ค่านิยมเก่าด้านการศึกษาในโรงเรียนที่มุ่งหวังให้นักเรียน ‘ไต่บันไดดารา’ กำลังถูกตั้งคำถามว่า เป็นจุดหมายที่ควรยอมรับนับถือได้หรือไม่ ในเมื่อเป็นการนำไปสู่ความคิดเอาตัวรอดและทอดทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง เช่น
-เรียนให้เก่งจะได้ไปเป็นหมอ เป็นวิศวกร ได้เงินเดือนดีๆ
-เรียนให้ยอดเยี่ยมจะได้ทุนไปนอก เพื่อกลับมาเป็นเจ้าคนนายคน
-เรียนอะไรก็ได้ที่ทำให้รวยเร็ว
นี่คือ การเรียนรู้ที่ถูกครอบไว้ด้วยวิถีบริโภคนิยมที่ปลูกฝังความเห็นแก่ตัว เพราะทุกคนต่างก็
มุ่งเอาชนะคนอื่น
การสอนที่ครูเป็น ‘คุณพ่อรู้ดี’ ถือว่าเด็กไม่รู้ ครูต้องเป็นคนยัดเยียดให้เด็ก
การสอนแบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้เด็กรู้แต่ไม่เข้าใจ
การสอนแต่ในห้องเรียนที่ห่างเหินการปฏิบัติ
การสอนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับชุมชน ไม่ผูกโยงกับสังคม
ล้วนเป็นการสอนแบบเก่าที่ก้าวไม่ทันโลกอีกต่อไป เพราะเด็กวันนี้หาความรู้ได้เองจากอุปกรณ์มือถือที่ติดตัว
ที่โรงเรียนมัธยมเล็กๆ ชื่อ โรงเรียนมีชัยพัฒนา ที่ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ มีอะไรที่ไปพ้นจากกรอบเกณฑ์การเรียนแบบเก่า ใครได้ไปพบเห็น ไปสัมผัส จะพบรูปธรรมเชิงประจักษ์
1.ไม้ไผ่เป็นสัญลักษณ์
ทุกอาคารสร้างด้วยไม้ไผ่ ทั้งห้องเรียน ห้องสมุด ห้องครู ห้องประชุม โรงอาหาร ต้นไผ่เป็นไม้หลักในสวน
ไม้ไผ่สื่อความหมาย ความซื่อตรง สีสันสะอาดแสดงความบริสุทธิ์ และเป็นไม้เอื้ออารีต่อผู้คนและธรรมชาติ ดังบทกวีที่ว่า
ลำต้นที่เหยียดตรง และมั่นคงสามัคคี
รากหน่อต้นใบนี้ นานานับคุณูปการ
ไม่คดไม่โกงใคร สะอาดใสส่งสัญญาณ
แผ่เผื่อและเจือจาน คือต้นไผ่ไม้ใจดี
ประสาร มฤคพิทักษ์
ไม้ไผ่จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการให้เป็นตัวแทนแห่งน้ำใจ
2.เกษตรกรรมนำทาง
ประเทศไทยเป็นเมืองที่ผืนดินอุดมสมบูรณ์ โยนเม็ดมะม่วง ชมพู่ มะนาว ทุเรียน ขนุน พุทรา ลงดินตรงไหน เดี๋ยวมันก็งอกเป็นลำต้นขึ้นมาให้ได้กินได้ขาย
พื้นที่ในโรงเรียน จึงเป็นสีเขียวเต็มไปหมด เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ มีโรงเรือนต้นไม้ กระถางต้นไม้ โรงเลี้ยงต้นไม้แบบกางมุ้ง ปลูกมะนาว เมล่อน ผักบุ้ง ผักสลัด มะเขือ ผักกาดขาว คะน้า และผักอื่นๆ เป็นพืชผักอาหารฝีมือนักเรียน ที่แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันเป็นแปลงๆไป แปลว่านักเรียนทุกคนจะต้องลงมือทำการเกษตรด้วยตนเอง ตั้งแต่ การหาเมล็ดพันธุ์ การปลูก การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ การรดน้ำพรวนดิน และการเก็บ รวมถึงการรวบรวมส่งโรงครัวหรือนำไปขาย
การบ่มเพาะให้เด็กมีใจผูกพันกับดิน น้ำ สีเขียว และผลผลิตจากดิน ทำให้เด็กรู้คุณค่าของสรรพสิ่งและสิ่งแวดล้อม และความสำคัญของเหงื่อแรง
แม้ประเทศไทยจะก้าวไปสู่โลกอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การบริการ โลกดิจิตัล ฯลฯ แต่เกษตรกรรมเป็นความจำเป็นแห่งการดำรงอยู่ของชีวิต สินค้าเกษตรกรรมไทยไปไกลทั่วโลกแล้ว นี่คือศักยภาพที่เป็นจริงของคนไทย
3.เติบโตด้วยการลงมือทำ
การจัดให้มีคณะมนตรีนักเรียน โดยผ่านการเลือกตั้งตัวแทนนักเรียน จากแต่ละชั้นเรียน ตั้งแต่ประถมหนึ่งถึงหก ชั้นละ 4-5 คน ทำหน้าที่ร่วมกันกำหนดความเป็นไปของโรงเรียน
มนตรีฝ่ายจัดซื้อ จะต้องศึกษาว่านักเรียน 146 คน รวมกับครูและพนักงานธุรการจำนวนหนึ่ง จะต้องกินอาหารแต่ละวันปริมาณเท่าไร แล้ววางแผนว่าแต่ละวันจะปรุงอาหารอะไร มากน้อยแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไปตลาด ซื้อข้าว หมู ปลา เครื่องปรุง ผักที่ไม่มีในโรงเรียน ต้องรู้จักเลือกสรรผักปลาที่มีคุณภาพ จ่ายเงินซื้อในราคาที่เหมาะสม
เมื่อของมาถึงครัว มนตรีฝ่ายตรวจรับ จะต้องนับจำนวน ต้องชั่งตวงวัดให้ตรงกับคุณภาพและปริมาณที่กำหนดไว้ นี่คือการฝึกฝนวิชาการตรวจสอบด้วยการปฏิบัติจริง
มนตรีฝ่ายสัมภาษณ์ มีหน้าที่ต้องสัมภาษณ์ครูใหม่ที่มาสมัครงานครู ดูว่าคุณสมบัติครู ตรงตามมาตรฐานหรือไม่ ทัศนคติของครูผู้สมัครเป็นอย่างไร วิธีเช่นนี้ทำให้ครูได้เรียนรู้ว่าเด็กมีทัศนคติอย่างไรและต้องการ การเรียนการสอนแบบไหน และยังทำหน้าที่สัมภาษณ์เด็กนักเรียนใหม่ที่มาสมัครเข้ามัธยมหนึ่งหรือมัธยมสี่ โดยเด็กจะต้องสัมภาษณ์ทั้งเด็กผู้สมัครและผู้ปกครองของเด็กนั้นๆ ผู้ปกครองและเด็กสามารถจะรู้ล่วงหน้าได้ว่า เมื่อเด็กเข้ามาเรียนแล้ว จะต้องเผชิญกับกิจกรรมอะไรบ้าง
หากมีนักเรียนที่ออกนอกลู่นอกทาง เช่นลักขโมย ติดบุหรี่ มีพฤติกรรมเชิงชู้สาว เด็กคนนั้นจะถูกมนตรีฝ่ายจริยธรรมพิจารณาและเข้าสู่กระบวนการตักเตือน ลงโทษตามน้ำหนักของพฤติกรรม
คณะมนตรีนักเรียน เป็นเครื่องมือฝึกความรับผิดชอบที่ทำให้เด็กกล้าเรียนรู้ กล้ารับผิดชอบ กล้าตรวจสอบ เป็นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง
4.เด็กนักเรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้
ธรรมดาครูจะเตรียมเนื้อหาการเรียนการสอนมา แล้วเข้าสอนในห้องเรียน บอกให้เด็กจำ ถึงเวลาให้เด็กสอบให้ได้ เด็กจะต้องเตรียมตัวมาแบบท่องจำ แต่ที่นี่เด็กนักเรียนอยากเรียนรู้อะไรที่ตนเองสนใจ สามารถจับกลุ่มกันริเริ่มทำโครงการนั้นได้
ต้นหอม นักเรียนหญิงชั้น ม.6 บอกว่า
“นักเรียนไปร่วมทำโครงการเจาะน้ำบาดาลร่วมกับชุมชน พอเจาะแล้วดูดน้ำไม่ขึ้น หรือน้ำมีหินปูนมีตะกอนมาก เด็กจะเข้าไปช่วยกันแก้ปัญหากับผู้นำหมู่บ้าน ไปติดต่อการประปาภูมิภาคหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาถือว่างานนี้เป็นคะแนนของเด็กด้วย”
นี่เป็นวิธีการที่สอดคล้องกับการค้นคว้าของครูชาวอเมริกัน 2 คน คือ Jonathan Bergmann และ Aaron Sams ซึ่ง ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ชี้ว่า เป็น ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง เป็นการสอนให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสภาพห้องเรียนไปโดยสิ้นเชิง รวมทั้งเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการศึกษาด้วย
ในห้องเรียนแบบเดิม นักเรียนนั่งฟังและรับการถ่ายทอดจากครู แล้วตอบข้อสอบ แต่ห้องเรียนแบบนี้ การเรียนไม่ใช่สิ่งที่ครูกระทำต่อนักเรียน แต่เป็นสิ่งที่นักเรียนเป็นเจ้าของ เป็นผู้กระทำ และจะเป็นทักษะติดตัวตลอดไป

5.ห้ามใช้มือถือ
ในขณะที่การห้ามนักเรียนใช้ Social Media เป็นเรื่องตื่นตัวกันทั่วโลก หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส จีน ฟินแลนด์ ล่าสุดคือ เดนมาร์ก ถึงขั้นออกเป็นกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้ FB, Tiktok , Instragram , Utube และอื่นๆ เพราะถือว่าการทำงานของอัลกอริทึม หรือแอพเหล่านี้ เป็นการมอมเมาแบบเสพติด เพราะยอดไลค์ไปกระตุ้นสมองเหมือนการติดพนัน เพราะสมองของเด็กส่วนยับยั้งชั่งใจ (Prefrontal Cortex) ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ขาดการควบคุมตนเอง และจะดึงดูดเด็กให้จมดิ่งลงไปในเนื้อหาอันตรายและสุดโต่ง แถมยังดึงให้อยู่ในแอปเป็นเวลานานแบบไม่มีจุดจบ
ประเทศเหล่านี้เพิ่งออกกฎหมายห้ามในระยะ 3 ปีมานี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าโรงเรียนมีชัยพัฒนามองเห็นว่ามือถือหรือโซเชียลมีเดีย แย่งยึดเวลาเด็กไปจากการอ่านและการเรียนรู้ โรงเรียนจึงวางกติกาห้ามเด็กใช้มือถือไว้ตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว และยังถือเคร่งครัดตลอดมา ยกเว้นช่วงเวลาที่อนุญาตไว้สัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น คือจะเบิกมือถือไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อเด็กทุกคนต้องอดข้าวเย็นหนึ่งมื้อตอนเย็นวันเสาร์ เพื่อไปเข้าใจความเป็นจริงของคนยากจนที่อดหิวว่าเป็นอย่างไร เป็นความเข้าใจที่ประจักษ์แจ้งได้ดีกว่าการอ่านหนังสือ และต้องเขียนจดหมายถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้อง 3 ฉบับ แล้วจึงใช้มือถือได้
6.อธิษฐานจิตแผ่เมตตาให้คนอื่น
ธรรมดาการอ้อนวอนต่อหน้าศาลพระภูมิ ร้อยทั้งร้อยจะเป็นไปเพื่อตนเอง เช่น ขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ขอให้ถูกหวย ขอให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ขอให้ร่ำรวย
แต่ที่หน้าศาลแผ่เมตตา ที่ตั้งอยู่หน้าอาคารเรียน จะชวนกันแผ่เมตตาให้ผู้คนที่ประสบภัยพิบัติ หรือประสบเหตุร้ายอื่นๆ เช่น คนที่อยู่ในภาวะสงคราม คนที่สุ่มเสี่ยงหรือได้รับภัยจากโรคระบาด โควิด คนหาดใหญ่ที่ประสบภัยน้ำท่วม ฯลฯ
เป็นการส่งความปรารถนาดีด้วยการอธิษฐานจิตเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
7.บ้าน วัด โรงพยาบาล
เป็นความร่วมมือของโรงเรียนกับบ้าน วัด และโรงพยาบาลที่หมู่บ้านใกล้เคียง นักเรียนจะไปจับคู่กับคนชราเพื่อร่วมกันทำแปลงเกษตร และช่วยตั้ง
กองทุนเงินกู้ของชาวบ้าน เพื่อเสริมอาชีพ
ที่โรงพยาบาลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ นักเรียนไปร่วมทำแปลงเกษตรปลอดสารเคมีในโรงพยาบาลร่วมกับ พยาบาล คนไข้ และญาติ กลายเป็นแปลงผักที่สร้างผลผลิตออกมาซื้อขายกันในราคาถูกและปลอดภัย
ที่วัดโนนสุวรรณ อำเภอโนนสุวรรณ โรงเรียนร่วมกับเจ้าอาวาส และ อบต. ทำพื้นที่ 3 ไร่ เป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรปลอดสาร ที่คนสูงอายุ 20 ครัวเรือน ไปร่วมแรงร่วมใจปลูกพืชผักจนขายไม่ทันกับความต้องการของชาวบ้าน มีองค์กร โรงเรียน และกลุ่มบุคคลพากันไปดูงาน และซื้อผักกันอย่างเบิกบานแจ่มใส
นี้เป็นสาระสำคัญของระบบและวินัยในการบ่มเพาะเด็กนักเรียน

คุณมีชัย วีระไวทยะ ผู้เป็นเจ้าของและเป็นประธานของโรงเรียน ชี้ว่า
“โรงเรียนต้องมีบทบาทด้านการพัฒนา โดยการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนที่ยังยากจน วัตถุประสงค์ของโรงเรียนต้องสร้างสังคมให้ดีขึ้น ต้องสอนให้เด็กมีจิตสาธารณะ จิตเป็นกุศล รู้จักแบ่งปัน ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดความยากจน และพัฒนาคุณภาพชีวิต”
(จากหนังสือ ‘ไผ่นอกกอ’ – สนธิ เตชานันท์)
การปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการให้ โดยผ่านระบบโรงเรียนที่ผูกโยงกับ บ้าน วัด โรงพยาบาล เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ให้งอกงามขึ้นในหัวใจเด็ก เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองดีของสังคม
18 ปีเต็มของการดำเนินกิจการ โรงเรียนมีชัยพัฒนา (โรงเรียนไม้ไผ่) นับว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ


