×

ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง สส. ฝ่ายค้าน ยื่นตีความ ผิดกฎหมายหรือไม่

20.05.2026
  • LOADING...
ธนบัตรไทยและค้อนผู้พิพากษา สื่อถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง สส. ฝ่ายค้านจำนวน 133 คน ยื่นให้ตีความ พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำคำชี้แจงและส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในระยะเวลา 7 วัน

 

อีกทั้งมีรายงานว่า มติเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมนั้น เป็นขององค์คณะชุดเล็กที่พิจารณารับหรือไม่รับคำร้อง โดยการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเต็มองค์คณะ 9 คน ในครั้งถัดไป จะมีขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายนนี้

 

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTHการที่ศาลรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านถือเป็นขั้นตอนตามปกติ และตัว พ.ร.ก. ยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเตรียมนำเม็ดเงินก้อนแรกเกือบ 2 แสนล้านบาทไปใช้ในโครงการลักษณะแจกเงิน เช่น ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

อดีต รมว.คลัง ประเมินว่า หากรัฐบาลนำเงินกู้ไปแจกแบบให้สิทธิคนทั่วไปจำนวนถึง 30 ล้านคน โดยไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีความเดือดร้อนอย่างแท้จริงหรือไม่ จะทำให้มีคนที่ไม่เดือดร้อนเข้ามารับสิทธิด้วย ลักษณะการกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มหนี้สาธารณะแล้วนำมาแจกจ่ายโดยไม่ได้เน้นเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ถือเป็นการกู้เงินที่เกินความจำเป็นและไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ

 

นอกจากนี้ หากรูปแบบการแจกเงินเป็นลักษณะ ‘ใครลงทะเบียนก่อนได้ก่อน’ จะยิ่งสร้างความไม่ยุติธรรม เนื่องจากผู้สูงวัยหรือประชาชนในต่างจังหวัดที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ระบบคอมพิวเตอร์ ได้ยาก จะเสียเปรียบกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงระบบได้ง่ายกว่า ซึ่งการทำให้เกิดการ ‘เลือกปฏิบัติ’ ระหว่างบุคคลในประเทศลักษณะนี้ ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่บัญญัติห้ามไว้

 

สำหรับเม็ดเงินอีก 2 แสนล้านบาทที่อ้างว่าจะนำไปใช้ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานนั้น ธีระชัยมองว่า โครงการเหล่านั้นเป็นเพียงการสอน การจัดฝึกอบรมเพื่อให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต หรือการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือเป็นงานประจำและเป็นโครงการระยะยาว โครงการเหล่านี้ ‘ไม่เข้าลักษณะความจำเป็นรีบด่วนและหลีกเลี่ยงไม่ได้’ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน

 

ในประเด็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธีระชัยประเมินว่า การกู้เงินมาแจกในโครงการอย่างไทยช่วยไทย พลัส แม้จะช่วยทำให้มีกำลังซื้อและดันตัวเลข GDP ให้ปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่จะเป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบเดียวแบบ ‘ไฟไหม้ฟาง’ เพราะไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศแต่อย่างใด

 

สิ่งที่รัฐบาลควรทำอย่างแท้จริงเพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน คือการเข้าไปรื้อและปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจพลังงานในปัจจุบัน

 

ธนบัตรไทยและค้อนผู้พิพากษา สื่อถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 1

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

สรุป 3 ข้อหาที่เสี่ยงผิดกฎหมาย อดีต รมว.คลัง สรุปทิ้งท้ายว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทฉบับนี้ มีความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายถึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  1. ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน และรัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงการกู้เงินได้โดยใช้วิธีการอื่น
  2. ขัดรัฐธรรมนูญ ในประเด็นก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างบุคคลจากระบบการลงทะเบียน
  3. ขัด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ เพราะนำเงินไปแจกจ่ายในโครงการที่ไม่คุ้มค่าและกู้เกินความจำเป็น

 

ทั้งนี้ ในส่วนของกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าศาลจะมีกรอบเวลาในการพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับจากวันที่รับคำร้อง

 

ด้านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลทำคู่ขนานกันไป ซึ่งมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า การที่เราออกพระราชกำหนด เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ

 

สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับรัฐบาล ความเดือดร้อนของประชาชนไม่ว่าจากมูลเหตุใดก็ตาม ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่งในกระบวนการชี้แจงต่อศาลมีกระบวนการอยู่แล้ว โดยปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

 

นายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า รัฐบาลออกพระราชกำหนดมาแล้ว และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ทุกอย่างจึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน และเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ ระเบียบ และกฎหมายกำหนด ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 19 พฤษภาคม ตามกำหนด

 

ทั้งนี้ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เห็นชอบโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน’

 

โดยดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าว ว่าอาจเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่

 

โดยรัฐบาลได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว และมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ร่วมกับกระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการชี้แจงแก่ศาลรัฐธรรมนูญ

 

“คณะรัฐมนตรียืนยันว่า พระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนคำร้องก็เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติที่ดำเนินการไปแล้ว เราก็ชี้แจงไป ซึ่งเน้นย้ำว่าพระราชกำหนดนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ก็ต้องดำเนินการต่อไป” ดร.เอกนิติกล่าว

 

อดีต ตุลาการศาล รธน. วิเคราะห์ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย

 

ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เวทีความคิด ช่อง Thinkingradio’ ให้ความเห็นว่า ย้อนกลับในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบการออก พ.ร.ก. ได้ใน 2 เงื่อนไขหลัก คือ 1. เพื่อประโยชน์ในความปลอดภัยสาธารณะหรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และ 2. เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน

 

แต่สำหรับ รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญถูกจำกัดอำนาจให้ตรวจสอบได้เฉพาะเงื่อนไขแรกเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น ในขณะที่ประเด็น ความฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน กฎหมายกำหนดให้เป็นดุลพินิจของคณะรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

 

ศาลไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงหรือตรวจสอบได้ ดังนั้น การที่ฝ่ายค้านจะยื่นตีความว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ ‘ไม่ฉุกเฉินหรือเร่งด่วน’ จึงไม่อยู่ในอำนาจที่ศาลจะรับพิจารณาได้ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

 

ขณะที่เนื้อหาในคำร้องของ สส.ฝ่ายค้านที่เสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น มีจุดที่น่าสนใจคือ ฝ่ายค้านไม่ได้คัดค้านงบประมาณในส่วนของการเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ พุ่งเป้าโจมตีไปที่เงินกู้ก้อนที่สองมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเตรียมนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน โดยมองว่าส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน สามารถออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตามปกติได้โดยไม่ต้องใช้ทางลัดผ่าน พ.ร.ก.

 

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องความเร่งด่วนไม่ได้ ประเด็นชี้ขาดจึงเหลือเพียงว่า งบพลังงาน 2 แสนล้านบาท เข้าข่ายการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือความปลอดภัยสาธารณะหรือไม่

 

ในมุมมองทางกฎหมาย วิกฤตพลังงานถือเป็นเรื่องของความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนหลักที่ใช้ทั้งในการขับเคลื่อนกำลังทหารเพื่อความปลอดภัย ไปจนถึงกระบวนการทางเศรษฐกิจของประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ เงื่อนไขในการตีตก พ.ร.ก. ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ต้องใช้เสียงข้างมากถึง 2 ใน 3 หรือ 6 ใน 8 เสียงของตุลาการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งโอกาสที่ตุลาการถึง 6 ท่านจะลงมติว่าเรื่องพลังงานไม่มีประโยชน์ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจเลยนั้น แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้

 

ธนบัตรไทยและค้อนผู้พิพากษา สื่อถึงการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 2

ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

ส่วนกรณี Worst-case Scenario หากเกิดเหตุการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้ว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์ทางกฎหมายจะรุนแรงกว่ากรณีที่สภาไม่อนุมัติอย่างมาก

 

หากเป็นกรณีที่สภาไม่อนุมัติในภายหลัง พ.ร.ก. จะตกไปแต่จะไม่มีผลย้อนหลัง การกระทำใดๆ ก่อนหน้านั้นยังคงมีผลสมบูรณ์ แต่ หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ พ.ร.ก. จะ ‘ไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น’ หรือตกเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลให้สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วต้องถูกยกเลิกเพิกถอนย้อนหลังทั้งหมด เงินที่จ่ายไปต้องถูกเรียกคืน และผู้ที่อนุมัติสั่งจ่ายอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำร้องของฝ่ายค้านระบุชัดเจนว่า ‘ไม่ติดใจในส่วนของงบเยียวยา’ รัฐบาลจึงสามารถตีความได้ว่างบส่วนนี้เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่มีข้อขัดแย้ง ในทางปฏิบัติ รัฐบาลจึงสามารถเดินหน้าดำเนินมาตรการจ่ายเงินเยียวยาประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาจากศาล และต่อให้ศาลตีตก พ.ร.ก. ฉบับนี้ กฎหมายก็จะตกไปเฉพาะในส่วนของงบพลังงานที่ถูกร้องเรียนเท่านั้น

 

ดังนั้น พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมีแนวโน้มสูงที่จะผ่านการพิจารณา แต่การทักท้วงของฝ่ายค้านถือเป็นกลไกการตรวจสอบที่เกิดประโยชน์ เพราะการกู้เงินถึง 2 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูพลังงาน แม้จะมีความสำคัญ แต่หากไม่ฉุกเฉินเร่งด่วน การเปลี่ยนไปใช้งบประมาณปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศต้องแบกรับภาระหนี้สาธารณะและดอกเบี้ยมหาศาลที่ลูกหลานต้องตามชดใช้โดยไม่จำเป็น

 

ภาพ: Mehaniq / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories