งานเลี้ยงอำลาของ ลิโอเนล เมสซี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้… จริงๆ แล้วเกือบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
เพราะครั้งหนึ่ง ชายคนนี้เคยปักใจเชื่อไปแล้วว่า เรื่องราวระหว่างเขากับทีมชาติอาร์เจนตินา มันจบลงไปตั้งนานแล้ว
ย้อนกลับไปในปี 2016 หลังอาร์เจนตินาพ่ายชิลีในการดวลจุดโทษ รอบชิงชนะเลิศ Copa América Centenario เมสซีเดินออกจากสนามด้วยหัวใจที่แตกสลาย ก่อนจะเลือกเอ่ยถ้อยแถลงที่ช็อกแฟนบอลทั้งประเทศของพวกเขาด้วยการประกาศอำลาทีมชาติในวัยเพียง 29 ปี
“สำหรับผม ทีมชาติจบลงแล้ว”
นั่นคือคำพูดของชายที่พาบ้านเกิดลุยถึงรอบชิงรายการใหญ่ 3 ปีซ้อน ตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2014, โคปา อเมริกา 2015 และ 2016 แต่ดูเหมือนเทพีแห่งชัยชนะจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเสมอ… ส่งผลให้บทสรุปของเขากับทีมชาติ ต้องจบลงด้วยน้ำตาและความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตลอดหลายปี เมสซีต้องแบกรับคำถามเดิมๆ ว่า เหตุใดชายที่กวาดทุกความสำเร็จกับบาร์เซโลนา ถึงไม่เคยเสกความสุขแบบเดียวกันในเสื้อสีฟ้า-ขาว?
เขาถูกดึงไปเปรียบเทียบกับ ดิเอโก มาราโดนา ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นผู้นำ ไปจนถึงถูกถากถางด้วยคำว่า “Pecho Frío” คำสบประมาทที่โจมตีว่าเขาเป็นคน ‘หัวใจเย็นชา’ และขาดความดุดันยามรับใช้ชาติ
ทั้งที่จุดเริ่มต้นของเมสซีกับอาร์เจนตินาเองก็ไม่ได้ง่ายตั้งแต่แรก
เด็กชายจากโรซาริโอย้ายไปอยู่บาร์เซโลนาตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่สมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินาแทบไม่รู้จักเขาเสียด้วยซ้ำ
ครั้งหนึ่ง AFA ถึงขั้นส่งแฟกซ์ไปยังบาร์เซโลนาเพื่อสอบถามถึงนักเตะที่สะกดชื่อว่า “Mecci” และเมื่อเมสซีเริ่มเล่นให้ทีมชาติ เขายังต้องเจอกับคำครหาว่าเป็นเด็กที่โตในสเปน ไม่ได้ผ่านฟุตบอลในประเทศ และดูห่างไกลจากความเป็นอาร์เจนตินาในสายตาของแฟนบอลบางส่วน
ความรักระหว่างเมสซีกับอาร์เจนตินาจึงต้องใช้เวลา
ผ่านทั้งวันที่ชนะ วันที่แพ้ และวันที่ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน
จนมาถึงวันที่เมสซีเริ่มอยากยอมแพ้ต่อโชคชะตา และเป็นฝ่ายบอกว่า “พอแล้ว”
แต่หลังการประกาศอำลาทีมชาติ บรรยากาศในอาร์เจนตินากลับเปลี่ยนไป กระแสในอาร์เจนตินากลับเต็มไปด้วยเสียงเรียกร้องให้เมสซีเปลี่ยนใจ
แฟนบอลออกมารณรงค์ให้เขากลับมา ขณะที่ผู้คนในวงการฟุตบอลต่างพยายามรั้งเขาไว้ เพราะถึงอาร์เจนตินาจะพลาดแชมป์ครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนหน้านั้น แต่มีความจริงข้อหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมสซีคือนักเตะคนสำคัญที่พาทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศรายการใหญ่ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน
และนั่นคือสิ่งที่ ‘เอดการ์โด บาอูซา’ มองเห็นเช่นกัน
หลังเข้ารับตำแหน่งกุนซือทีมชาติในเดือนสิงหาคม 2016 บาอูซาบินตรงสู่บาร์เซโลนาเพื่อพบกับเมสซีด้วยตัวเอง ทั้งคู่ใช้เวลาพูดคุยกันเกือบสองชั่วโมง ทั้งเรื่องฟุตบอล ทิศทางของทีมชาติ รวมถึงสิ่งที่เมสซีกำลังเผชิญหลังความผิดหวังในโคปา อเมริกา
บาอูซาเล่าในเวลาต่อมาว่า เขาไม่ได้ไปเพื่อเซ้าซี้ให้เมสซีเปลี่ยนใจ แต่ระหว่างการพูดคุย เขาก็เริ่มรู้ว่าเรื่องราวระหว่างเมสซีกับทีมชาติอาจยังไม่จบลงง่ายๆ
เพราะแม้ปากจะบอกลาไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่พูดถึงอาร์เจนตินา เมสซียังคงเรียกทีมนี้ด้วยคำว่า “เรา” อยู่เสมอ
การพูดคุยวันนั้นกินเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง และไม่นานหลังจากนั้น เมสซีก็เปลี่ยนใจ
“ผมเห็นว่าฟุตบอลอาร์เจนตินามีปัญหามากมาย และผมไม่ต้องการสร้างปัญหาเพิ่ม ผมต้องการช่วยจากข้างใน”
เมสซีอธิบายถึงการเปลี่ยนใจ พร้อมย้ำว่า ความรักที่มีต่อประเทศและเสื้อทีมชาติยังคงมีอยู่เสมอ
แต่มรรคาแห่งความสำเร็จไม่ได้เนรมิตขึ้นในวันเดียว..
อีกสองปีต่อมา อาร์เจนตินายังต้องเผชิญความเจ็บปวดอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2018 เมื่อจอดป้ายแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการแพ้ฝรั่งเศส 3-4 เมสซีเว้นวรรคจากทีมชาติไปช่วงหนึ่ง และคำถามเรื่องอนาคตของเขากับอาร์เจนตินาก็วนกลับมาอีกครั้ง
จนกระทั่งทีมเดินเข้าสู่ยุคของ ลิโอเนล สกาโลนี
กุนซือที่ตอนรับงานคงมีไม่กี่คนคาดคิดว่าจะกลายเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่สุดของช่วงท้ายเส้นทางทีมชาติของเมสซี
สกาโลนีสร้างอาร์เจนตินาชุดใหม่ขึ้นมา โดยยังมีเมสซีเป็นศูนย์กลาง แต่รอบตัวเขาคราวนี้เต็มไปด้วยนักเตะรุ่นใหม่ หลายคนเติบโตมากับการดูเมสซีเล่นฟุตบอล และเมื่อได้มาอยู่ทีมเดียวกัน พวกเขาพร้อมวิ่ง พร้อมไล่ และพร้อมสู้ไปกับกัปตันของตัวเอง
เมื่อเมสซีกลับมารับใช้ทีมชาติอีกครั้งในปี 2019 เขายังไม่รู้ว่านับจากวันนั้นเป็นต้นมา ฟ้าหลังฝนที่เฝ้ารอมานานในชีวิตทีมชาติกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ปี 2021 อาร์เจนตินาเอาชนะบราซิลที่มาราคานา คว้าแชมป์โคปา อเมริกา และทำให้เมสซีได้สัมผัสโทรฟีรายการใหญ่กับทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก
ก่อนที่ในปี 2022 ไฮไลต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตลูกหนังของเมสซีจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินกาตาร์
เขาพาอาร์เจนตินาฝ่าฟันฟุตบอลโลก ตั้งแต่วันที่ปราชัยในนัดเปิดสนาม ไปจนถึงค่ำคืนมหากาพย์รอบชิงชนะเลิศที่ลูเซล ก่อนจะปิดฉากทัวร์นาเมนต์ด้วยภาพที่เขาเฝ้ารอมาทั้งชีวิต… ภาพของการชูถ้วยแชมป์โลกในฐานะกัปตันทีมสีฟ้า-ขาว
ถ้วยรางวัลที่นักฟุตบอลน้อยคนนักจะมีโอกาสได้สัมผัส และเป็นโทรฟีใบเดียวที่ถูกหยิบมาสบประมาทความยิ่งใหญ่ของเขามาตลอดทั้งชีวิต
แต่ในค่ำคืนนั้น ทุกคำถามและข้อครหาก็ถูกทลายลงจนหมดสิ้น… เพราะ ‘ลิโอเนล เมสซี’ ได้ก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกอย่างสมภาคภูมิเรียบร้อยแล้ว
ตบท้ายด้วยการพาอาร์เจนตินาป้องกันแชมป์โคปา อเมริกาได้อีกสมัยในปี 2024
ก่อนจะร่ายมนตร์พาทีมทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ดวลกับสเปนได้อย่างสมศักดิ์ศรี ซึ่งแม้บทสรุปในนัดชิงจะไม่สมหวัง แต่ผลงานระเบิดฟอร์มซัดไปถึง 7 ประตูตลอดทัวร์นาเมนต์ในวัย 39 ปีก็กลายเป็นคำตอบที่พิสูจน์อย่างหมดจดแล้วว่า ชายคนนี้ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลต่อโลกฟุตบอลมากเพียงใด
และหลังผ่านทุกอย่างมาด้วยกัน เรื่องราวของเมสซีกับทีมชาติอาร์เจนตินาก็มาถึงวันสุดท้าย
ผู้ชายคนที่ครั้งหนึ่งเคยล้มเหลวในรอบชิงชนะเลิศครั้งแล้วครั้งเล่า ชายที่เคยโดนสบประมาทว่าไม่มีวันแบกชาติได้เหมือนตอนเล่นให้บาร์เซโลนา และคนคนเดียวกันนี้ที่เคยหมดไฟจนถึงขั้นทอดถอนใจว่า “สำหรับผม ทีมชาติมันจบลงแล้ว”
ทว่าสุดท้าย เมสซีเลือกจะหันหลังกลับมา… และเป็นคนลงมือเขียนบทสรุปของตัวเองใหม่ทั้งหมดด้วยมือของเขาเอง
หากวันนั้นเมื่อ 10 ปีก่อน เขาเลือกที่จะไม่หันกลับมา… เรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่มาราคานาคงไม่มีวันเกิดขึ้น ภาพเมสซีชูถ้วยแชมป์โลกที่กาตาร์คงเป็นได้แค่ภาพฝัน การโชว์คลาสสะกดโลกในศึกฟุตบอลโลก 2026 คงไม่เกิดขึ้น และงานเลี้ยงอำลาในวันพรุ่งนี้ก็คงไม่มีความหมายลึกซึ้งอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้
โชคดีที่วันนั้น… เรื่องราวของเขายังไม่จบ เพราะหากเมสซีไม่เลือกหันกลับมา เราคงไม่มีวันได้เห็นเรื่องราวมากมายตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
และคงไม่มีวันพรุ่งนี้..
วันที่เขาจะได้สวมเสื้อสีฟ้า-ขาวของอาร์เจนตินาเป็นครั้งสุดท้าย
เพื่อปิดฉากมหากาพย์ในสีเสื้อทีมชาติ… อย่างงดงาม สมศักดิ์ศรี และคู่ควรที่สุดอย่างที่เขาควรได้รับ


