×

เงินเดือนเพิ่ม แต่ทำไมยังรู้สึกว่า ‘ไม่พอ’? รู้จัก ‘Lifestyle Creep’ กับดักที่ทำให้รายได้โต แต่ความมั่งคั่งไม่โตตาม

20.09.2026
  • LOADING...
หญิงสาวกำลังเลือกซื้อสินค้าออนไลน์

เงินเดือนเพิ่ม โบนัสมากขึ้น หรือได้เลื่อนตำแหน่ง น่าจะทำให้ชีวิตทางการเงินดีขึ้น แต่สำหรับบางคน รายได้ที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ได้ทำให้มีเงินเหลือมากขึ้น เพราะทันทีที่รายได้ขยับ มาตรฐานการใช้ชีวิตก็มักขยับตาม ทั้งบ้านที่ใหญ่ขึ้น รถที่แพงขึ้น ร้านอาหารที่ดีขึ้น ทริปท่องเที่ยวที่ถี่ขึ้น หรือบริการต่าง ๆ ที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น จนสิ่งที่เคยเป็น ‘ความอยาก’ ค่อย ๆ กลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำ

 

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ‘Lifestyle Creep’ หรือ ‘Lifestyle Inflation’ มักเกิดขึ้นเมื่อเราปล่อยให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามรายได้ จนเงินที่ควรกลายเป็นเงินออมหรือสินทรัพย์กลับถูกดูดซับไปกับการรักษามาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้น ซึ่งปัญหานี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนรายได้น้อยเท่านั้น เพราะแม้แต่คนที่มีรายได้สูงก็สามารถติดกับดักนี้ได้เช่นกัน

 

รายได้สูง แต่ขาดชีวิตที่ต้องการ

 

เรื่องของ Neal Shah สะท้อนภาพของ Lifestyle Creep ได้อย่างชัดเจน โดย Shah เติบโตในสายงานการเงิน จาก Investment Analyst จนขึ้นเป็น Hedge Fund Partner ได้ตั้งแต่อายุ 27 ปี และต่อมา ขยับขึ้นอีกเป็นผู้นำบริษัทลงทุนที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 20 ล้านดอลลาร์ ในตอนที่มีอายุได้เพียง 31 ปี

 

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานการใช้ชีวิตและความคาดหวังของคนรอบตัวเขากลับสูงขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกันความก้าวหน้าในอาชีพการงานของเขา

 

โดย Shah เล่าว่า ภาพลักษณ์จำเป็นอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือในแวดวงการเงิน ถึงแม้เขาจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับวัตถุสิ่งของมากนัก แต่ก็ต้องยอมสวมเสื้อสูท เนกไท และรองเท้าจากแบรนด์หรู เพื่อทำตัวกลมกลืนกับผู้คนในระดับเดียวกัน ท้ายสุดแล้ว Shah กลับรู้สึกว่าอาชีพการงานที่มี แม้รายได้จะสูง แต่กลับไม่สอดคล้องกับชีวิตที่ต้องการ

 

Shah เรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่า กุญแจมือทองคำ (Golden Handcuffs) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อรายได้มหาศาลผูกเขาไว้กับตำแหน่งเดิม จนขยับไปใช้ชีวิตในรูปแบบอื่นได้ยาก

 

ทั้งนี้ จุดพลิกผันของ Shah เริ่มขึ้นเมื่อตอนที่ภรรยาของเขาป่วยเป็นมะเร็ง Shah เลือกออกงานการเงินเพื่อมาดูแลภรรยา ก่อนย้ายไป North Carolina ที่นั่น เขาพบว่ามีผู้คนอีกมากที่ต้องเผชิญปัญหาการดูแลผู้ป่วยเช่นเดียวกันกับเขา

 

ด้วยเหตุนี้ Shah จึงตัดสินใจก่อตั้ง CareYaya Health ขึ้นมาในปี 2021 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงนักศึกษาแพทย์กับครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือด้านการดูแลผู้ป่วย ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมแล้วกว่า 30 แห่งในปัจจุบัน

 

แม้ Shah จะไม่ได้รับเงินเดือนจากธุรกิจดังกล่าวเลย แต่ Shah ระบุว่า การได้ทำงานที่มีความหมายและได้ช่วยเหลือผู้อื่น กลับสร้างความรู้สึกพึงพอใจในชีวิตมากกว่าที่เคยเป็น

 

ถึงแม้อย่างนั้น Shah ไม่ได้หมายความว่า ‘เงินไม่สำคัญ’ แต่ต้องการสะท้อนว่า หากรายได้ที่มากขึ้น ไม่ได้ทำให้อิสระมากขึ้น มันอาจกลายตัวเหนี่ยวรั้งให้เราเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้ยากขึ้นตามไปด้วย

 

Lifestyle Creep เกิดขึ้นได้ แม้รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ

 

คำว่า ‘Lifestyle Creep’ อาจชวนให้นึกภาพว่าเมื่อรายได้มากขึ้น ผู้คนจะย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ขึ้น หรือซื้อรถคันหรูมากขึ้น แต่แท้จริงแล้ว ‘Lifestyle Creep’ เริ่มขึ้นจากการยกระดับคุณภาพชีวิตทีละเล็กทีละน้อย เช่น การดื่มกาแฟแพงขึ้น กินข้าวนอกบ้านบ่อยขึ้น หรือเปลี่ยนโทรศัพท์รุ่นใหม่ถี่ขึ้น หรือแม้แต่ยอมจ่ายบริการบางอย่างเพื่อรับความสะดวกที่มากขึ้น

 

ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจาก ‘Lifestyle Creep’ อาจดูเป็นการขยับเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวจะเริ่มขึ้น เมื่อรายจ่ายเหล่านี้กลายเป็นต้นทุนประจำ

 

หนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของ ‘Lifestyle Creep’ คือ เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น แต่เงินออมไม่เพิ่มขึ้นตาม โดย Hillary Seiler ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและโค้ชด้านการเงิน ระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวพบได้บ่อย ในกลุ่มคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการยกระดับชีวิตจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสิ่งที่เคยทำเป็นครั้งคราว มาเป็นกิจวัตรประจำวัน

 

ส่วน Mark Clark นักวางแผนการเงินอีกรายหนึ่ง มองว่า ‘Lifestyle Creep’ มักเกิดจากค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่ค่อยๆ ก่อตัวเพิ่มขึ้น จากการเข้าสังคม และการซื้อความสะดวกสบาย ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดแล้วอาจเป็นก้อนใหญ่ แต่ผู้มีรายได้เพิ่มขึ้นกลับไม่รู้ตัวว่ากำลังฟุ่มเฟือยกว่าเดิม

 

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำหลังรายได้เพิ่มขึ้น คือการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมา จะทำให้ฐานะการเงินของเราดีขึ้นอย่างไรบ้าง’ แทนการหาคำตอบว่า ‘จะซื้ออะไรเพิ่มดี’

 

ออมก่อนใช้ เรียบง่ายแต่ได้ผล

 

หนึ่งในคำแนะนำเพื่อแก้ปัญหา ‘Lifestyle Creep’ คือการ ‘Automate Investing’ หรือการกันออกไปออมไว้ตั้งแต่ต้น แทนการใช้จ่ายก่อนแล้วค่อยออมที่เหลือ ซึ่งช่วยลดความรู้สึกที่ว่ายังมีเงินให้ใช้เหลือเฟือกว่าเดิม

 

นอกจากนี้ เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ใบอนุญาตให้การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดย Seiler ระบุว่า การจัดการ ‘Lifestyle Inflation’ ที่ดี คือการนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปสร้างสินทรัพย์ ลดความเครียดทางการเงิน และเพิ่มอิสระในอนาคต แทนการยกระดับคุณภาพสิ่งของรอบตัว

 

ขณะที่ Rhonda Sorensen โค้ชการเงินที่เสนอให้แบ่งเงิน 50% ของโบนัสหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปออมหรือลงทุน และใช้เงินที่เหลืออีกครึ่งไปกับการปรับปรุงคุณภาพชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม การมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถยกระดับสิ่งของรอบตัวได้เลย แต่ Sorensen ให้คำแนะนำว่า ก่อนซื้อสิ่งของชิ้นใหญ่ๆ ชิ้นใด ให้คำนึงถึง ‘ต้นทุนระยะยาว’ ที่จะเกิดขึ้นเสียก่อน

 

ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ ซึ่งไม่ได้มีต้นทุนแค่ราคารถ แต่มาพร้อมค่างวด ค่าประกัน ค่าน้ำมัน และค่าบำรุงรักษา ขณะที่บ้าน ก็มาพร้อมค่าส่วนกลาง ค่าดูแลรักษา และอาจรวมถึงค่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ๆ ที่จะตามมา

 

ดังนั้น ก่อนเพิ่มค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ ควรพิจารณาว่า ‘เราพร้อมอยู่กับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไปอีกกี่ปี’ ควบคู่กับการพิจารณากำลังซื้อของตัวเอง

 

ภาพ: Master1305 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories