×

Virgil Abloh, Benji B, Parc Paragon, Park Bo Gum…บทสรุปแฟชั่นโชว์ Louis Vuitton ที่กรุงเทพฯ

06.06.2022
  • LOADING...
Louis Vuitton

HIGHLIGHTS

9 mins. read
  • เมื่อ Louis Vuitton ประกาศออกมาว่าพัคโบกอมจะมาเป็นแขกคนสำคัญ ผมก็คิดว่าเป็นการเดินหมากที่ฉลาดมากๆ เพราะแน่นอนแบรนด์สามารถไปชวนแบรนด์แอมบาสเดอร์จากฮอลลีวูดมาได้ ที่จะช่วยด้านภาพลักษณ์แบรนดิ้งให้สวยหรู แต่ในยุคสมัยนี้ไม่มีอะไรสู้กับกระแส K-Series ได้ทั้งในประเทศไทยและโซนเอเชีย
  • หนึ่งในเสน่ห์สำคัญของแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้คือ การที่ Louis Vuitton อยากแทรกวัฒนธรรมไทย และไม่ได้ปิดกั้นให้ชาวไทยเป็นส่วนหนึ่งของการทำโชว์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแบรนด์ก็มีงบมากพอที่จะขนทีมงาน นายแบบ สไตลิสต์ ช่างแต่งหน้าและทำผมมาจากต่างประเทศได้ด้วยซ้ำ 
  • Louis Vuitton ตัดสินใจปิดลาน Parc Paragon และสร้างสแตนด์สีขาวขึ้นมา พร้อมให้เด็กนักเรียนแฟชั่นจากหลากหลายมหาวิทยาลัยมาดูไลฟ์สตรีมที่มีการฉายบนจอยักษ์ LED รอบๆ ลาน
  • THE STANDARD POP ได้เป็นโฮสต์งานทอล์ก ‘In Conversation with Benji B: Music, Creativity and Fashion’ ที่เราเชิญหลากหลายศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักออกแบบ แฟชั่นดีไซเนอร์ โปรดิวเซอร์ ช่างภาพ และอินฟลูเอ็นเซอร์รุ่นใหม่ที่กำลังจะกลายมาเป็นอีกแรงขับเคลื่อนของวัฒนธรรมไทย และเป็นกลุ่มคนที่เราเชื่อว่า หาก Virgil Abloh ยังอยู่ และได้มาไทยก็จะสนใจ

1 มิถุนายน 2565 น่าจะเป็นอีกหนึ่งวันที่ผมจะจดจำไปตลอดทั้งปี เพราะเปี่ยมไปด้วยความหวัง และเหมือนเราได้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สักทีหนึ่ง…กรุงเทพฯ มีผู้ว่าฯ คนใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน คนไทยไม่ต้องใช้ Thailand Pass อีกต่อไปเมื่อเดินทางกลับเข้าไทย ซึ่งก่อนหน้านี้สร้างความวุ่นวายเหลือเกิน และที่สร้างความตื่นเต้นให้ผมมากสุดก็คือ Louis Vuitton ได้ฤกษ์จัดแฟชั่นโชว์ระดับโลก กับแฟชั่นโชว์ Men’s Fall-Winter 2022 Spin-Off ที่จะโชว์ศักยภาพและทำให้เห็นว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะถูกมองว่าเป็น ‘ประเทศโลกที่สาม’ แต่กับอีเวนต์วงการลักชัวรีเราก็ไม่แพ้ประเทศอื่นอย่างแน่นอน

 

เมื่ออีเวนต์แฟชั่นโชว์ Men’s Fall-Winter 2022 Spin-Off ของ Louis Vuitton จบลง ผมก็ยังอยู่ในห้วงอารมณ์ที่เหมือนปล่อยวางไม่ได้ และรู้สึกว่าการได้มาเป็นส่วนหนึ่งของงานในครั้งนี้สอนผมหลายอย่างเกี่ยวกับทั้งตัวแบรนด์ Louis Vuitton เอง และมากไปกว่านั้น ได้เห็นถึงพลังของวงการแฟชั่นที่คนเราควรหยุดด้อยค่าและมองว่าฉาบฉวย ฟู่ฟ่า และไม่สำคัญต่อสังคม

 

คอนเซ็ปต์แฟชั่นโชว์ ‘Spin-Off’ คืออะไร?

 

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Louis Vuitton เริ่มจัดแฟชั่นโชว์ Spin-Off ในเมืองสำคัญ ทั้ง เซี่ยงไฮ้ โตเกียว โซล และไมอามี เพื่อให้แบรนด์ใกล้ชิดกับผู้ชมทั่วโลก โดยการนำโชว์ไปแสดงในสถานที่ใหม่ พร้อมกับความท้าทายของการเดินทางในปัจจุบัน แทนที่จะเอาแค่คอลเล็กชันที่เคยเดินมาแล้วในงานปารีสแฟชั่นวีกมาโชว์อีกครั้ง แต่โชว์ Spin-Off มีการนำเสนอลุคใหม่ๆ ที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ และเปิดตัวครั้งแรกในเมืองนั้นๆ นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Louis Vuitton เรียกงานนี้ว่าเสมือนภาคต่อ แทนที่จะเหมือนเอาหนังเรื่องเดิมมาฉายซ้ำอีกรอบ โดยสเกลแฟชั่นโชว์ Spin-Off ถือว่าใหญ่ระดับโลก พร้อมมีสื่อ ดารา และแขกจากหลายทวีปมาร่วมงานด้วย สำหรับงานที่กรุงเทพฯ มีแขกมามากกว่า 1,000 คน และมีการทำลุคใหม่ 9 ลุค 

 

ฉากแฟชั่นโชว์ Men’s Fall-Winter 2022 Spin-Off 

 

ทำไม Louis Vuitton ต้องมาจัดแฟชั่นโชว์ Men’s Fall-Winter 2022 Spin-Off ที่กรุงเทพฯ

 

ในความเป็นจริงแล้ว Louis Vuitton มีแพลนจะจัดแฟชั่นโชว์ Spin-Off มาแล้วถึงสองครั้งสำหรับคอลเล็กชันผู้หญิง Spring/Summer 2020 และ Spring/Summer 2021 แต่ต้องเลื่อนอย่างกะทันหันเพราะสถานการณ์โควิด โดยเหตุผลที่แบรนด์เลือกปักหมุดมาที่ไทยเพราะถือว่าเป็นตลาดสำคัญอันดับต้นๆ ของโลกที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด ซึ่งผมไม่แปลกใจเพราะแค่เดินผ่านร้านสาขาสยามพารากอนก็เห็นแล้วว่าคนรอต่อคิวหลายชั่วโมง ในขณะที่ไม่มีลูกค้าจากประเทศจีน

 

แม้ประเทศไทยอาจฟังดูโชคร้ายที่ต้องยกเลิกแฟชั่นโชว์มาแล้วสองครั้ง (ซึ่งแต่ละครั้งก็ดำเนินงานไปเกิน 80%) แต่ความโชคดีคือการได้จัดแฟชั่นโชว์ในคอลเล็กชัน Men’s Fall-Winter 2022 ซึ่งเป็นผลงานครั้งสุดท้ายของ Virgil Abloh ที่ทำเสร็จ 95% ก่อนจะเสียชีวิต ซึ่งสร้างความน่าสนใจอย่างล้นหลาม และประเทศไทยก็เปรียบเสมือนเมืองที่ถูกเลือกให้ปิดฉากผลงานของเขาที่ Louis Vuitton อย่างเป็นทางการ

 

พัคโบกอม

 

ดาราไทยที่มาร่วมงาน

 

แขกคนสำคัญที่ชื่อ พัคโบกอม

 

ตั้งแต่ผมทราบข่าวว่า Louis Vuitton จะมาจัดแฟชั่นโชว์ Spin-Off ผมคาดเดาว่า ญาญ่า อุรัสยา ต้องมาอยู่แล้วในฐานะ Friend of the Brand พร้อมกับดาราไทยระดับแถวหน้าอีกมากมายที่เราคุ้นเคยกันดี แต่เพราะงานนี้เป็นงานระดับโลก การจะพึ่งพากระแสของคนดังภายในประเทศอาจไม่เพียงพอ เมื่อ Louis Vuitton ประกาศว่าพัคโบกอมจะมาเป็นแขกคนสำคัญ ผมก็คิดว่าเป็นการเดินหมากที่ฉลาดมากๆ เพราะแน่นอนว่าแบรนด์สามารถไปชวนแบรนด์แอมบาสเดอร์จากฮอลลีวูดมาได้ ที่จะช่วยด้านภาพลักษณ์แบรนด์ดิ้งให้สวยหรู แต่ในยุคสมัยนี้ไม่มีอะไรจะสู้กับกระแส K-Series ได้ทั้งในประเทศไทยและโซนเอเชีย ซึ่งการันตียอดมูลค่าทางสื่อและกระแสโซเชียลแบบทะลุเพดาน 100% ซึ่งความฉลาดอีกขั้นก็คือ Louis Vuitton เลือก ‘พัคโบกอม’ นักแสดงระดับแถวหน้าที่เพิ่งออกมาจากกรมทหาร และคนรอคอยมานาน แถมสำหรับพัคโบกอมเอง การที่มาร่วมงานนี้ก็เป็นสถานการณ์ที่ Win-Win เพราะอีเวนต์แรกหลังออกมาจากกรมของเขา ก็เป็นอีเวนต์ของแบรนด์ลักชัวรีอันดับ 1 ของโลกเลย

 

หากถามว่าในฐานะสื่อทำงานกับพัคโบกอมยากไหม ผมบอกเลยว่าเจ้าตัวไม่ยากเลยและนิสัยดีมาก แต่คนที่เยอะมากกว่าคือทีมงานของเขา ซึ่งมีกฎระเบียบมากมายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้ THE STANDARD POP จะโดนตัดการสัมภาษณ์แบบ ‘วินาที’ สุดท้าย แต่หนึ่งในโมเมนต์ที่ผมประทับใจเกี่ยวกับพัคโบกอมก็คือ ในตอนแรกทาง Harper’s Bazaar ที่จะได้สัมภาษณ์ก่อนหน้าผมก็จะโดนตัดออกเหมือนกัน แต่เมื่อพัคโบกอมเห็นว่าทีมงานตัวเองเหมือนรีบปัดตกและจะโยกตัวเขาไปอีกจุดหนึ่ง พัคโบกอมก็ดูเหมือนไม่พอใจที่ทีมงานทำแบบนั้น และก็พูดขึ้นมาเองกับน้องในทีม Harper’s Bazaar ว่า “Let me do this interview for you” และให้สัมภาษณ์อย่างยิ้มแย้มแจ่มใสแบบเป็นกันเองมากๆ

 

 

แบมแบม ที่งาน After Party

 

การที่ Louis Vuitton ร่วมงานกับคนไทยสำหรับอีเวนต์นี้

 

หนึ่งในเสน่ห์สำคัญของแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้คือ การที่ Louis Vuitton อยากแทรกวัฒนธรรมไทย และไม่ได้ปิดกั้นให้ชาวไทยเป็นส่วนหนึ่งของการทำโชว์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแบรนด์ก็มีงบมากพอที่จะขนทีมงาน นายแบบ สไตลิสต์ ช่างแต่งหน้าและทำผมมาจากต่างประเทศทั้งหมดด้วยซ้ำ ตั้งแต่การปล่อยทีเซอร์แรกเมื่อช่วงคืนวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ถ่ายทำที่เยาวราชกับรถตุ๊กตุ๊ก บางคนมองว่าคลิเชไปไหม แต่ผมว่ามัน Represent และบ่งบอกความเป็นกรุงเทพฯ ได้ชัดเจนมากๆ และชอบที่ดูมีความดิบแต่ยังมีความคูล ความสตรีมที่แมตช์กับดีเอ็นเอเสื้อผ้าของ Virgil Abloh ได้ดี 

 

ต่อมากับภาพยนตร์สั้น Prelude ที่ใช้เปิดโชว์เหมือนกับคอลเล็กชันก่อนๆ ของ Virgil Abloh ทาง Louis Vuitton เลือก ศิวโรจณ์ คงสกุล ผู้กำกับภาพยนตร์นอกกระแสเรื่อง ‘ที่รัก’ ที่เคยชนะรางวัล Tiger Awards จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ มาทำให้ในชื่อ ‘I Dreamt of You’ ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวเองมาสอดแทรก และเล่าเรื่องความฝันของเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่งที่กำลังหวนคิดถึงบ้านหลังแรก ครอบครัวในวัยเด็ก และมิตรภาพของเพื่อนๆ

 

ถัดมากับฉากของโชว์ที่ถือว่าเป็นพระเอกของงาน Louis Vuitton ให้ ภานุ เลิศเพ็ญเมธา แห่งบริษัท คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ. จำกัด (มหาชน) มาดูแลและเนรมิตฉากบ้าน Upside Down ที่มีการต่อยอดและตีความแบบแอ็บสแตรกต์ จากโชว์แรกที่ปารีสเมื่อต้นปีที่เป็นฉากบ้านธรรมดา แต่เพราะชีวิตของ Virgil Abloh เปรียบเสมือนไซโคลนที่หมุนตลอดเวลา พอบ้านหลังนี้มาถึงไทยมันก็กลับหัวกลับหาง

 

ตัดมาที่วิดีโอ ‘Guest Impressions’ ที่ Louis Vuitton ทำเป็นประจำเมื่อจบทุกโชว์ระดับโลก สำหรับงานนี้ได้ช่างภาพชาวไทย ชาติฉกาจ ไวกวี มากำกับให้ พร้อมสัมภาษณ์พัคโบกอม, ญาญ่า อุรัสยา, มาริโอ้ เมาเร่อ, ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ และ ซูบิน ฮวาง เซิน (Soobin Hoang Son) นักร้องจากประเทศเวียดนาม ซึ่ง Louis Vuitton ฉลาดมาก เพราะประเทศเวียดนามกำลังไต่อันดับเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางของวงการลักชัวรีในเอเชีย โดยตัววิดีโอนี้ทางชาติฉกาจ ไวกวี กำกับออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมในระดับสากล มีการผสมผสานภาพฟิล์ม เอฟเฟ็กต์ TV Static และ VHS Glitch ทำให้ไม่ดูแฟลตและเบสิก ซึ่งแตกต่างจากวิดีโอ ‘Guest Impressions’ โชว์อื่นๆ ที่จะมีความทางการและคมกริบกว่านี้

 

แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ พอถึงช่วง After Party ทาง Louis Vuitton อยากแทรกกลิ่นอายวัฒนธรรมไทย โดยตัดสินใจจัดที่ ‘ล้ง 1919’ และไม่ได้เสิร์ฟเป็น Canapé อาหารฝรั่งทั่วไป แต่เป็นอาหารสตรีทฟู้ดแบบพรีเมียมที่ทำโดย Mandarin Oriental เช่น ผัดไทยล็อบสเตอร์ ข้าวเหนียวมะม่วง ส้มตำ ข้าวผัดเนื้อเค็ม ฯลฯ ส่วนศิลปินที่เลือกให้มาร้องเพลงก็คือ แบมแบม ซึ่งเป็นนักร้องชาวไทย

 

ลาน Parc Paragon

 

อีเวนต์ Livestream ที่ Parc Paragon

 

Virgil Abloh เคยกล่าวไว้ว่า “คุณรู้ไหมว่าผมได้แรงบันดาลใจจากใครมากที่สุด? เด็กพวกนั้นที่ยังไม่มีโอกาสแสดงผลงานแบรนด์ของตัวเอง เด็กพวกนั้นคือคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมในทุกๆ วัน เด็กรุ่นใหม่นี่แหละคือมิวส์ของผม ซึ่งผมอยากให้ผลงานของตัวเองสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาด้วย”

 

ประโยคนี้อาจช่วยสะท้อนและทำให้เห็นว่า ทำไม Virgil Abloh ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในแฟชั่นดีไซเนอร์ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21 ก็ว่าได้ และเป็นดีไซเนอร์ที่ทำให้กลุ่มเยาวชนทั่วโลกหลงรักและอยากเป็นส่วนหนึ่งของวงการแฟชั่น ซึ่งตั้งแต่โชว์แรกของเขาที่ Louis Vuitton เมื่อปี 2018 ทาง Virgil Abloh มีการเชิญชวนให้เด็กนักเรียนแฟชั่นมีโอกาสมาดูโชว์จริงและซึมซับบรรยากาศ เพราะเขาเชื่อว่ากลุ่มคนพวกนี้คือความหวังของอนาคตที่ขับเคลื่อนวงการต่อไป

 

สำหรับงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงเทพฯ ทาง Louis Vuitton ตัดสินใจปิดลาน Parc Paragon และสร้างสแตนด์สีขาวขึ้นมา พร้อมให้เด็กนักเรียนแฟชั่นจากหลากหลายมหาวิทยาลัยมาดูไลฟ์สตรีมที่มีการฉายบนจอยักษ์ LED รอบๆ ลาน ซึ่งถือว่าเป็นการใช้สื่อ Out of Home ได้อย่างน่าสนใจ และกำลังเข้ากับเทรนด์ที่หลายแบรนด์ลักชัวรีหันมาใช้มากขึ้นในช่วงหลัง แถมอิมแพ็กที่ได้มาก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะโชว์มีการเดินในช่วงเวลา Prime Time ตอน 19.30 น. ซึ่งคนที่อยู่แถวนั้นก็น่าจะอยากหยุดดูและถ่ายลงโซเชียลมีเดียของตัวเอง

 

บรรยากาศงาน Re-See ที่โรงแรม Four Seasons

 

อีเวนต์ Re-See

 

คนในวงการแฟชั่นจะรู้กันดีว่าหลังจากแฟชั่นโชว์ทุกซีซันจบลง ไม่ว่าจะเป็นที่นิวยอร์ก ลอนดอล มิลาน หรือปารีส ทางแบรนด์ต่างๆ ต้องจัดงานชื่อ ‘Re-See’ ที่เปิดโอกาสให้สื่อ ไบเออร์ และลูกค้าได้เห็นสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมออร์เดอร์ของตัวเอง โดยอีเวนต์ครั้งนี้จะจัดงาน Re-See ยาวถึง 6 วันเต็มที่โรงแรม Four Seasons สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าในประเทศไทย และรอบเอเชียที่เดินทางมาชมแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งความน่าสนใจก็คือ มีการผลิตแว่นตากันแดดรุ่นคลาสสิกอย่าง Cyclone ในเวอร์ชันเอ็กซ์คลูซีฟกรอบดำ เลนส์สีใสขายที่ประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งการที่ลักชัวรีแบรนด์จะตัดสินใจให้ประเทศไหนมีสินค้าพิเศษหาซื้อได้ที่เดียวในโลกก็ต้องเลือกตลาดที่สำคัญจริงๆ

 

นอกจากนั้น บางแบรนด์ที่จัดงาน Re-See อาจจัดแบบง่ายๆ ในห้องเปล่าๆ ไม่ตกแต่งอะไรมาก เน้นแค่มีราวเสื้อผ้าและชั้นวางของ แต่สำหรับ Louis Vuitton ในครั้งนี้ยังคงสร้างความประทับใจ และสร้างประสบการณ์ที่ต่อยอดจากโชว์คืนก่อน ซึ่งในโชว์ฉากที่เราเห็นจะเป็นแค่หน้าบ้าน แต่พอมา Re-See ก็เหมือนเราได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังนั้นที่มีดีเทลมากมาย แม้แต่เตียงนอนกับผ้าปูที่นอนที่เขียนว่า Louis Vuitton แถมรอบๆ สถานที่จัด Re-See ก็มีการนำรูปปั้นต่างๆ ของผู้ชายฉบับ Virgil Abloh ที่ทำให้คนอยากถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้กระแสของงานยังคงอยู่อีกหลายวันต่อไปเรื่อยๆ

 

Benji B

 

งานทอล์ก ‘In Conversation with Benji B’ ที่ THE STANDARD POP เป็นโฮสต์

 

นอกจากพัคโบกอมแล้ว หนึ่งในแขกสำคัญของแฟชั่นโชว์ Men’s Fall-Winter 2022 Spin-Off ก็คือ Benji B ที่ Virgil Abloh เพื่อนสนิทของเขาชวนให้มาเป็น Music Director ทำเพลงประกอบแฟชั่นโชว์ของ Louis Vuitton คอลเล็กชันผู้ชายมาตั้งแต่ปี 2018 โดย Benji B มีดีกรีเป็นถึงหนึ่งในดีเจที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของเกาะอังกฤษ มีรายการของตัวเองทางคลื่น BBC Radio 1 เคยเป็น Music Director ให้แบรนด์ Celine ยุค Phoebe Philo และเป็นโปรดิวเซอร์ให้เพลง Fade ของ Kanye West พร้อมอยู่เบื้องหลังโชว์ Sunday Service ของเขาด้วย

 

Benji B ได้ทำเพลงประกอบโชว์ Men’s Fall-Winter 2022 พาร์ตแรกไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมาร่วมกับ Tyler, The Creator สำหรับแฟชั่นโชว์ Spin-Off ที่กรุงเทพฯ เขาก็ยังรับหน้าที่เดิม บวกกับมาเป็นดีเจที่งาน After Party อีกด้วย

 

แต่เพื่อเป็นการต่อยอดและให้คนไทยมีโอกาสรู้จัก Benji B มากขึ้น ทาง Louis Vuitton ชวนให้ THE STANDARD POP มาเป็นโฮสต์งานทอล์กสุดเอ็กซ์คลูซีฟในชื่อ ‘In Conversation with Benji B: Music, Creativity and Fashion’ ณ Lennon’s ของโรงแรม Rosewood Bangkok ซึ่งพอผมและคนในทีมได้คุยกันว่า แขกราว 40 คนที่เราเชิญมาควรเป็นใครดี เราก็ตกลงว่าอยากชวนหลากหลายศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักออกแบบ แฟชั่นดีไซเนอร์ โปรดิวเซอร์ ช่างภาพ และอินฟลูเอ็นเซอร์รุ่นใหม่ที่กำลังจะกลายมาเป็นอีกแรงขับเคลื่อนของวัฒนธรรมไทย และเป็นกลุ่มคนที่เราเชื่อว่าหาก Virgil Abloh ยังอยู่ และได้มาไทยก็จะสนใจ บวกกับ Benji B เองก็น่าจะกลับบ้านด้วยพลังและแรงบันดาลใจจากคนเหล่านี้ด้วย ซึ่งในบรรดาแขก 40 กว่าคนที่เราเลือกมาก็มี ก้อง-กันตภณ เมธีกุล หรือ Gongkan, พี-สาริษฐ์ ตรัยเลิศวิเชียร, เจฟ ซาเตอร์, อัด อวัช, Tsunari, Sprite, LUSS, ปั๋น-ดริสา การพจน์ หรือ Riety, Patrickananda, SAMMii, Ironboy, PRADAA และ โชน ปุยเปีย เป็นต้น

 

ซ้าย: ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร กับ Benji B ช่วงทอล์ก / ขวา: ศิลปินจาก Warner Music Thailand

 

กว่าหนึ่งชั่วโมงที่ Benji B มาพูดคุยและตอบคำถาม สิ่งที่ผมได้รับรู้เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้คือความจริงใจ ถ่อมตัว และการไม่หยุดที่จะมองออกไปข้างนอกเพื่อหาแรงบันดาลใจให้ตัวเอง สำหรับผมแล้ว Benji B เหมือนเป็นกระจกสะท้อนตัวตนของ Virgil Abloh และผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทั้งคู่ยกย่องกันและกันเสมอ และเป็นเพื่อนรักกัน

 

คำว่า ‘เพื่อนรัก’ หลายคนอาจถามกลับว่า ‘จริงเหรอ’ เพราะ Virgil Abloh มีเพื่อนในวงการเยอะแยะมากมาย แต่เอาเป็นว่า Benji B เผยในทอล์กครั้งนี้ว่า เขาเป็นหนึ่งคนที่ได้พูดไว้อาลัยในงานศพของ ‘V’ (ชื่อที่เขาเรียก Virgl Abloh) ซึ่งผมเชื่อว่าการที่ Shannon Abloh ภรรยาของ Virgil เลือกให้ Benji B มาพูดก็คงมากพอที่จะบอกว่าทั้งคู่สนิทกันขนาดไหน

 

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าหลายคนในห้องได้เรียนรู้จาก Benji B คือถ้าเราเกิดมาเพื่อสิ่งหนึ่ง และมีแพสชันกับมันให้มาก ไม่ว่าเราจะมีมากน้อยขนาดไหน เราก็จะสู้เพื่อให้ได้มันมา อย่างเช่นการเป็นดีเจ Benji B เริ่มตั้งแต่อายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ตอนวัยรุ่นเขายังไม่มีเงินมากพอที่จะไปซื้ออุปกรณ์ สิ่งที่เขาเลือกทำก็คือการไปเที่ยวคลับที่ลอนดอน เพื่อไปดูว่าดีเจเขาเล่นกันอย่างไรและฝึกหัดจากตรงนั้น ก่อนจะไปเป็นเด็กฝึกงานที่คลื่นวิทยุ KISS FM 

 

Benji B ขณะให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD POP

 

อีกหนึ่ง Key Takeaway ของงานทอล์กในครั้งนี้สำหรับผมก็คือ Benji B ย้ำอยู่เสมอว่า ความสำเร็จของคนเราทุกคนล้วนแล้วต้องอยู่บนพื้นฐานของความ Authentic ที่มาพร้อมความจริงใจและการเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด บวกกับคอนเซ็ปต์ของการเรียกใครว่าเป็น ‘Mentor’ ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ชีวิตและอายุมากกว่าเรา ซึ่ง Benji B เองก็มี ‘Mentor’ เป็นรุ่นน้องของตัวเอง และเขาชอบที่จะเรียนรู้ผลงานของศิลปินเด็กๆ พอทอล์กจบเขายังเดินไปพูดคุยกับน้องๆ ศิลปินในห้อง และบอกว่าอยากให้ส่งผลงานมาให้เขาฟังด้วย

 

พอผมได้สัมภาษณ์เดี่ยวกับ Benji B สิ่งที่ผมประทับใจในตัวเขาก็คือ เขาเผยว่าแม้เขาจะรู้ว่าศิลปินเอเชียกำลังมีบทบาทมากยิ่งขึ้นบนเวทีโลก แต่เขาก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมาย เพราะเขาเห็นบทบาทของชาวเอเชียมานานมากแล้ว และสนับสนุนมาโดยตลอด ซึ่งกับประเทศไทยเองเขาก็บอกว่าชอบไปฟังเพลงแนว World Music ที่ Studio Lam เมื่อมาเที่ยวกรุงเทพฯ เป็นประจำ

 

เมื่อผมถามคำถามสุดคลาสสิก (ที่ตัวเองแอบรู้สึกคลิเช) ว่า Benji B มองอนาคตของตัวเองเป็นอย่างไร เขาก็ตอบว่า “ผมมองแค่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ผมไม่อยากจะมองไกลขนาดนั้น” แต่ก็แอบเศร้าที่เขาบอกว่ากับแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ที่กรุงเทพฯ ก็เหมือนเป็นการปิดฉากของเขาและ Virgil Abloh กับผลงานที่ Louis Vuitton

 

 

เราเรียนรู้อะไรจากงาน Louis Vuitton ที่กรุงเทพฯ

 

แม้จะผ่านไปแล้วกว่า 5 วันกับงาน Louis Vuitton ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ แต่ความรู้สึกหนึ่งที่ยังคงติดกับตัวผมก็คือ ประเทศไทยโชคดีขนาดไหนที่มีอีเวนต์ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ และเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ผมหลงรักและเชื่อมั่นในศักยภาพมาตั้งแต่นับหนึ่ง

 

ผมเห็นว่ากว่าจะจัดงานแบบนี้ได้มันไม่ง่าย และอาศัยทีมงานนับร้อยชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงดีเทลของงานทุกวัน ทุกชั่วโมงตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา อย่างเช่น Benji B เองก็เผยในงานทอล์กว่า ดนตรีประกอบโชว์เพิ่งถูกอนุมัติไม่กี่ชั่วโมงก่อนแฟชั่นโชว์จะเริ่มเพราะติดเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งแบรนด์ระดับ Louis Vuitton ต้องระมัดระวังเป็นอย่างสูง หรือทีมงานของแบรนด์เองต้องมีการทำ Zoom Call ระหว่าง 3 ทวีปเพื่อให้ได้ข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ขณะที่ Louis Vuitton เองก็มีอีกนับสิบอีเวนต์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการที่ทำกับ Nike ที่บรูกลิน แต่งตัวดาราที่เทศกาลภาพยนตร์ Cannes Film Festival หรือแฟชั่นโชว์ Cruise 2023 ที่แคลิฟอร์เนีย 

 

แต่สิ่งเหล่านี้ช่วยตอกย้ำว่า วงการแฟชั่นที่จริงแล้วไม่ได้สวยหรูเหมือนที่หลายคนคิด เราไม่ได้แค่จิบแชมเปญไปวันๆ และเดินทางชั้น First Class รอบโลก สิ่งที่แบรนด์อย่าง Louis Vuitton ทำกับอีเวนต์แบบนี้มีมากกว่าแค่การปั๊มยอดขายหรือเป็นเกมการตลาดเพื่อสร้าง Brand Awareness อย่างเดียว แต่พวกเขาใช้โอกาสในการจัดงานระดับโลกเพื่อให้กลุ่มคนอื่นๆ อย่างเช่นเด็กแฟชั่นหรือศิลปินรุ่นใหม่ได้รับประสบการณ์ และต่อยอดความฝันของตัวเองไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Virgil Abloh พูดเสมอมาว่า ทำไมเขาให้ความสำคัญกับด้านนี้

 

แน่นอนประโยคที่ว่า “ภูมิใจในความเป็นไทย” อาจถูกพูดถึงตลอดเวลาจนช้ำ ซึ่งสำหรับตัวผมเองก็ยอมรับว่ายังมีอีกหลายอย่างในสังคมไทยที่ทำให้ผมยังไม่สามารถเชื่อในสิ่งนี้ได้ แต่กับอีเวนต์ของ Louis Vuitton ผมพูดได้เลยว่าโคตรภูมิใจในความเป็นไทย และเชื่อว่าในวันข้างหน้า วงการแฟชั่นนี้แหละที่จะทำให้ความภูมิใจตรงนี้ไม่หายไปไหน

 

If Virgil Was Here.

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising