บริษัท โล-คาร์บ จำกัด (LO-CARB) ประกาศเป็น Thailand’s 1st IFRS Sustainability Alliance และ ISSB Training Partner ในงาน Open House ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 โดยมี Allison Tucker ผู้จัดการ IFRS Sustainability Alliance จาก IFRS Foundation ร่วมงาน นับเป็นครั้งแรกที่ IFRS Foundation เข้าร่วมกิจกรรมกับภาคเอกชนไทยโดยตรง ท่ามกลางกำหนดการที่ไทยต้องเริ่มรายงานตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนสากล IFRS ตั้งแต่ปี 2570
งานนี้มีผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำร่วมเสวนา ในหัวข้อที่ครอบคลุมตั้งแต่มาตรฐานสากลไปจนถึงมุมมองนักลงทุนสถาบัน
ความยั่งยืนคือเสาหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจ
ณิชาภัทร รัตนประภาต กรรมการผู้จัดการ LO-CARB กล่าวเปิดงานว่า บริษัทมองความยั่งยืนเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ขับเคลื่อนธุรกิจมาตั้งแต่วันแรก โดยเชื่อว่าการเติบโตทางธุรกิจในยุคนี้ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบร่วมกัน ได้แก่ เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบทางออกใหม่ๆ เธอระบุว่า LO-CARB ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน แต่เป็นพันธมิตรที่ช่วยองค์กรอื่นเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนโดยมีเป้าหมายทางธุรกิจเป็นปลายทาง

IFRS S1 และ S2 คืออะไร และทำไมไทยต้องเริ่มตอนนี้?
IFRS Sustainability Disclosure Standards คือมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่ IFRS Foundation ผู้กำหนดมาตรฐานบัญชีระดับโลกจัดทำขึ้น เพื่อให้บริษัททั่วโลกรายงานความเสี่ยงด้านความยั่งยืนด้วยรูปแบบเดียวกัน เปรียบเทียบกันได้เหมือนงบการเงิน โดยแบ่งเป็น 2 ฉบับ
- IFRS S1 — กรอบทั่วไป ครอบคลุมความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืนทุกประเภท ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว
- IFRS S2 — เจาะจงเฉพาะความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ
Tucker อธิบายว่าปัจจุบันมีกว่า 45 ประเทศเริ่มนำมาตรฐานนี้ไปใช้ ครอบคลุม GDP โลก 60%, มูลค่าตลาดทุน 40% และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 54 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิง ข้อมูลจาก Canadian Institute for Sustainable Finance ยังระบุว่า บริษัทแคนาดาที่เปิดเผยความเสี่ยงภูมิอากาศมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นสถาบันต่างชาติเพิ่มขึ้น 24% เทียบกับบริษัทที่ไม่เปิดเผย ส่วนไทยอยู่ในกลุ่มที่ต้องเริ่มรายงานปี 2570
องค์กรไทยเจอความท้าทายอะไรบ้างในการเปิดเผยข้อมูล?
ดร.เอนกประชา แก้วมณี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืน จากบางจาก คอร์ปอเรชั่น ระบุว่าความยากของกลุ่มบริษัทที่มีบริษัทในเครือเกือบ 100 แห่งคือมาตรฐานข้อมูลไม่ตรงกัน เช่น การคำนวณก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละบริษัทอาจใช้ Methodology คนละ Tier ทำให้รวมเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ บางจากจึงวาง Data Governance เป็นพื้นฐานก่อนเชื่อมโยงกับ IFRS พร้อมดำเนินโครงการ Carbon Markets Club ที่มีสมาชิกกว่า 1,000 ราย
กวิน ทังสุพานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มองว่าคอขวดของภาคพลังงานไทยไม่ใช่กำลังการผลิต แต่เป็นระบบส่งไฟฟ้าที่ยังไม่รองรับพลังงานหมุนเวียนปริมาณสูง โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ตั้งเป้าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนรวมพลังงานสะอาดถึง 90% ภายในปี 2593 จากปัจจุบันที่ราว 10% กว่า ดังนั้น ธุรกิจที่พึ่งพาโครงสร้างพลังงานเดิมอาจเจอต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ธุรกิจที่ลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนหรือระบบสายส่งอาจเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางนโยบายนี้

ข้อมูลความเสี่ยงภูมิอากาศเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างไร?
ดร.ไพศาล สุขพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ความยั่งยืน จาก LO-CARB ยกกรณี Auckland Airport นิวซีแลนด์ ที่เจอฝนตกหนัก 200 มิลลิเมตรในวันเดียวเมื่อปี 2566 เสียหาย 800 ล้านบาท ทั้งที่เคยทำแบบจำลองน้ำท่วมล่วงหน้าไว้แล้ว หลังเหตุการณ์ สนามบินปรับโมเดลใหม่ ประเมินความเสียหายสูงสุดที่ 1,500 ล้านบาทต่อครั้ง จึงตัดสินใจลงทุน 450 ล้านบาทขยายระบบระบายน้ำ
LO-CARB กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มลักษณะเดียวกัน โดยใช้เหตุการณ์น้ำท่วมจริงในไทย เช่น กรณีหาดใหญ่ที่เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาทและใช้เวลาฟื้นตัว 3 เดือน มาคำนวณความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ และแปลงออกมาเป็นตัวเลขผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินโดยตรง เพื่อให้ผู้บริหารใช้ประกอบการตัดสินใจได้ทันที ไม่ใช่แค่ตัวเลขความเสี่ยงเชิงสถิติที่ตีความยาก

ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Quantum Technologies Foundation of Thailand (QTFT) เสริมว่าอุปสรรคหลักขององค์กรคือแต่ละแผนกมักตีความคำเดียวกันไม่ตรงกัน เช่น คำว่า “ขายแล้ว” ฝ่ายขายอาจหมายถึงออกใบสั่งซื้อ ขณะที่ฝ่ายบัญชีหมายถึงเงินเข้าบัญชีแล้ว ความไม่ตรงกันแบบนี้ทำให้ข้อมูลที่แต่ละแผนกมีอยู่นำมารวมกันเพื่อวิเคราะห์หรือใช้กับ AI ไม่ได้จริง จึงเสนอให้องค์กรตกลงความหมายคำศัพท์สำคัญร่วมกันก่อน เพื่อให้ข้อมูลทั้งห่วงโซ่ธุรกิจสื่อสารกันได้
จุดนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับกรอบการรายงาน IFRS ซึ่งดร.ไพศาลระบุว่า Governance หรือการกำหนดว่า “ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” คือเสาหลักแรกและเป็นจุดที่องค์กรส่วนใหญ่ติดขัดที่สุด เพราะหลายฝ่ายมองว่าการจัดการข้อมูลความยั่งยืน “ไม่ใช่งานของฉัน” หากไม่แก้จุดนี้ก่อน ต่อให้มีเครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ดีแค่ไหน ผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นเพียงแดชบอร์ดที่ไม่มีใครเปิดดู
ดร.จิรวัฒน์ยกตัวอย่างว่าเคยพบปัญหานี้กับลูกค้าจริง จนต้องปรับระบบให้มีคนรับผิดชอบโดยตรงคอยรับสรุปสถานการณ์จากระบบ แล้วนำไปพูดคุยต่อกับผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงกลายเป็นการตัดสินใจจริงในองค์กร

นักลงทุนสถาบันมองความยั่งยืนอย่างไร?
สุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. เอไอเอ (ประเทศไทย) ซึ่งบริหารสินทรัพย์ในไทยราว 1 ล้านล้านบาท เปิดเผยว่า AIA ไม่ลงทุนในธุรกิจถ่านหินมาตั้งแต่ปี 2560-2561 ตามมาตรฐาน Science Based Targets initiative (SBTi) โดยเคยขายหุ้นบริษัทหนึ่งมูลค่าราว 5,000 ล้านบาทจนเหลือศูนย์ เนื่องจากมีรายได้จากถ่านหินเพียง 1% พร้อมตั้งเป้าให้เงินลงทุนในไทย 30% สอดคล้องกับ SBTi ภายในปี 2573 และ 100% ภายในปี 2583
ยุทธศักดิ์ สุภสร จากแอสเสท เวิรด์ คอร์ป ระบุปัจจัยหลักที่นักลงทุนสถาบันใช้ประเมินบริษัท ได้แก่:
- ผลกระทบต่อกระแสเงินสด: ข้อมูลความยั่งยืนสะท้อนความเสี่ยงด้านรายได้และต้นทุนดำเนินงานโดยตรง
- การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: บริษัทที่มีธรรมาภิบาลและเปิดเผยข้อมูลโปร่งใสมีต้นทุนเงินทุนต่ำกว่า
- ความสามารถฟื้นตัว (Resilience): วัดจากแผนรับมือความเสี่ยงระยะสั้น กลาง ยาว พร้อมแหล่งเงินทุนรองรับที่ชัดเจน

ทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า ข้อมูลความยั่งยืนเปลี่ยนจากข้อมูลประชาสัมพันธ์ในอดีต มาเป็นข้อมูลพื้นฐานทางการเงินที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนจริง
ผู้สนใจรายละเอียดมาตรฐาน IFRS Sustainability Disclosure และแนวทางเตรียมความพร้อมของธุรกิจไทย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.locarb.green

