×

SCGP – แนวโน้มกำไร 3Q64 เติบโต YoY จากดีล M&P ช่วยหนุน แต่ลดลง QoQ เพราะ Margin อ่อนแอลง

14.10.2021
  • LOADING...
SCGP

เกิดอะไรขึ้น:

SCBS ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 3Q64 ของ บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ซึ่งคาดว่าจะประกาศวันที่ 26 ตุลาคม 2564

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้น SCGP ปรับตัวลดลง 8.7%MoM สู่ระดับ 60.50 บาท เทียบกับ SET Index ที่ปรับตัวขึ้น 1.1%MoM สู่ระดับ 1,640.97 จุด (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2564)

 

มุมมองระยะสั้น:

SCBS คาดรายได้ 3Q64 ของ SCGP จะเติบโต 30%YoY จากการทำ M&P และราคาผลิตภัณฑ์ โดยการเติบโตไม่เกิน 13% ซึ่งเกิดจากการ M&P ที่ประกอบด้วย Sovi และ Go-Pak ซึ่ง SCGP แสดงเงินลงทุนในงบการเงินรวมในเดือนมกราคม 2564 และ Duy Tan และ Intan Group ในเดือนสิงหาคม 2564 

 

หากไม่มีดีล M&P ปริมาณการขายจะลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนาม และบางส่วนในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ จากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และการล็อกดาวน์เนื่องมาจากการระบาดของโควิด

 

ขณะที่ผลกระทบในอินโดนีเซียจะมีน้อยมากอันเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิดที่คลี่คลายดีขึ้น และการเพิ่มกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ใหม่ในอินโดนีเซีย (เพิ่มขึ้น 10% จากกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ของ SCGP) ตั้งแต่เดือนเมษายน 

 

ในด้านราคา SCBS คาดว่าราคาผลิตภัณฑ์ในสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรจะปรับตัวดีขึ้น YoY ตามราคากระดาษในตลาด (Spot Price) ที่เพิ่มขึ้นสู่ US$470 ต่อตัน (เพิ่มขึ้น 25%YoY แต่ลดลง 8%QoQ) ซึ่งเกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น และความต้องการบรรจุภัณฑ์ในตลาดจีนที่เพิ่มขึ้น และราคาผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษในสายธุรกิจเยื่อและกระดาษจะปรับตัวดีขึ้น 

 

โดยได้รับการสนับสนุนจากราคาเยื่อเส้นใยสั้นในตลาด (Spot Price) ระดับสูงที่ US$656 ต่อตัน (เพิ่มขึ้น 47%YoY แต่ลดลง 15%QoQ) จากความต้องการทิชชูและเยื่อเคมีละลายได้ (เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมสิ่งทอ) จำนวนมาก ซึ่งเป็นบวกต่อรายได้จากขายเยื่อให้กับลูกค้าภายนอก (~25% ของรายได้จากสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ)

 

อัตรากำไรขั้นต้น 3Q64 จะอ่อนตัวลง YoY สู่ 17.4% (ลดลง 230bps YoY และลดลง 320bps QoQ) หลักๆ เกิดจากอัตรากำไรขั้นต้นจากสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรที่อ่อนแอลง จาก

 

  1. คาดว่าสัดส่วนการขายจะดีน้อยลงจากการเพิ่มปริมาณการขายส่งออกที่ให้มาร์จิ้นต่ำ เพื่อชดเชยอุปสงค์ในประเทศที่ลดลงจากการล็อกดาวน์ และต้นทุนค่าระวางที่สูงขึ้น 

 

  1. คาดว่ามาร์จิ้นจะแคบลงตามส่วนต่างราคาบรรจุภัณฑ์ในตลาด (ราคากระดาษลบด้วยต้นทุน RCP) ที่ลดลงสู่ US$160 ต่อตัน (ลดลง 26%YoY และลดลง 33%QoQ) เพราะราคากระดาษในตลาดเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าราคา RCP ในตลาดที่ปรับขึ้นสู่ US$310 ต่อตัน (เพิ่มขึ้น 96%YoY และเพิ่มขึ้น 13%QoQ) โดยเกิดจากอัตราค่าระวางระดับสูง และการจัดเก็บ RCP ภายในประเทศได้ต่ำ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด

 

นอกจากนี้ SCGP ได้ทำสัญญาซื้อถ่านหินล่วงหน้าไว้แล้วในสัดส่วน 100% และ 40% ของปริมาณการใช้ถ่านหินในปี 2564 และปี 2565 ดังนั้นผลกระทบต่อต้นทุนพลังงาน (15% ของต้นทุนทั้งหมด โดย 70% เกิดจากถ่านหิน และ 30% เกิดจากพลังงานทางเลือก) ใน 3Q64 จะมีน้อยมาก

 

ทั้งนี้ SCBS จึงคาดการณ์ว่า SCGP จะรายงานกำไรสุทธิ 3Q64 ที่ 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 28%YoY แต่ลดลง 24%QoQ หากตัดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 100 ล้านบาทออกไป กำไรปกติจะอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11%YoY แต่ลดลง 30%QoQ โดยกำไรปกติที่ปรับตัวดีขึ้น YoY ได้รับการสนับสนุนจากยอดขายที่ดีขึ้นผ่านการควบรวมกิจการและเข้าเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (M&P) และราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น ขณะที่กำไรปกติที่ลดลง QoQ เกิดจากมาร์จิ้นที่อ่อนแอลง 

 

มุมมองระยะยาว:

ในระยะกลางถึงยาว SCGP ตั้งเป้าหมายเสริมสร้างความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนผ่านทางการขยายกำลังการผลิตของบริษัท หรือทำ M&P ในการนำรูปแบบการทำธุรกิจแบบบูรณาการในแนวตั้งในประเทศไทยไปใช้ในประเทศอื่นๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงตลาดสู่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่เติบโตสูง และสร้างสรรค์โซลูชันผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น ให้สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

 

ทั้งนี้ ต้องติดตามการรวมผลการดำเนินการของ Deltalab ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นใน 4Q64 และจะเป็น Upside ต่อแนวโน้มกำไรของ SCGP ราว 3%

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising