่ได้เกิดจากความพร้อมทางการเมือง หากเกิดจากความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่อยากให้แม่ต้องเข้ามารับภาระ “แม่เป็นพยาบาล อยากให้อยู่เฉยๆ”

 

แม้จะเติบโตในครอบครัวการเมือง แต่พลพีร์บอกว่า ในวัยเด็ก เขาแทบไม่ได้คลุกคลีกับงานหาเสียงหรือกิจกรรมทางการเมืองของครอบครัวเลย เพราะช่วงเวลาส่วนใหญ่คือการเห็นพ่อทำงานราชการและงานการเมืองจนแทบไม่มีเวลาอยู่บ้าน

 

“ตอนเด็กเราสงสัยตลอดว่า ทำไมชีวิตเราไม่มีพ่อเหมือนคนอื่น พ่อหายไปไหน ทำไมคนมาที่บ้านเยอะ ทำไมมีคนโทรตามตลอด”

 

คำถามในวัยเด็ก กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เขาเห็นอีกด้านของการเมือง นั่นคือ ปัญหาของประชาชนไม่เคยสิ้นสุด และหน้าที่ของผู้แทนไม่ใช่เพียงการรับฟัง แต่คือการหาทางจัดการปัญหาเหล่านั้นภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่

 

“ปัญหาของประชาชนในประเทศนี้ไม่เคยหมดจริงๆ และในฐานะตัวแทน เราจะบริหารจัดการอย่างไร โดยไม่ไปก้าวล่วงระบบราชการ ภายใต้กฎหมาย มาตรา 157 และกรอบจริยธรรมที่มีอยู่”

 

จุดเปลี่ยนสำคัญของพลพีร์ เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของพ่อในช่วงปี 2552 ซึ่งตรงกับจังหวะที่ประเทศกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2554 เขายอมรับว่าเวลานั้นคือช่วงที่ความกดดัน และความรับผิดชอบถาโถมเข้ามาพร้อมกัน

 

เพราะก่อนหน้านั้น บนเส้นทางการเมืองแทบทั้งหมดมีพ่อเป็นผู้วางระบบและดูแลให้ ตั้งแต่การหาเสียง การวางแผน ไปจนถึงรายละเอียดต่างๆ แต่เมื่อไม่มีพ่ออยู่แล้ว เขาต้องเริ่มต้นทุกอย่างด้วยตัวเอง ท่ามกลางคำถามว่า แล้วเราจะทำได้หรือไม่

 

สิ่งที่กลายเป็นแรงผลักสำคัญ คือ เสียงสะท้อนจากประชาชนระหว่างลงพื้นที่ เมื่อชาวบ้านเริ่มเล่าถึงผลงานและความทรงจำที่มีต่อพ่อ ทั้งเรื่องน้ำสะอาด ถนน และการพัฒนาพื้นที่

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากวันหนึ่งต้องวางมือจากการเมือง ผู้คนจะจดจำเขาได้แบบเดียวกันหรือไม่ คำถามนั้นกลายเป็นแรงขับให้พลพีร์ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อมองปัญหาด้วยตัวเองและแก้ไขให้ตรงจุด

 

ส่วนเส้นทางการเมืองอย่างเป็นทางการ พลพีร์เริ่มต้นกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ตามแนวทางของพ่อที่ร่วมงานกับสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก่อนย้ายไปพรรคเพื่อไทยหลังรัฐประหาร จากความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างแกนนำพรรคกับครอบครัว และในปี 2562 จึงย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยมีวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส. สระบุรี เป็นผู้ประสานให้เข้าพบอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมืองบทใหม่ในพรรคภูมิใจไทย

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 3

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ มท.3
กำกับดูแล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
กรมโยธาธิการและผังเมือง การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ขณะที่ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส. อุทัยธานี 3 สมัย หรือ มท.3 เป็นบุตรชายของ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหลานชายของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนฯคนอุทัยธานี 5 สมัย

 

เจเศรษฐ์ บอกกับ THE STANDARD ว่า การเมืองไม่ใช่อาชีพที่เลือกในภายหลัง แต่เป็นเส้นทางที่เติบโตมาพร้อมชีวิต “ผมไม่เคยทำอาชีพอื่น นอกจากนักการเมือง”

 

เขายอมรับว่า ครอบครัวการเมือง โดยเฉพาะการท้องถิ่น มีพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน ในยุคที่ผู้ใหญ่บ้านยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน ก่อนยุคอินเทอร์เน็ต ผู้คนที่ต้องการถามทางหรือขอความช่วยเหลือ ต่างต้องเดินมาหาผู้ใหญ่บ้าน

 

ต่อมาแม่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี และนั่นทำให้เขาเริ่มเรียนรู้งานการเมืองและงานบริหารท้องถิ่นอย่างจริงจัง เขาถูกส่งไปนั่งฝึกงานในห้องรองนายกเทศมนตรี เรียนรู้การตรวจเอกสารและงานธุรการ แต่เขายอมรับว่าอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานโต๊ะ

 

จากนั้นจึงย้ายไปทำงานกับฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ของเทศบาล ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เขาผ่านการฝึกดับเพลิง ลงพื้นที่ช่วยเหลือเหตุฉุกเฉิน และทำงานแนวหน้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยหลายครั้งได้รับบทบาทหัวหน้าชุดในการฝึกปฏิบัติ

 

นอกจากงานภาคสนาม เขายังรับผิดชอบหนังสือร้องเรียนของประชาชนตั้งแต่ต้นจนจบ จนเริ่มเป็นที่รู้จักในพื้นที่เทศบาลประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นต้นทุนสำคัญ ก่อนที่ชื่อของเขาจะถูกผลักดันเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ

 

ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ในจังหวะที่การเมืองเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวหลังรัฐประหาร ชื่อของ ‘เจเศรษฐ์’ เริ่มถูกผลักดันจากคนในพื้นที่เทศบาลไปยัง ‘ชาดา’ ผู้เป็นลุงให้ก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง สส. ท่ามกลางสมการการเมืองอุทัยธานีที่มีเพียง 2 ที่นั่ง หนึ่งที่นั่งเป็นของชาดา ที่ครองพื้นที่มาอย่างยาวนาน ขณะที่อีกเก้าอี้เป็นของพรรคประชาธิปัตย์

 

แม้จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้เจเศรษฐ์แตกต่าง คือ ความสดใหม่ และมีวิธีหาเสียง เขาเลือกใช้รถจักรยานยนต์ลงพื้นที่ตั้งแต่ 7 โมงเช้า เข้าแทบทุกหลังคาเรือนที่มีคนอยู่ในบ้าน ไม่ใช้รถยนต์ เพราะมองว่าไม่ทันเวลา “กระโดดขึ้น กระโดดลง ไปทุกบ้าน”

 

หากวันใดเดินพื้นที่ไม่ทัน เขาเลือกค้างคืนในพื้นที่ต่อทันที ไม่ว่าจะเป็นวัด บ้านชาวบ้าน หรือแม้แต่พื้นที่เลี้ยงสัตว์ เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียว คือทำความรู้จักพื้นที่ให้มากที่สุด ผลลัพธ์คือการลงพื้นที่กว่า 17,000 หลังคาเรือน จนเขากล่าวว่า รู้แทบทุกหมู่บ้าน ทุกแยก ถนนทุกเส้น และระบบประปาในพื้นที่

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 4

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4
กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
กรุงเทพมหานคร องค์การจัดการน้ำเสีย และองค์การตลาด

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ส่วน วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส. สตูล 3 สมัย หรือ มท.4 เป็นบุตรชายของสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ เจ้าของ หจก.เกียรติเจริญชัย ที่มีธุรกิจทั้งเรือประมง รถบรรทุก แพปลา ท่าเรือ รับเหมาก่อสร้าง สถานีบริการน้ำมัน สวนปาล์ม และค่ายมวยเกียรติเจริญชัย ทั้งยังเป็นหลานชายของสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ อดีตนายก อบจ.สตูล 3 สมัย

 

วรศิษฎ์ กล่าวว่า ครอบครัวของตนเอง เดิมเป็นคนสาธารณะอยู่แล้ว โดยเฉพาะพ่อที่บ้านทำธุรกิจประมง เวลาทำงานหรือมีโอกาสอะไร เราก็มักจะช่วยชาวบ้านอยู่ตลอด ตั้งแต่ไม่ได้เริ่มเป็นนักการเมืองด้วยซ้ำ ส่วนตนเองนั้น ก็เป็นนักธุรกิจมาก่อน และค่อนข้างมีความสุขกับการทำธุรกิจมาก

 

ในช่วงปี 2562 มีผู้ใหญ่ในพรรคพรรคภูมิใจไทยมาชวนลงการเมือง เขาคงมองศักยภาพในตัวเรา หากต้องกระโดดเข้าสู่สนามการเมือง ก็มั่นใจว่าน่าจะทำได้ แต่ตอนนั้น เรากลับปฏิเสธ เนื่องจากไม่ได้สนงานการเมือง เพราะเห็นว่า ในบางครั้งการเมืองมีความโหดร้าย ด้วยความอยากเอาชนะ ก็ทำให้คนทำอะไรที่ไม่น่ารักต่อกันได้

 

แต่ผู้ใหญ่ได้บอกว่า “ถ้าอยากเปลี่ยนบ้านเมือง การเมืองคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด สามารถขับเคลื่อนอะไรได้หลายอย่าง ถ้าจะใช้ตัวเองเปลี่ยนโดยไม่มีเครื่องมือ มันยากมาก แทบเป็นไปไม่ได้” คำนั้นทำให้คิด สุดท้ายเลยลอง จากวันนั้นถึงวันนี้ก็อยู่ในโลกการเมืองมาโดยตลอด

 

สิ่งแรกที่ทำ หลังรู้ว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 5

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

พลพีร์: สิ่งแรกที่ทำ คือ จุดธูปบอกแม่ครับ ไม่ได้โทรหาใครเลย จุดธูปบอกแม่ว่า “ช่วยด้วย ช่วยด้วย” (หัวเราะ)

 

พร้อมเล่าว่า ตนมีความผูกพันกับกระทรวงมหาดไทยมาตั้งแต่วัยเด็ก เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่ใกล้ชิดกับงานราชการและสายปกครอง คุณตาเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดและรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

 

ขณะที่พ่อเติบโตมาจากสายปกครอง ผ่านตำแหน่งนายอำเภอ ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง ส่วนแม่เป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลค่ายในจังหวัดนครราชสีมา

 

เจเศรษฐ์: ของผม ท่านไชยชนกโทรศัพท์มาบอกว่า แกนนำพรรคมีความเห็นว่าจะให้ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) คนแรกที่บอกคือภรรยา เพราะตอนนั้นภรรยากำลังตั้งครรภ์ และยอมรับว่ารู้สึกกดดันพอสมควร

 

“ถามว่าอยากทำงานไหม ก็อยากทำ แต่ไม่คิดว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ เลยนอนไม่หลับอยู่ 3-4 คืน”

 

เขายังยอมรับด้วยว่า รู้สึกกดดันอย่างมาก กับการมีสมาชิกตระกูลไทยเศรษฐ์ 2 คนอยู่ในคณะรัฐมนตรี โดยอีกคนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ขณะที่เขารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

วรศิษฎ์: คนแรกที่โทรหาคือ พ่อ เพราะความรู้สึกแรกหลังทราบข่าวไม่ใช่ความยินดี แต่เป็นความลังเล จนถึงขั้นไม่อยากรับตำแหน่ง ซึ่งการตัดสินใจไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่มีเหตุผลส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องครอบครัว เพราะมีลูกเล็ก และรู้ดีว่าหากรับตำแหน่งรัฐมนตรี เวลาส่วนตัวและเวลาของครอบครัวจะลดลงอย่างมาก

 

อีกด้านหนึ่ง เขามองว่าตัวเองยังมีเวลาในเส้นทางการเมืองอีกมาก และไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอย่างไรก็ตาม พ่อเป็นผู้ให้มุมมองกลับมา โดยบอกว่า “โอกาสในชีวิตแบบนี้มันไม่ได้มีมาบ่อยๆ มีแต่คนวิ่งหา”

 

“ผมไม่ได้มายด์เรื่องตำแหน่ง จะเป็นหรือไม่เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้มายด์ เพราะไม่ว่าจะได้รับมอบหมายหน้าที่อะไร ผมก็ทำเต็มที่ทุกหน้าที่”

 

ครูทางการเมือง

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 6

พลพีร์ และไพโรจน์ สุวรรณฉวี

ภาพ: Polapee Suwunchwee/Facebook

 

พลพีร์: “ไพโรจน์ สุวรรณฉวี และเนวิน ชิดชอบ”

 

เขาอธิบายเพิ่มว่า ชอบความแม่นยำด้านการปกครองของพ่อ เพราะการเป็นอดีตข้าราชการ ไม่เคยได้เป็นนายของใคร สามารถจดจำข้อมูลในพื้นที่ได้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นทักษะที่มาจากการเติบโตในสายราชการและงานปกครอง

 

ขณะเดียวกัน ก็ชอบสไตล์ลูกทุ่งของ ‘เนวิน’ ด้วย สิ่งที่ทำให้สนใจเนวินมากที่สุด คือการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ “ผมตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่า บุรีรัมย์มีอะไรดีกว่าโคราช แล้วทำไมวันนี้บุรีรัมย์ไปได้ไกลกว่า” ผมพยายามศึกษาแนวทางการพัฒนาดังกล่าวอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ได้รับมักเป็นภาพรวม มากกว่าวิธีการลงลึกหรือ ‘How to’

 

ไพโรจน์กับเนวิน มีลักษณะที่เสริมกันระหว่างสายบู๊ และสายบุ๋น และเติบโตมาท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่แม้จะปะทะกันหนักในสภา แต่เมื่อจบเวทีก็ยังพูดคุยกันได้ตามปกติ

 

ส่วน อนุทิน กับเนวินนั้น ทั้งสองคนลักษณะต่างกัน แต่ส่งเสริมกันได้อย่างลงตัว อนุทินเป็นผู้นำสไตล์ ‘พูดน้อย ต่อยหนัก’ และเป็นสายปฏิบัติ (Execute) ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ปลายทางหากอนุทินเป็นคนกำหนดผลลัพธ์ ส่วนครูใหญ่ให้คำปรึกษาถ้าเราขอ พร้อมทั้งอธิบายวิธีเดินไปสู่เป้าหมาย

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 7

ชาดา และเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์

ภาพ: เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ /Facebook

 

เจเศรษฐ์: “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เพราะผู้ที่เป็นทั้งผู้ใหญ่ในครอบครัว และบุคคลที่ได้เรียนรู้วิธีคิดทางการเมืองมาตลอดเส้นทางการทำงานการเมือง

 

แต่หากพูดถึงครูใหญ่ เขามองว่า เนวิน เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์สูงและมีความสามารถในการอ่านสถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างลึกซึ้ง

 

“ท่านเป็นคนวิเคราะห์สถานการณ์ได้แตก”

 

สิ่งที่โดดเด่นของเนวิน คือ มีกลยุทธ์ที่หลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมือง แต่รวมถึงการบริหาร การทำงาน และแม้แต่การกีฬา ซึ่งสะท้อนวิธีคิดเชิงระบบและการวางแผน เป็นคนอ่านคนขาด มีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ

 

แต่ในเวลาเดียวกันก็เปิดรับความคิดเห็นจากทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเสียงที่อาจไม่ได้รับการรับฟังมากนัก เช่น คนรุ่นใหม่หรือแนวคิดใหม่ๆ ท่านรับฟัง แล้วก็ให้โอกาสคนทำงาน

 

ส่วน ‘อนุทิน’ เจเศรษฐ์มองว่า เป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติครบถ้วน สำหรับบทบาทหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ทั้งในด้านภาวะผู้นำ การบริหาร และการทำงานร่วมกับคนหลากหลายกลุ่ม

 

จุดเด่นสำคัญของอนุทิน คือ ความพร้อมทั้งในด้านวิธีคิด บุคลิก และศักยภาพในการบริหารองค์กรการเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นผู้นำระดับประเทศ

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 8

ชัย ชิดชอบ บิดาของเนวิน ชิดชอบ

แฟ้มภาพ: THE STANDARD TEAM

 

วรศิษฎ์: ผมชอบ ปู่ชัย ชิดชอบ เพราะท่านทำให้เห็นว่า “ความสุขในการทำงานมีอยู่จริง” ผมทันเห็นช่วงที่ปู่ชัย ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา และสิ่งที่ทำให้ประทับใจคือความแตกต่างระหว่างช่วงเวลาปกติกับเวลาที่ขึ้นทำหน้าที่บนบัลลังก์

 

แม้อายุจะมากและต้องมีคนคอยดูแล แต่เมื่อขึ้นทำหน้าที่กลับเหมือนเป็นคนละคน ทั้งมีพลัง มีความสุข มีอารมณ์ขัน และยังคงมีไหวพริบปฏิภาณที่รวดเร็ว “คนอายุขนาดนั้น แต่ยังคิดเร็ว ยังมีไหวพริบ ถือว่าเก่งมาก”

 

วรศิษฎ์บอก THE STANDARD ด้วยว่า เขาชื่นชมเนวิน โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการพัฒนาพื้นที่ จุดเด่นของเนวินคือวิธีมองโลกที่ต่างจากคนทั่วไป ทั้งเรื่องโอกาสทางเศรษฐกิจ การตลาด และการวิเคราะห์ข้อมูล เนวินจะมองเห็นในมุมที่คนอื่นไม่เห็นการได้ทำงานใกล้ชิดจึงไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการเรียนรู้วิธีคิดและมุมมองที่แตกต่าง ซึ่งนำไปสู่การมองเห็นโอกาสใหม่ๆ

 

ส่วนอนุทิน หัวหน้าพรรคและผู้บังคับบัญชานั้น สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือความติดดินและเข้าถึงง่าย แม้อยู่ในตำแหน่งสูง แต่อนุทินยังคงวางตัวเรียบง่าย รับฟัง และเปิดโอกาสให้คนทำงานเข้าพูดคุยได้เสมอ

 

“ไม่ใช่เฉพาะตอนเป็นรัฐมนตรี ตอนเป็น สส. หรือแม้แต่ตอนเป็นผู้สมัคร ท่านก็เป็นแบบนี้”

 

เข้ากระทรวงมหาดไทยครั้งแรก เรื่องอะไรยากกว่าที่คิดไว้

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 9

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

พลพีร์: ก้าวแรกที่เข้ากระทรวงมหาดไทย ผมรู้สึกถึงความขลังขององค์กรจริง ๆ ทั้งตัวอาคารและหน้าต่างไม้ ที่สร้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ 6 ทุกอย่างสะท้อนประวัติศาสตร์และรากฐานของกระทรวง จนทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในวันที่เราเข้ามาอยู่ตรงนี้ จะทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรและประชาชนได้อย่างไร

 

ส่วนสิ่งที่ยากกว่าที่คิด คือ คน ไม่ใช่แค่ระบบราชการ แต่รวมถึงทุกฝ่ายที่ต้องทำงานร่วมกัน ทั้งข้าราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และเพื่อนร่วมงาน ผมชอบเปรียบเทียบว่า หลายคนทำงานเหมือนม้าแข่ง ที่ถูกปิดตา มองเห็นแค่ทางตรงข้างหน้า ยึดติดกับกรอบ กฎ และระเบียบเดิม จนกลายเป็นข้อจำกัดของตัวเอง

 

แต่ถ้าเราถอดแว่นม้าแข่งออก มองให้กว้างขึ้น เราจะเห็นว่าโลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกล และหลายเรื่องสามารถนำมาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การมีวิสัยทัศน์ แต่คือการพาทุกคนเดินไปด้วยกัน เพราะถ้าผมเดินนำไป 2 ก้าว คนข้างหลังก็ล้ม แต่ถ้าเขาเดินนำผม 2 ก้าว ผมก็ล้มเหมือนกัน มันต้องหาสมดุลและเดินไปพร้อมกัน

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 10

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

เจเศรษฐ์: ยอมรับว่า เข้ามาวันแรกรู้สึกกดดันมาก เพราะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต โดยภารกิจที่รับผิดชอบ ทั้ง ปภ. กรมโยธาธิการและผังเมือง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปานครหลวง ล้วนเชื่อมโยงกับปัญหาของประชาชนโดยตรง

 

ตลอดกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา จึงเร่งปรับวิธีคิดและการทำงานใหม่ โดยเฉพาะงานด้านภัยพิบัติที่เปลี่ยนรูปแบบมากขึ้น พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยี ทั้งดาวเทียม ระบบเฝ้าระวัง และข้อมูลร่วมกับกระทรวงดีอี เพื่อพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย ภายใต้แนวคิด “แจ้งแล้วไม่เกิด ดีกว่าเกิดแล้วไม่ได้แจ้ง”

 

ขณะเดียวกันยังยอมรับว่า การเป็นคนในตระกูลไทยเศรษฐ์สร้างแรงกดดันไม่น้อย เพราะเป็นมาตรฐานที่ทำให้ต้องทำให้มาก ทำให้เยอะ และทำเพื่อประชาชนให้ดีที่สุด

 

ส่วนสิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานมหาดไทย คือ การปรับวิธีคิดของข้าราชการ ซึ่งต้องถอดหัวโขน ลงไปเข้าใจระบบราชการและข้อจำกัดของการทำงาน แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช้อุปสรรคเป็นข้ออ้าง และต้องเอาจุดแข็งมาลบจุดด้อย เพื่อขับเคลื่อนงานให้เกิดผลกับประชาชนให้ได้มากที่สุด

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 11

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

วรศิษฎ์: ตอนเหยียบเข้ากระทรวงวันแรก มันวุ่นวายมาก ขณะเดียวกันเราก็ไม่เคยมีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรี ต้องคิดตั้งแต่ทีมทำงาน หน่วยงานที่รับผิดชอบ และวิธีบริหารจัดการ ทุกอย่างยังไม่ชัดเจน

 

ตอนนั้นนายกฯ เพิ่งแบ่งงานภายหลัง ทำให้ยังไม่ได้เห็นภาพรวมทั้งหมด จึงเป็นช่วงที่ต้องค่อยๆ ประเมินว่าแต่ละหน่วยงานทำอะไรได้ และจะเชื่อมโยงไปช่วยประชาชนอย่างไร

 

เริ่มเซตทีมทำงานใหม่ ศึกษากฎหมาย วางโครงสร้างนโยบาย และไล่ทำความเข้าใจหน่วยงานในกำกับทั้งหมด ควบคู่กับการลงพื้นที่ตามที่นายกฯ มอบหมาย เช่น ภาคใต้ ภูเก็ต และเกาะพะงัน ทุกอย่างต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก ใช้กำลังคนค่อนข้างเยอะ และต้องทำความเข้าใจระบบราชการทั้งภาพรวมให้ได้เร็วที่สุด

 

แต่สิ่งหนึ่งในการทำงานกับข้าราชการ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเจ้านาย ผมบอกทุกคนว่า มองผมเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง มีอะไรคุยได้ ถ้าคิดว่าผมผิด เตือนได้ ผมไม่โกรธ ผมไม่เชื่อว่าตัวเองถูกเสมอ ถ้ามีเหตุผลก็มาคุยกันได้ ทำให้ง่ายเข้าไว้ อย่าทำระบบให้ซับซ้อนเกินไป อย่ามองแต่กรอบราชการ ต้องมองมุมประชาชนด้วยถ้ากฎระเบียบเป็นอุปสรรค ต้องรีบบอก เพื่อผลักดันการแก้ไข

 

สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงานที่กระทรวงมหาดไทย คือ เวลาไม่พอ ไม่ใช่ความยากของงานหรือการบริหารคน แต่เป็นข้อจำกัดของเวลา ที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณงานและสิ่งที่อยากผลักดันในแต่ละวัน โดยเฉลี่ยทำงานได้ราว 10-11 ชั่วโมงต่อวัน ที่เหลือคือเวลาพักผ่อน กิน และเดินทาง

 

รูปแบบการทำงานในแต่ละสัปดาห์ค่อนข้างชัดเจน โดยวันจันทร์เข้ากระทรวง วันอังคารมีประชุมคณะรัฐมนตรี พุธและพฤหัสบดีเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎร และวันศุกร์กลับเข้ากระทรวงอีกครั้ง ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์จะลงพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก ยกเว้นกรณีมีภารกิจราชการหรือภารกิจทางการเมืองนอกพื้นที่เพิ่มเติม

 

ถ้าหมดวาระแล้วไม่มีใครจำชื่อได้ อย่างน้อยอยากให้คนจำผลงานอะไร

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 12

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

พลพีร์: จะเดินหน้าระบบ One-Stop Service ให้เกิดขึ้นจริงในหน่วยงานที่กำกับ โดยโครงการโซลาร์รูฟท็อปของการไฟฟ้าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ส่วนระบบของ พช. เสร็จแล้ว และเตรียมเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม ขณะที่กรมที่ดินอยู่ระหว่างการจูนระบบเพิ่มเติม และจะทยอยตามมาในเดือนถัดไป โดยขณะนี้บางบริการสามารถโอนที่ดินข้ามพื้นที่ได้แล้วในจุดที่มีบริการรองรับ พร้อมมีแผนพัฒนาต่อเนื่องในอีก 6 เดือนข้างหน้า

 

เขาระบุว่า ส่วนตัวไม่กลัวการถูกลืม และมองว่าคนไทยลืมง่ายอยู่แล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือการผลักดันงานของรัฐ ให้เดินหน้าและเกิดผลเชิงรูปธรรมต่อประชาชน แต่อยากขายงานที่ราชการเตรียมไว้บริการประชาชนมากกว่า

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 13

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

เจเศรษฐ์: เร่งรัดการขยายเขตน้ำประปาภูมิภาค และโครงการตู้ดื่มน้ำฟรี เพื่อเพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาดให้พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง เดินหน้าจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติแห่งชาติ และปรับบทบาท ปภ. ให้ทำงานเชิงรุกมากขึ้น

 

รวมถึงเร่งขับเคลื่อนงานด้านโยธา และโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่คงค้างอยู่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วให้มีระบบติดตามงานอย่างใกล้ชิด รายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านเพื่อเร่งรัดการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

โดยเฉพาะกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีภารกิจสำคัญด้านป้องกันน้ำท่วม ผังเมือง และพัฒนาพื้นที่สาธารณะ ต้องเร่งขับเคลื่อนให้เร็วขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทันท่วงที

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 14

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

วรศิษฎ์: ผมบอกท่านนายกฯ ไว้ตั้งแต่แรกว่า ถ้าได้เข้ามาทำงาน อยากทำอยู่ 2 เรื่องหลัก คือเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด และการทวงศักดิ์ศรีของคนไทย โดยเฉพาะในบางพื้นที่อย่างภูเก็ต ที่มีประเด็นเกี่ยวกับการเข้ามาของชาวต่างชาติบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือพยายามแทรกแซงในลักษณะที่กระทบต่อพื้นที่ แม้เราจะยินดีให้เขาเข้ามาท่องเที่ยวและสร้างรายได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นที่ไม่ถูกต้องก็ต้องจัดการอย่างชัดเจน

 

ดังนั้นต้องมีการติดตามต่อเนื่อง ต้องวางแผนและเตรียมข้อมูลให้รอบด้าน เพราะหลายเรื่องต้องใช้ความรอบคอบและการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งหลังจากนี้เชื่อว่าจะมีการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

 

“อยากให้ประชาชนคนไทยจดจำชื่อของคุณอย่างไร บนเส้นทางการเมืองครั้งนี้”

 

พลพีร์: “ผมอยากให้คนจำชื่อ พลพีร์ สุวรรณฉวี ในฐานะผู้ให้โอกาส ให้ความรู้ ให้ประสบการณ์ และทำตัวเป็นประโยชน์ต่อหน้าที่”

 

เจเศรษฐ์: อยากให้นึกถึงชื่อ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ แล้วประชาชนรู้สึกว่า เป็นคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องจดจำอะไรมากไปกว่านี้

 

วรศิษฎ์​: ผมอยากให้ประชาชนจดจำผมในฐานะนักการเมืองที่เป็นคนธรรมดา ไม่ได้มองตัวเองเป็นคนพิเศษหรืออยู่เหนือใคร เป็นคนที่เข้าถึงง่าย พูดคุยได้ทุกเรื่อง เมื่อเราไปลงพื้นที่ประชาชนรู้สึกว่า เราเป็นเหมือนคนในครอบครัว เป็นพี่ เป็นเพื่อน มากกว่านักการเมืองทั่วไป

 

ภาพถ่าย 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ 15

เจเศรษฐ์ พลพีร์ วรศิษฎ์
3 รมช. มหาดไทย

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising