×

KING LEO กับงานอำลาทีมชาติที่เกือบไม่เกิดขึ้น หาก ‘เมสซี’ เลือกยอมแพ้เมื่อ 10 ปีก่อน

06.10.2026
ลิโอเนล เมสซี แสดงสีหน้าผิดหวังหลังความพ่ายแพ้ในการแข่งขันฟุตบอล

งานเลี้ยงอำลาของ ลิโอเนล เมสซี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้… จริงๆ แล้วเกือบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นด้วยซ้ำ

 

เพราะครั้งหนึ่ง ชายคนนี้เคยปักใจเชื่อไปแล้วว่า เรื่องราวระหว่างเขากับทีมชาติอาร์เจนตินา มันจบลงไปตั้งนานแล้ว

 

ย้อนกลับไปในปี 2016 หลังอาร์เจนตินาพ่ายชิลีในการดวลจุดโทษ รอบชิงชนะเลิศ Copa América Centenario เมสซีเดินออกจากสนามด้วยหัวใจที่แตกสลาย ก่อนจะเลือกเอ่ยถ้อยแถลงที่ช็อกแฟนบอลทั้งประเทศของพวกเขาด้วยการประกาศอำลาทีมชาติในวัยเพียง 29 ปี

 

“สำหรับผม ทีมชาติจบลงแล้ว”

 

นั่นคือคำพูดของชายที่พาบ้านเกิดลุยถึงรอบชิงรายการใหญ่ 3 ปีซ้อน ตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2014, โคปา อเมริกา 2015 และ 2016 แต่ดูเหมือนเทพีแห่งชัยชนะจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเสมอ… ส่งผลให้บทสรุปของเขากับทีมชาติ ต้องจบลงด้วยน้ำตาและความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

ตลอดหลายปี เมสซีต้องแบกรับคำถามเดิมๆ ว่า เหตุใดชายที่กวาดทุกความสำเร็จกับบาร์เซโลนา ถึงไม่เคยเสกความสุขแบบเดียวกันในเสื้อสีฟ้า-ขาว?

 

เขาถูกดึงไปเปรียบเทียบกับ ดิเอโก มาราโดนา ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นผู้นำ ไปจนถึงถูกถากถางด้วยคำว่า “Pecho Frío” คำสบประมาทที่โจมตีว่าเขาเป็นคน ‘หัวใจเย็นชา’ และขาดความดุดันยามรับใช้ชาติ

 

ทั้งที่จุดเริ่มต้นของเมสซีกับอาร์เจนตินาเองก็ไม่ได้ง่ายตั้งแต่แรก

 

เด็กชายจากโรซาริโอย้ายไปอยู่บาร์เซโลนาตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่สมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินาแทบไม่รู้จักเขาเสียด้วยซ้ำ

 

ครั้งหนึ่ง AFA ถึงขั้นส่งแฟกซ์ไปยังบาร์เซโลนาเพื่อสอบถามถึงนักเตะที่สะกดชื่อว่า “Mecci” และเมื่อเมสซีเริ่มเล่นให้ทีมชาติ เขายังต้องเจอกับคำครหาว่าเป็นเด็กที่โตในสเปน ไม่ได้ผ่านฟุตบอลในประเทศ และดูห่างไกลจากความเป็นอาร์เจนตินาในสายตาของแฟนบอลบางส่วน

 

ความรักระหว่างเมสซีกับอาร์เจนตินาจึงต้องใช้เวลา

 

ผ่านทั้งวันที่ชนะ วันที่แพ้ และวันที่ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน

 

จนมาถึงวันที่เมสซีเริ่มอยากยอมแพ้ต่อโชคชะตา และเป็นฝ่ายบอกว่า “พอแล้ว”

 

แต่หลังการประกาศอำลาทีมชาติ บรรยากาศในอาร์เจนตินากลับเปลี่ยนไป กระแสในอาร์เจนตินากลับเต็มไปด้วยเสียงเรียกร้องให้เมสซีเปลี่ยนใจ

 

แฟนบอลออกมารณรงค์ให้เขากลับมา ขณะที่ผู้คนในวงการฟุตบอลต่างพยายามรั้งเขาไว้ เพราะถึงอาร์เจนตินาจะพลาดแชมป์ครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนหน้านั้น แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมสซีคือนักเตะคนสำคัญที่พาทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศรายการใหญ่ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน

 

และนั่นคือสิ่งที่ ‘เอดการ์โด บาอูซา’ มองเห็นเช่นกัน

 

หลังเข้ารับตำแหน่งกุนซือทีมชาติในเดือนสิงหาคม 2016 บาอูซาบินตรงสู่บาร์เซโลนาเพื่อพบกับเมสซีด้วยตัวเอง ทั้งคู่ใช้เวลาพูดคุยกันเกือบสองชั่วโมง ทั้งเรื่องฟุตบอล ทิศทางของทีมชาติ รวมถึงสิ่งที่เมสซีกำลังเผชิญหลังความผิดหวังในโคปา อเมริกา

 

บาอูซาเล่าในเวลาต่อมาว่า เขาไม่ได้ไปเพื่อเซ้าซี้ให้เมสซีเปลี่ยนใจ แต่ระหว่างการพูดคุย เขาก็เริ่มรู้ว่าเรื่องราวระหว่างเมสซีกับทีมชาติอาจยังไม่จบลงง่ายๆ

 

เพราะแม้ปากจะบอกลาไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่พูดถึงอาร์เจนตินา เมสซียังคงเรียกทีมนี้ด้วยคำว่า “เรา” อยู่เสมอ

 

การพูดคุยวันนั้นกินเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง และไม่นานหลังจากนั้น เมสซีก็เปลี่ยนใจ

 

“ผมเห็นว่าฟุตบอลอาร์เจนตินามีปัญหามากมาย และผมไม่ต้องการสร้างปัญหาเพิ่ม ผมต้องการช่วยจากข้างใน”

 

เมสซีอธิบายถึงการเปลี่ยนใจ พร้อมย้ำว่า ความรักที่มีต่อประเทศและเสื้อทีมชาติยังคงมีอยู่เสมอ

 

แต่มรรคาแห่งความสำเร็จไม่ได้เนรมิตขึ้นในวันเดียว..

 

อีกสองปีต่อมา อาร์เจนตินายังต้องเผชิญความเจ็บปวดอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2018 เมื่อจอดป้ายแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ฝรั่งเศส 3-4 เมสซีเว้นวรรคจากทีมชาติไปช่วงหนึ่ง และคำถามเรื่องอนาคตของเขากับอาร์เจนตินาก็วนกลับมาอีกครั้ง

 

จนกระทั่งทีมเดินเข้าสู่ยุคของ ลิโอเนล สกาโลนี

 

กุนซือที่ตอนรับงานคงมีไม่กี่คนคาดคิดว่าจะกลายเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่สุดของช่วงท้ายเส้นทางทีมชาติของเมสซี

 

สกาโลนีสร้างอาร์เจนตินาชุดใหม่ขึ้นมา โดยยังมีเมสซีเป็นศูนย์กลาง แต่รอบตัวเขาคราวนี้เต็มไปด้วยนักเตะรุ่นใหม่ หลายคนเติบโตมากับการดูเมสซีเล่นฟุตบอล และเมื่อได้มาอยู่ทีมเดียวกัน พวกเขาพร้อมวิ่ง พร้อมไล่ และพร้อมสู้ไปกับกัปตันของตัวเอง

 

เมื่อเมสซีกลับมารับใช้ทีมชาติอีกครั้งในปี 2019 เขายังไม่รู้ว่านับจากวันนั้นเป็นต้นมา ฟ้าหลังฝนที่เฝ้ารอมานานในชีวิตทีมชาติกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

 

ปี 2021 อาร์เจนตินาเอาชนะบราซิลที่มาราคานา คว้าแชมป์โคปา อเมริกา และทำให้เมสซีได้สัมผัสโทรฟีรายการใหญ่กับทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก

 

ก่อนที่ในปี 2022 ไฮไลต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตลูกหนังของเมสซีจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินกาตาร์

 

เขาพาอาร์เจนตินาฝ่าฟันฟุตบอลโลก ตั้งแต่วันที่ปราชัยในนัดเปิดสนาม ไปจนถึงค่ำคืนมหากาพย์รอบชิงชนะเลิศที่ลูเซล ก่อนจะปิดฉากทัวร์นาเมนต์ด้วยภาพที่เขาเฝ้ารอมาทั้งชีวิต… ภาพของการชูถ้วยแชมป์โลกในฐานะกัปตันทีมสีฟ้า-ขาว

 

ถ้วยรางวัลที่นักฟุตบอลน้อยคนนักจะมีโอกาสได้สัมผัส และเป็นโทรฟีใบเดียวที่ถูกหยิบมาสบประมาทความยิ่งใหญ่ของเขามาตลอดทั้งชีวิต

 

แต่ในค่ำคืนนั้น ทุกคำถามและข้อครหาก็ถูกทลายลงจนหมดสิ้น… เพราะ ‘ลิโอเนล เมสซี’ ได้ก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกอย่างสมภาคภูมิเรียบร้อยแล้ว

 

ตบท้ายด้วยการพาอาร์เจนตินาป้องกันแชมป์โคปา อเมริกาได้อีกสมัยในปี 2024

 

ก่อนจะร่ายมนตร์พาทีมทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ดวลกับสเปนได้อย่างสมศักดิ์ศรี ซึ่งแม้บทสรุปในนัดชิงจะไม่สมหวัง แต่ผลงานระเบิดฟอร์มซัดไปถึง 7 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ในวัย 39 ปีก็กลายเป็นคำตอบที่พิสูจน์อย่างหมดจดแล้วว่า ชายคนนี้ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลต่อโลกฟุตบอลมากเพียงใด

 

และหลังผ่านทุกอย่างมาด้วยกัน เรื่องราวของเมสซีกับทีมชาติอาร์เจนตินาก็มาถึงวันสุดท้าย

 

ผู้ชายคนที่ครั้งหนึ่งเคยล้มเหลวในรอบชิงชนะเลิศครั้งแล้วครั้งเล่า ชายที่เคยโดนสบประมาทว่าไม่มีวันแบกชาติได้เหมือนตอนเล่นให้บาร์เซโลนา และคนคนเดียวกันนี้ที่เคยหมดไฟจนถึงขั้นทอดถอนใจว่า “สำหรับผม ทีมชาติมันจบลงแล้ว”

 

ทว่าสุดท้าย เมสซีเลือกจะหันหลังกลับมา… และเป็นคนลงมือเขียนบทสรุปของตัวเองใหม่ทั้งหมดด้วยมือของเขาเอง

 

หากวันนั้นเมื่อ 10 ปีก่อน เขาเลือกที่จะไม่หันกลับมา… เรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่มาราคานาคงไม่มีวันเกิดขึ้น ภาพเมสซีชูถ้วยแชมป์โลกที่กาตาร์คงเป็นได้แค่ภาพฝัน การโชว์คลาสสะกดโลกในศึกฟุตบอลโลก 2026 คงไม่เกิดขึ้น และงานเลี้ยงอำลาในวันพรุ่งนี้ก็คงไม่มีความหมายลึกซึ้งอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้

 

โชคดีที่วันนั้น… เรื่องราวของเขายังไม่จบ เพราะหากเมสซีไม่เลือกหันกลับมา เราคงไม่มีวันได้เห็นเรื่องราวมากมายตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

 

และคงไม่มีวันพรุ่งนี้..

 

วันที่เขาจะได้สวมเสื้อสีฟ้า-ขาวของอาร์เจนตินาเป็นครั้งสุดท้าย

 

เพื่อปิดฉากมหากาพย์ในสีเสื้อทีมชาติ… อย่างงดงาม สมศักดิ์ศรี และคู่ควรที่สุดอย่างที่เขาควรได้รับ


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising