Meta ประกาศปลดพนักงานราว 10% ของบุคลากรทั้งหมด หรือประมาณ 8,000 คน พร้อมยกเลิกตำแหน่งงานที่เปิดรับอยู่อีกราว 6,000 ตำแหน่ง โดยการปลดจะมีผลในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในกระแสการเลย์ออฟครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งส่วนหนึ่งถูกขับเคลื่อนโดยการมาถึงของ AI
ประเด็นสำคัญ
จาเนลล์ เกล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของ Meta ระบุในบันทึกภายในถึงพนักงานว่า “เราตัดสินใจเช่นนี้ ในฐานะส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่อง ในการบริหารบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อให้เรามีงบประมาณชดเชยกับการลงทุนอื่นๆ ที่กำลังดำเนินอยู่”
เกลยอมรับว่านี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่าย เพราะหมายถึงต้องปล่อยมือจากคนที่เคยสร้างคุณูปการสำคัญให้กับบริษัทตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ คือการที่ Meta ทุ่มงบลงทุนด้าน AI อย่างหนักหน่วง โดยในปี 2025 บริษัทใช้งบลงทุน (Capex) ไปกว่า 7.22 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.31 ล้านล้านบาท) สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI และคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1.15 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.68 ล้านล้านบาท) ในปี 2026
นอกจากนี้ Meta ยังทุ่มเงินดึงตัวบุคลากรระดับหัวกะทิเข้าสู่ห้องแล็บ Superintelligence พร้อมเข้าซื้อสตาร์ทอัป AI ที่กำลังมาแรงอย่าง Moltbook และ Manus เพื่อเดินเกมแข่งขันกับ OpenAI และบริษัทอื่นๆ
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก CEO ของ Meta เคยส่งสัญญาณไว้ตั้งแต่ต้นปีนี้ว่าบริษัทอาจต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพนักงานจากเทคโนโลยี AI โดยในการประชุมผลประกอบการเดือนมกราคม เขาเรียกปี 2026 ว่าเป็น “ปีที่ AI จะเริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราอย่างมีนัยสำคัญ”
“เราเริ่มเห็นโปรเจกต์ที่เคยต้องใช้ทีมใหญ่ ตอนนี้สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยคนเก่งเพียงคนเดียว” ซักเคอร์เบิร์กกล่าว
สำหรับแพ็กเกจชดเชย Meta ระบุว่าพนักงานในสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับเงินเดือนพื้นฐาน 16 สัปดาห์ บวกเพิ่มอีก 2 สัปดาห์สำหรับทุกปีที่ร่วมงาน ส่วนพนักงานในต่างประเทศจะได้รับแพ็กเกจในลักษณะใกล้เคียงกัน
ปรับทัพต่อเนื่อง สะท้อนศึก AI ที่ Meta ยังตามหลังคู่แข่ง
การเลย์ออฟครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Meta ทยอยปรับลดคนมาแล้วหลายระลอก ซึ่งบริษัทระบุว่าจำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและการโฟกัสสมรภูมิ Generative AI ที่บริษัทยังตามหลัง OpenAI, Google และ Anthropic
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา Meta ปลดพนักงานราว 10% ในส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับโปรเจกต์ Metaverse หรือประมาณ 1,000 คนในหน่วย Reality Labs ต่อมาในเดือนมีนาคมก็เริ่มปลดอีกระลอก กระทบพนักงานหลายร้อยคนข้ามหน่วยงาน ทั้ง Facebook, Reality Labs, ฝ่ายปฏิบัติการทั่วโลก และฝ่ายขาย
นอกจากนี้ Meta ยังประกาศเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าจะลดการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอกและผู้รับจ้างช่วง (Contractors) ที่เคยทำหน้าที่ดูแลการตรวจสอบเนื้อหา หันมาใช้เทคโนโลยี AI แทน
ข้อมูลจากรายงานประจำปีล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม ระบุว่า Meta มีพนักงานทั่วโลก 78,865 คน ณ สิ้นปี 2025 ลดลงจาก 86,482 คนในช่วงปลายปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงหลังกระแสจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคพุ่งสูงจากสถานการณ์โควิด ขณะที่ย้อนไปในปี 2020 Meta มีพนักงานทั่วโลกเพียง 58,604 คน
ในช่วงต้นเดือนนี้ Meta เพิ่งเปิดตัวโมเดล AI สำคัญรุ่นใหม่ชื่อ Muse Spark ซึ่งเป็นโมเดลแรกหลังดึง อเล็กซานเดอร์ หวัง จาก Scale AI เข้ามาร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงลิ่วเมื่อเดือนมิถุนายน
ขณะเดียวกัน สัปดาห์นี้ Meta เพิ่งเปิดเผยกับพนักงานว่าบริษัทกำลังใช้เครื่องมือใหม่ชื่อ Model Capability Initiative เพื่อติดตามและเก็บข้อมูลพนักงานผ่านคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน รวมถึงการกดแป้นพิมพ์และคลิกเมาส์ โดยโฆษกของบริษัทชี้แจงว่าข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต่อการเทรน AI Agent
คลื่นเลย์ออฟทั่ววงการเทค เบื้องหลังที่ไม่ได้มาจาก AI ทั้งหมด
การปลดพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่ Meta แต่กำลังลุกลามทั่ววงการเทคโนโลยี โดยในวันเดียวกัน Microsoft ยืนยันว่าจะเปิดโครงการสมัครใจลาออก (Voluntary Buyout) ให้พนักงานในสหรัฐฯ บางส่วน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของบริษัทซอฟต์แวร์อายุ 51 ปีแห่งนี้ โดยประมาณ 7% ของพนักงานในสหรัฐฯ เข้าข่ายได้รับสิทธิ
ขณะที่ในเดือนมกราคม Amazon ประกาศปลดพนักงานระดับองค์กรราว 16,000 คน ซึ่งเป็นการปลดครั้งใหญ่ครั้งที่สองในรอบ 3 เดือน ส่วน Block บริษัทฟินเทครายสำคัญ ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าจะปลดพนักงานถึง 40% หรือกว่า 4,000 คน พร้อมเตือนว่าจะมีบริษัทอื่นเดินตามรอยอีกมาก
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรายงานของบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ชี้ว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่หนักเท่าปี 2023 ที่ผ่านมา และ AI ไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวของการปลดคน โดยการประเมินระบุว่า AI เป็นเหตุผลเบื้องหลังการเลย์ออฟเพียงราว 25% ในปีนี้
“การปลดพนักงานในวงการเทคไม่ใช่ผลจากความสำเร็จของ AI แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการย้ายงบไปลงทุนกับ AI โดยคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในอนาคต” แคธี รอสส์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Gartner กล่าว
นักวิเคราะห์ยังคาดว่า การทุ่มเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจแตะจุดสูงสุดราวปี 2028 ซึ่งหลังจากนั้นบริษัทเทคอาจมีความยืดหยุ่นทางการเงินมากขึ้น และอาจหนุนให้การจ้างงานกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.04 บาท ณ วันที่ 21 เมษายน 2569
ภาพ : Bangla press / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://edition.cnn.com/2026/04/23/tech/meta-layoffs-10-percent-staff-ai
- https://techcrunch.com/2026/04/23/meta-job-cuts-10-percent-8000-employees/
- https://www.businessinsider.com/tech-layoffs-jobs-hit-ai-air-pocket-what-happens-next-2026-4
- https://www.cnbc.com/2026/04/23/meta-will-cut-10percent-of-workforce-as-it-pushes-more-into-ai.html

